ถูกงูกัด

งูกัด (Snake Bite)

งูกัด จัดเป็นภาวะสุขภาพที่ต้องได้รับการช่วยเหลือและรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากการถูกงูที่มีหรือไม่มีพิษกัดนั้นอาจส่งผลให้เกิดอาการแพ้หรือเป็นพิษขึ้นได้ ผู้ที่ถูกงูมีพิษกัดจะเกิดอาการปวดและบวมที่แผล ตัวสั่น คลื่นไส้ และขยับร่างกายไม่ได้ โดยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นตามลำดับ ตามประเภทของงูแบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่

         1. งูมีพิษกัด งูชนิดนี้จะพบว่าแผลที่ถูกกัดมีรอยเขี้ยว 2 เขี้ยว จะปล่อยพิษให้ซึมเข้าไปในผิวหนัง เยื่อเมือก หรือดวงตาของผู้ที่ถูกกัด บางรายอาจเกิดอาการรุนแรง

โดยเนื้อเยื่อบริเวณที่ถูกงูกัดจะบวมมากขึ้น มีตุ่มน้ำ หรือเนื้อเยื่อตาย หนังตาตก กลืน หายใจ และขยับร่างกายไม่ได้ ช็อกและหมดสติ ไตล้มเหลวโดยมีปัสสาวะออกมาน้อยหรือไม่มีเลยเสียเลือดมากจากการอาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะเป็นเลือด หรือเลือดออกจากปาก จมูก หรือบริเวณที่ถูกกัด หรืออาจร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ทั้งนี้ งูมีพิษบางตัวอาจกัดโดยไม่ปล่อยพิษออกมา (Dry Bite) ก็ได้ งูมีพิษที่พบได้ทั่วไปในไทยนั้นมีหลายชนิด เช่น งูจงอาง งูเห่า งูแมวเซา งูสามเหลี่ยม งูสมิงคลา งูกะปะ งูทะเล หรืองูเขียวหางไหม้

       2.  งูไม่มีพิษกัด งูชนิดนี้จะปล่อยพิษให้ซึมเข้าไปภายในร่างกายของผู้ที่ถูกกัดไม่ได้ โดยแผลจากงูไม่มีพิษจะต่างจากแผลงูมีพิษที่ไม่ปล่อยพิษ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ถูกงูไม่มีพิษกัดควรเข้ารับการรักษาทันทีเช่นเดียวกับผู้ที่ถูกงูมีพิษกัด งูไม่มีพิษที่พบได้ทั่วไปในไทยมีหลายสายพันธุ์ เช่น งูเขียวชนิดต่าง ๆ งูสิง งูแสงอาทิตย์ งูดิน งูเหลือม หรืองูหลาม

พิษของงูมีผลต่อร่างกายแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่

1.   พิษต่อระบบประสาท [Neurotoxin]ได้แก่พิษของงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม ผู้ที่ได้รับพิษจะทำให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ ลืมตาไม่ได้ กลืนลำบาก  และที่สำคัญคือทำให้หยุดหายใจเสียชีวิตได้

2.   พิษต่อโลหิต [Hemotoxin ] ได้แก่พิษของงูแมวเซา งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ ทำให้มีเลือดออกตามที่ต่างๆ ตามผิวหนัง เหงือก อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด

3.   พิษต่อกล้ามเนื้อ [Myotoxin] ได้แกพิษงูทะเลทำอันตรายต่อกล้ามเนื้อ ปวดกล้ามเนื้อมาก ปัสสาวะสีดำเนื่องจากกล้ามเนื้อถูกทำลายเกิด myoglobinuria

4.   พิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ [Cardiotoxin] ได้แก่พิษงูเห่า งูจงอาง

การช่วยเหลือเมื่อถูกงูกัด 

https://www.youtube.com/watch?v=hwWNgUHo7zQ

การช่วยเหลือที่สำคัญ คือ ห้ามกรีด ตัด ดูด จี้ไฟ หรือพอก แผลงูกัด ซึ่งอาจทำให้ติดเชื้อได้ และปัจจุบันแพทย์ไม่แนะนำให้ทำการขันชะเนาะบริเวณที่ถูกงูกัด เนื่องจากไม่ใช่วิธีชะลอพิษงูตามที่เข้าใจกัน อีกทั้งจะทำให้เนื้อเยื่อตายจากการที่ขาดเลือดไปเลี้ยงได้มากขึ้น และไม่ห้ามเลือดให้ผู้ป่วย  จากนั้นอาจถ่ายรูปหรือนำซากงูที่ตายแล้วมาด้วยและรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาจากแพทย์ต่อไป  ขั้นตอนในการช่วยเหลือที่ถูกต้อง คือ

1.   ประเมินอาการเบื้องต้น ก่อนลงมือช่วยผู้ป่วยท่านต้องรวบรวมสติอย่าตกใจใช้สัมผัสทั้ง 5 ตาดู หูฟังจมูกดมกลิ่นและปากถามในการประเมินสภาวะของผู้ป่วย

1)   เพื่อความปลอดภัย ควรมองหางูและสังเกตลักษณะโดยรวมของงูเป็นข้อมูลสำหรับการรักษา แต่ไม่ใช้เวลาในการค้นหาด้วยตัวเอง ควรปล่อยให้เป็นภาระของผู้อื่นและควรให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยที่ถูกกัดเป็นสำคัญ

2)   ผู้ป่วยหมดสติหรือไม่ เพราะคนส่วนใหญ่จะกลัวและตกใจหลังถูกงูกัด บางคนมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หน้ามืด เป็นลมหรือช็อคได้

3)   ดูการหายใจ มีอาการหายใจไม่สะดวก หรือหายใจลำบาก สามารถสนทนาโต้ตอบได้หรือไม่

4)   บาดแผลที่ถูกกัด  ดูลักษณะบาดแผล และเลือดที่ไหลออก

5)   อาการอื่นๆที่สำคัญ เช่น บาดแผลบวมเปลี่ยนสีคล้ำขึ้น เหนื่อยมากขึ้น  อาการกลืนน้ำลายลำบาก เป็นลมหน้ามืด เหงื่อออกตัวเย็น ง่วงนอน กล้ามเนื้ออ่อนแรง หนังตาตก มองเห็นภาพซ้อน ตามองเห็นไม่ชัด เป็นต้น

2.   การช่วยเหลือเบื้องต้น แนะนำให้ผู้ป่วยอยู่นิ่งๆ อย่าเคลื่อนไหว ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย และให้บริเวณที่ถูกงูกัดอยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจเพื่อให้พิษนั้นเคลื่อนเข้าไปในร่างกาย/กระแสเลือดได้ช้าและหาสิ่งดาม หรือทำที่ตรึงหลวมๆ ตรึงบริเวณที่ถูกงูกัดเพื่อลดการเคลื่อนไหว เพราะยิ่งเคลื่อนไหว พิษงูยิ่งเข้าสู่ร่างกายได้เร็วขึ้นและถอดแหวนหรือสิ่งที่รัดบริเวณที่งูกัด เนื่องจากอาจเกิดอาการบวมจะถอดออกไม่ได้

3.   โทรด่วนแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาล ผู้ป่วยที่ถูกงูกัดทุกรายควรไปพบแพทย์หมายเลขโทรศัพท์ 1669 หรือ 1646 พร้อมแจ้งข้อมูลแจ้งเหตุที่สำคัญ ดังนี้

1)   อาการที่ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ ก็คือ ถูกงูกัด อาจระบุชนิดของงูด้วยถ้าทราบ

2)   อาการอื่นๆที่ท่านประเมินได้ตามข้อ 1

3)   ที่ที่ผู้ป่วยอยู่ขณะนั้น

4)   เส้นทางการเดินทาง พร้อมจุดสังเกตสำคัญตลอดเส้นทางการเดินทางไปยังที่ที่ผู้ป่วยอยู่

5)   ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของผู้แจ้งเหตุ หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถให้ข้อมูลอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยเพิ่มเติมได้

4.   ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และควรอยู่กับผู้ป่วยตลอดเวลาจนกว่ารถพยาบาลจะไปถึง

  • การช่วยเหลือเบื้องต้น หากพบผู้ที่ถูกงูกัด ควรรีบเข้าช่วยเหลือทันที โดยผู้ที่เข้าช่วยเหลือควรปฏิบัติ ดังนี้
    • จดจำสีและรูปร่างของงู เพื่อให้ข้อมูลแก่แพทย์ประกอบการวินิจฉัยและรับการรักษา

    • ควรปลอบผู้ที่ถูกงูกัดให้ใจเย็นและไม่ตื่นตัว เพื่อชะลอพิษงูกระจายไปตามร่างกาย

    • ควรปฐมพยาบาล ผู้ป่วยในกรณีที่นำส่งโรงพยาบาลไม่ได้ทันที ดังนี้
      • การเคลื่อนย้ายอวัยวะที่ถูกงูกัด ควรให้อยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ เพื่อไม่ให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจมากขึ้น

      • ปลดเสื้อผ้าที่รัดแน่นให้หลวม หรือถอดแหวนและเครื่องประดับอื่น ๆ ที่รัดกุมร่างกาย เนื่องจากอาจทำให้บริเวณที่ถูกงูกัดบวมขึ้น

      • ล้างแผลที่ถูกงูกัดด้วยสบู่และน้ำสะอาด

      • ทำความสะอาดแผลให้แห้งและปิดแผลให้เรียบร้อย

      • เฝ้าสังเกตอาการผู้ป่วย เช่น อุณหภูมิร่างกาย ชีพจร อัตราการหายใจ และความดันโลหิต หากผู้ป่วยเกิดอาการช็อค ควรให้ผู้ป่วยนอนราบลงไป ยกขาให้สูงขึ้นประมาณ 30 เซนติเมตร และห่มผ้าห่มให้แก่ผู้ป่วย รวมทั้งรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด 

นอกจากนี้ ยังมีข้อควรระวังอื่น ๆ อีกหลายประการที่ผู้เข้าช่วยเหลือไม่ควรทำเมื่อเข้าช่วยเหลือผู้ถูกงูกัด ดังนี้

    • ห้ามจับงูด้วยตนเอง

    • ห้ามขันชะเนาะบริเวณที่ถูกงูกัด เนื่องจากจะเสี่ยงทำให้เนื้อเยื่อตายได้

    • ไม่ใช้ของมีคมกรีดแผลงูกัด รวมทั้งห้ามตัด จี้ไฟ หรือพอกยาตรงแผลงูกัด เนื่องจากอาจทำให้แผลติดเชื้อได้

    • ห้ามดูดพิษงู

    • ไม่ประคบแผลด้วยน้ำแข็ง หรือแช่แผลงูกัดในน้ำ

    • ไม่ให้ผู้ป่วยดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาแก้ปวดสำหรับบรรเทาอาการปวดแผล

    • ห้ามยกอวัยวะที่ถูกงูกัดสูงเหนือระดับหัวใจ

ข้อมูลแจ้งขอความช่วยเหลือรถพยาบาลที่สำคัญ ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ

1)   แจ้งข้อมูลที่ประเมินอาการผู้ป่วยขณะนั้น

(1)   ผู้ป่วยมีอาการสำคัญเป็นอย่างไร เช่น

-   ผู้ป่วยถูกงูชนิดใดกัด  (ตามเกณฑ์ข้อ 1.)

-   ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวปกติดีหรือไม่ (ค้นหาระดับความฉุกเฉิน)

-   สามารถพูดประโยคยาวๆได้ไม่ติดขัด (ค้นหาระดับความฉุกเฉิน)

-   ลักษณะการหายใจ ตื้นๆถี่ๆหรือไม่  (ตามเกณฑ์ข้อ 4.)

-   ถูกกัดที่อวัยวะส่วนใด (ตามเกณฑ์ข้อ 3.)

-   ได้ทำการห้ามเลือดแล้วหรือยัง มีผลเป็นอย่างไร (ตามเกณฑ์ข้อ 2.)

-   ผู้ป่วยรู้สึกอย่างไรเมื่อลุกขึ้นนั่ง (ค้นหาระดับความฉุกเฉิน)

(2)   ที่อยู่ที่ผู้ป่วยอยู่ขณะนั้น

(3)   เส้นทางการเดินทางไปที่อยู่ผู้ป่วยที่แจ้ง  พร้อมระบุจุดสังเกตที่สำคัญตลอดเส้นทางจนถึงที่อยู่ผู้ป่วย

(4)   ชื่อผู้แจ้ง สถานะเกี่ยวข้องกับผู้ป่วย หมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อไป

(5)   หมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถสอบถามอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยได้

 


แก้ไขครั้งสุดท้าย: Thursday, 17 January 2019, 11:05AM