จมน้ำ

       การจมน้ำมักไม่มีอาการอื่น ๆ แสดงให้เห็นนอกเสียจากพบว่าผู้ป่วยหยุดหายใจ หรือพบว่านอนอยู่ที่ฝั่งแล้ว การให้ความช่วยเหลือไม่ควรพยายามกำจัดน้ำในตัวผู้ป่วยออกด้วยวิธีการอุ้มพาดบ่าแล้วกระทุ้งเอาน้ำออก เพราะน้ำที่ไหลออกจากการกระทุ้งนั้นอาจไม่ใช่น้ำที่ค้างในปอด แต่อาจเป็นน้ำจากกระเพาะอาหาร ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่วยตามมาได้ วิธีการการช่วยเหลือเบื้องต้นทำได้โดยปฏิบัติดังนี้

1.   ประเมินอาการผู้ป่วยเบื้องต้น

1)   การหายใจ โดยสังเกตจากทรวงอกไม่ขยับขึ้นลง หากผู้ป่วยหยุดหายใจหรือเรียกแล้วไม่ตอบสนอง ให้ปฏิบัติ ดังนี้

(1)   เปิดทางเดินหายใจให้โล่งขึ้น

(2)   ทำการเป่าปากทันที วิธี Mouth to mouth เป่าลมหายใจช้าๆยาวๆครั้งละประมาณ 2 นาทีห่างกันประมาณ 5 วินาทีสักระยะหนึ่ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การทำmouth to mouth

( ขอบคุณภาพจาก Social media )

(3)   หากรู้สึกว่าผู้ป่วยมีน้ำในท้องมากให้จับนอนคว่ำ ใช้มือ 2 ข้างกดตำแหน่งใต้ท้องกดดัน ไล่น้ำออก หลังจากนั้นให้ลับให้ผู้ป่วยนอนท่าหงาย หากผู้ป่วยยังไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น ให้เริ่มทำการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

(4)   ตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือจากคนใกล้เคียงและขอความช่วยเหลือผ่านหมายเลข 1669 

(5)  ช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้น โดยการกดหน้าอก 30 ครั้งสลับการเป่าปากช่วยหายใจ 2 ครั้ง เป็นเวลา 1 นาที ( 5 รอบ )

2)   หากพบว่าผู้ป่วยหมดสติแต่ยังคงหายใจอยู่

(1)   จัดผู้ป่วยให้อยู่ในท่าพัก นอนตะแคงไปข้างใดข้างหนึ่ง โดยให้ศีรษะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าตัว

(2)   รีบเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า รักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

2.   ปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือตามที่เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์รับแจ้งเหตุแนะนำ 1669 อาจวางโทรศัพท์ไว้ข้างๆลำตัวผู้ป่วยเปิดเสียง speakerphone lสนทนากันโดยไม่หยุดการช่วยฟื้นคืนชีพ  

ข้อมูลสำคัญที่ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ได้แก่

1)   ผู้ป่วยมีอาการสำคัญที่ต้องไปพบแพทย์ ได้แก่ หยุดหายใจหลังจมน้ำ นาน ... นาที หากทำการช่วยเหลือใดไปบ้างแล้ว หรือ ผู้ป่วยจมน้ำไม่รู้สึกตัว หายใจได้หลังให้การช่วยเหลือ ฯ

2)   อาการสำคัญอื่นๆของผู้ป่วยที่เกี่ยวข้อง เช่น หายใจเร็วแรงและลึกหรือไม่ พูดได้ประโยคยาวหรือไม่ ตัวซีดเขียวคล้ำหรือไม่ ระดับความรู้สึกตัว เป็นต้น

3)   ที่อยู่ที่ผู้ป่วยอยู่ขณะนั้น

4)   เส้นทางการเดินทางไปยังที่อยู่ผู้ป่วยพร้อมจุดสังเกตที่สำคัญเป็นระยะตลอดเส้นทางจนถึงที่ที่ผู้ป่วยอยู่

5)   ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของผู้แจ้งเหตุ และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถสอบถามอาการผู้ป่วยเพิ่มเติมได้

3.   ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และอยู่กับผู้ป่วยตลอดเวลา รอจนรถพยาบาลจะมาถึง

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Monday, 21 January 2019, 11:26AM