การบาดเจ็บ และ การห้ามเลือด

การบาดเจ็บ และการห้ามเลือด

       อุบัติเหตุมักทำให้เกิดการบาดเจ็บ สิ่งที่ตามมาก็คือเกิดการเสียเลือด ทั้งที่สามารถเห็นได้ด้วยตา หรือเกิดการตกเลือดภายในร่างกายและมีโอกาสเกิดเสียชีวิต การบาดเจ็บที่ถือเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉิน อาจต้องได้รับความช่วยเหลือโดยทันที ดังนั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการและอาการแสดงที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของการบาดเจ็บ การเสียเลือดและภาวะช็อก ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการสูญเสียที่รุนแรงที่อาจจะเกิดตามมาได้ก็จะเป็นวิธีการที่ช่วยลดความสูญเสียและอันตรายที่จะตามมาได้ดีวิธีหนึ่ง

การเสียเลือด Bleeding เป็นผลจากการที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บ เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในร่างกายหรือ เกิดบาดแผล สิ่งที่ตามมา คือ เลือดออก  เกิดการเสียเลือด การตกเลือด ภาวะช็อก และติดเชื้อโรคได้  ในคนปกติมีปริมาณเลือดในร่างกายคิดเป็น 7 – 8 % ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ    4 – 5 ลิตรในผู้ใหญ่ การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสิ่งสำคัญ คือ การห้ามและควบคุมการเสียเลือดซึ่งต้องกระทำโดยทันทีที่มีการสูญเสียเลือดทั้งที่เกิดขึ้นภายนอก และภายในร่างกาย ซึ่งสามารถแสดงออกให้รู้ได้หลายอาการและอาการแสดงที่บ่งชี้ถึงการเสียเลือด และเกิดอาการช็อก Shock ขึ้นได้

การบาดเจ็บ Injury หมายถึง ความเสียหายหรืออันตรายต่อหน้าที่หรือโครงสร้างของร่างกาย อันมีสาเหตุจากแรงหรือปัจจัยภายนอกทั้งทางกายภาพหรือเคมี การบาดเจ็บที่เกิดขึ้น ได้แก่

          การบาดเจ็บภายนอก มักจะปรากฏให้เห็นว่าเกิดบาดแผลและมีเลือดไหลออกมา ความรุนแรงขึ้นอยู่กับสาเหตุของการบาดเจ็บและอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ อาจพบอาการผิดรูปหรือบาดแผลร่วมด้วยให้เห็นได้

                ขั้นตอนในการช่วยเหลือเบื้องต้น

                1.   การห้ามเลือด วิธีการ คือ

              1)   ตรวจดูหากมีเศษวัสดุเล็กๆภายในบาดแผลใช้คีม หรือแหนบเล็กๆดึงเศษวัสดุดังกล่าวออกก่อน

              2)   ทำความสะอาดบาดแผลจากเศษวัสดุเล็กๆ ฝุ่น หรือคราบดิน ด้วยน้ำเกลือ อย่างระมัดระวัง ไม่ควรใช้น้ำหนักมือกดเพราะการกดจะทำให้เศษวัสดุที่หลงเหลือในบาดแผลฝังลึกเพิ่มขึ้น

              3)   ทำการห้ามเลือดโดยใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อสปิดกดที่บริเวณแผลให้แน่น น้ำหนักที่กดของผ้าก๊อสจะช่วยทำให้เลือดหยุดได้เองตามธรรมชาติ

              4)   แต่ถ้าเลือดยังคงออกไม่หยุดให้ใช้ผ้ายืด Elastic Bandage พันทับผ้าปิดแผลอีกชั้น เป็นการเพิ่มแรงกดทับ Pressure dressing อีกชั้นหนึ่ง  



https://www.youtube.com/watch?v=u1PqGw4OCbQ

                2.   การช่วยเหลือดูแลบาดแผลภายนอกเบื้องต้น External bleeding 

กรณีที่บาดแผลมีวัตถุปักคาไม่ควรดึงเอาออก ต้องใช้ความระมัดระวังในการปิดแผลไม่ลงน้ำหนักจนเพิ่มแรงกดฝังลึกเพิ่มขึ้นควรยึดวัตถุนั้นให้อยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนขยับ ในการห้ามเลือดโดยการใช้ผ้าปิดบาดแผลรอบๆวัตถุนั้นหนาๆ เป็นการช่วยพยุงวัตถุด้วย

                3.   กรณีที่ปรากฏ อวัยวะผิดรูป หรือกระดูกหักร่วมโผล่ออกมาทางผิวหนัง

              1)   หากจำเป็นต้องทำความสะอาดบาดแผลจากเศษวัสดุเล็กๆ ฝุ่น หรือคราบดิน ด้วยน้ำเกลือ ด้วยความระมัดระวัง

              2)   ห้ามเลือดโดยการใช้ผ้าปิดบาดแผลรอบๆวัตถุนั้นหนาๆ

              3)   ปิดแผลและดาม ยึด ให้อยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนขยับ

              4)   ให้ยกอวัยวะส่วนนั้นสูงขึ้นกว่าระดับของหัวใจ

              5)   แนะนำให้ผู้ป่วยงดน้ำ อาหารทุกชนิด รีบนำส่งโรงพยาบาล

               5.  การปิดแผลเปิด ที่มีอวัยวะภายในทะลักออกมา Invisceration       

              1)   ทำความสะอาดบาดแผลรวมทั้งอวัยวะที่โผล่ออกมาจากเศษวัสดุเล็กๆ ฝุ่น หรือคราบดิน ด้วยน้ำเกลือ ด้วยความระมัดระวัง

              2)   ห้ามดันอวัยวะที่ยื่นโผล่ออกมากลับเข้าไปในร่างกาย

              3)   คลุมอวัยวะที่โผล่ออกมาด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด

              4)   สังเกตอาการและอาการแสดงของภาวะช็อกจากการตกเลือดภายใน

              5)   ห้ามผู้ป่วยบริโภคอาหารและน้ำทุกชนิด

              6)   รีบนำส่งโรงพยาบาล

                6.  อวัยวะถูกตัดขาด Amputation การช่วยเหลือบาดแผลเช่นเดียวกับการห้ามเลือดข้อ 1 ส่วนอวัยวะที่ขาด ดังนี้

             1)   เก็บรักษาอวัยวะที่ถูกตัดขาด โดยนำใส่ถุงพลาสติก รัดปากถุงให้แน่น

             2)   นำถุงที่ใส่อวัยวะที่ขาดไปบรรจุในกระติกน้ำแข็งหรือถุงพลาสติกที่มีน้ำแข็งบรรจุอยู่อีกชั้น

             3)   ห้ามแช่ในน้ำแข็งโดยตรง

               7.  แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก     

             1)  ใช้น้ำหรือน้ำเกลือล้างแผล ล้างเพียงผิวบนแผลเพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อน

             2)  ถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่อวัยวะที่ถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวกถูกไฟไหม้ออก

             3)  พึงระลึกเสมอว่าเสื้อผ้าอาจจะถูกไฟเผาไหม้ติดกับผิวหนัง

             4)  เมื่อถอดเสื้อผ้าออกพบว่ามีการดึงรั้ง ควรหลีกเลี่ยงส่วนนั้นไว้ไม่ดึงออก

             5)  ปิดแผลด้วยผ้าแห้งที่สะอาด

             6)  ห้ามใช้น้ำมัน โลชัน ยาสีฟัน หรือยาปฏิชีวนะทาบนแผล

             7)  หากพบว่าผิวหนังเป็นตุ่มพองน้ำ ห้ามทำให้ตุ่มพองแตก            

               8.  แผลไหม้จากสารเคมี Chemical Burns เพื่อความปลอดภัยให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ก่อนการเข้าช่วยเหลือ

             1)   การช่วยเหลือให้คำนึงถึงความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุจากสถานการณ์และสารเคมี

             2)   สวมถุงมือและเครื่องป้องกันดวงตา

             3)   สารเคมีที่เป็นผงแห้ง ควรปัดทิ้งด้วยแปรงขนอ่อนก่อนที่จะใช้น้ำล้าง

             4)   ใช้น้ำล้างจำนวนมาก โดยใช้วิธีการล้างให้น้ำผ่านตัวโดยใช้ฝักบัวหรือสายยาง ไม่ควรใช้วิธีการแช่น้ำ

             5)   ปิดบาดแผลด้วยผ้าชุบน้ำเกลือหมาดๆ และทับด้วยผ้าปิดแผลหนาๆกันสารเคมีซึมผ่าน

             6)   ในกรณีที่สารเคมีหก หรือกระเด็นใส่ให้ตรวจดูว่ามีการบาดเจ็บที่ตาหรือไม่

             7)   รีบนำส่งโรงพยาบาล

https://www.youtube.com/watch?v=3GH672gH-sA




วิธ๊ดูแลบาดแผลเบื้องต้นของ
External bleeding

        1.   การห้ามเลือดกรณีได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลใช้การห้ามเลือดด้วยวิธีการกดด้วยน้ำหนัก 4 ลักษณะ

      (1)   ใช้ฝ่ามือกดตรงจุดที่เลือดออก(ควรสวมถุงมือ)ตามขนาดและตำแหน่งของแผลโดยตรง และยกส่วนที่เลือดออกให้สูงขึ้น

     (2)   แผลใหญ่ให้วางกดทับด้วยผ้าก๊อสสะอาด แล้วกดด้วยฝ่ามือ

     (3)   ถ้าเลือดไม่หยุดให้เอาก๊อสที่กดทับออกแล้วตรวจดูจุดที่เลือดออก ให้กดทับจุดเลือดออกด้วยผ้าก๊อส หากจุดเลือดออกไม่สามารถระบุชัดเจนได้ให้เพิ่มก๊อสที่กดทับเพิ่มขึ้นและพันทับด้วย Elastic bandage 

     (4)   กดที่จุดเส้นเลือดใหญ่ ของแขนขา ถ้าเลือดไม่หยุดหลังการกด ให้  ดาม Sprint เพื่อหยุด


เส้นเลือดใหญ่ที่ขา

การเคลื่อนไหวของปลายของกระดูกที่หัก หรือการช่วยพยุงอาจช่วยห้ามเลือดที่ออกจากกระดูกที่หักได้

ส้นเลือดใหญ่แขน


       2.   การห้ามเลือดกรณีที่ผู้ป่วยเลือดกำเดาออก

     (1)   ให้ผู้ป่วยนั่งและก้มหน้าไปข้างหน้า

     (2)   บีบปีกจมูกเข้าหากัน

     (3)   อธิบายให้ผู้ป่วยไร้ความวิตกกังวล อยู่ในความสงบ

     (4)   ประคบเย็นบริเวณหน้าผาก

     (5)   สอนให้ผู้ป่วยหายใจทางปากแทนชั่วคราว


        การเสียเลือดภายใน Internal Bleeding ซึ่งความรุนแรงของการเสียเลือดอาจทำให้เกิดภาวะช็อก และเสียชีวิตได้ อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บอาจมีอาการปวดมาก บวมมาก และผิดรูป อาจทำให้เลือดออกภายในที่รุนแรงอาการและอาการแสดง

      1)   ปวด บวม กดเจ็บ รอยช้ำบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ

      2)   เลือดออกจากปาก ทวารหนัก ช้องคลอด หรือทวารต่างๆ

      3)   อาเจียนเป็นเลือด

      4)   ถ่ายเป็นเลือด

      5)   ท้องอืด กดเจ็บ

      6)   Shock

ข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือรถพยาบาลที่ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ

        1.   ข้อมูลการประเมินสภาวะผู้ป่วย

      1)   อาการสำคัญของผู้ป่วยที่ต้องไปพบแพทย์

     -   ผู้ป่วยเป็นอะไร สาเหตุการบาดเจ็บ

     -   ผู้ป่วยมีเลือดออกจากส่วนใด ปริมาณแค่ไหน

     -   ผู้ป่วยรู้สึกตัวดีหรือไม่

     -   ผู้ป่วยสามารถพูดตอบโต้ด้วยประโยคยาวๆได้หรือไม่

     -   ผู้ป่วยรู้สึกอย่างไรเมื่อลุกขึ้นนั่ง

     -   มีอาการถ่ายอุจจาระอาเจียนเป็นเลือดหรืออาการอื่นๆร่วมด้วยหรือไม่

     2)   ที่อยู่ที่ผู้ป่วยอยู่ขณะนั้น

     3)   เส้นทางการเดินทางไปที่อยู่ของผู้ป่วย พร้อมจุดสังเกตที่สำคัญตลอดเส้นทางจนถึงที่อยู่ของผู้ป่วย

     4)   ชื่อของผู้แจ้ง พร้อมหมายเลขโทรศัพท์

     5)   หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่สามารถขอข้อมูลอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยได้

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 22 January 2019, 10:20AM