อาการชัก

อาการชัก Seizure คือ เป็นภาวะที่ร่างกายมีการปลดปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาจากเซลล์สมองอย่างทันทีทันใด ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของสมอง โดยเฉพาะความรู้สติ การเคลื่อนไหว การรับความรู้สึก ระบบประสาทอัตโนมัติและด้านจิตใจ  อาการชักมีหลายประเภทและมักจะหยุดลงในเวลาไม่กี่นาที บางรายอาจมีสัญญาณบอกล่วงหน้า เช่น รู้สึกหวาดกลัว หรือวิตกกังวลอย่างฉับพลัน รู้สึกปั่นป่วนในท้อง    มึนงง ปวดศีรษะ การมองเห็นผิดปกติ ร่างกายชาไร้ความรู้สึก หรือการควบคุมแขนหรือขาเกิดความผิดปกติ :ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคน อาการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยเตรียมความพร้อมและรับมือ ตลอดจนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่จำเป็นขณะเกิดอาการชักไว้ล่วงหน้าได้

สาเหตุของอาการชัก มีหลายประการ คือ

1.   โรคลมชักไม่ทราบสาเหตุ อาจเกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ บาดเจ็บระหว่างคลอด โรคหลอดเลือดสมอง พบก่อนอายุ 20 ปี หลังอายุ 30 ปี พบน้อย

2.   รอยโรคของสมองโดยตรง ได้แก่ สมองได้รับการกระทบกระเทือนซึ่งอาจเกิดในระยะแรกหรือระยะหลังการบาดเจ็บแล้ว 1 ปี มีเนื้อสมองตาย มีก้อนเลือดใต้ดูรามาเตอร์เลือดออกในโพรง สับอแรคนอยด์ เนื้องอกในสมองทำให้ชักได้ถึงร้อยละ 10 เป็นต้น

4.  ความผิดปกติทางชีวเคมี ที่พบบ่อย ได้แก่ น้ำตาลในเลือดตํ่า สมองขาดออกซิเจน ได้รับพิษตะกั่ว การขาดยาบางอย่าง (ยาระงับชักหรือเหล้า) ขาดสมดุลอิเล็กโตรไลท์ เช่นระดับ แมกนีเซียมแคลเซียม และฟอสฟอรัสในเลือดตํ่า คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงหรืออาการไข้สูง เป็นต้น

เหตุกระตุ้นให้เกิดอาการชัก โดยปกติอาการชักไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาแต่มักจะเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยมากระตุ้นให้แสดงอาการ ได้แก่อาการเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป อดนอน ความเครียดทางอารมณ์และร่างกาย ดื่มน้ำมากเกินไป ท้องผูกหรือกินยากระตุ้นประสาท การหยุดยากดประสาททันทีทันใด หายใจหอบ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของเซลล์ประสาท ก็ทำให้เกิดอาการชักตามมาได้

นอกจากนี้พบว่าสิ่งแวดล้อมบางอย่างอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้  เช่น ไฟกระพริบ เสียงดัง เสียงดนตรี กลิ่นอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ ในหญิงบางคนขณะมีประจำเดือนก็เกิดอาการชักได้เช่นกัน

ประเภทของอาการชัก

อาการชักมีหลายแบบ ไม่ใช่เพียงแค่อาการชักแบบกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกอย่างเห็นได้ชัดเจนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงอาการชักมีหลายลักษณะด้วยกัน โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบคือ

1.   อาการอาการชักที่มีผลต่อทุกส่วนของสมอง (Generalized Seizures) จะมีสองลักษณะใหญ่ๆ คือ

1.1   อาการชักแบบแกรนด์มาล (Grand mal) เป็นแบบพบบ่อยที่สุด จะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายทันที ถ้าผู้ป่วยยืนหรือนั่งอยู่จะล้มลงและร้อง อาจหยุดหายใจ และหน้าเขียว ผู้ป่วยจะกัดฟันแน่น กำมือตาเบิกกว้าง รูม่านตาขยาย และอยู่นิ่งๆ กินเวลา 30 วินาทีถึง 1 นาที เริ่มเข้าสู่ระยะชัก  มีกล้ามเนื้อที่แขนขากระตุกเป็นจังหวะ กลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่อยู่ อาจกัดริมฝีปาก ลิ้น หายใจกระตุกและมีเสียงดัง มีน้ำลายเป็นฟองไหลออกจากปาก 

1.2   อาการชักแบบเปติดมาล (Petitmal) มักพบในเด็กอายุ 8-10 ปี อาการมีเพียงหน้าซีด หมดสติไปชั่วขณะ 5-30 วินาที และอาจจะเกิดขึ้นวันละหลายๆ ครั้ง บางรายมีอาการปากบิดเบี้ยว หน้าเบี้ยวร่วมด้วย

2.   อาการชักบางส่วน  (Focal or Partial Seizure)   มักเกิดอาการชักที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น จะเป็นการกระตุกเฉพาะที่ อาจเริ่มที่มือข้างใดข้างหนึ่ง แล้วกระจายไปยังกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ที่นิ้วมือ หัวแม่มือ นิ้วชี้ มุมปากและนิ้วหัวแม่เท้า หรือ อาจเป็นอาการชักแบบไม่รู้ตัว ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการเช่น ขยับริมฝีปาก ถูมือ ทำเสียงแปลกๆ หมุนแขนไปรอบๆ จับเสื้อผ้า เล่นกับสิ่งของในมือ อยู่ในท่าทางแปลกๆ เคี้ยวหรือกลืนอะไรบางอย่าง โดยในขณะที่เกิดอาการ ผู้ป่วยจะไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้างได้เลย

3.   กลุ่มอาการชักแบบพิเศษ ได้แก่ reflex epilepsy เป็นการชักในเด็กที่มีไข้สูง Hysterical seizure ต่างจาก 2 กลุ่มข้างต้น มักพบว่าเด็กที่ประวัติเคยแสดงอาการชักแบบนี้มาก่อน มักจะเกิดขึ้นซ้ำๆได้อีกตามเหตุปัจจัย

การช่วยเหลือ

โดยปกติแล้วผู้ที่มีอาการชัก อาการจะสามารถหยุดได้เองภายใน 1-2 นาที แต่หากมีอาการเกินกว่า 5 นาที หรือเมื่อหยุดชักแล้วหมดสติ ควรนำผู้ป่วยส่งให้ถึงมือแพทย์อย่างเร็วที่สุด ซึ่งผู้ที่พบเห็นควรตั้งสติ อย่าตกใจจนเกินไป และใช้หลักการเหล่านี้ในการช่วยเหลือผู้ที่เกิดอาการชัก เพราะการช่วยเหลือที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ผู้ที่มีอาการชักได้รับอันตรายได้ ขั้นตอนและวิธีการปฐมพยาบาลผู้ที่มีอาการชักอย่างถูกต้อง ดังนี้

1)   ผู้ที่จะช่วยเหลือควรตั้งสติไว้ให้ดี และอยู่กับผู้ป่วยจนกว่าผู้ป่วยจะหยุดชัก หรือกลับมารู้สึกตัวปกติดีอีกครั้ง หรือจนกว่าชุดปฏิบัติการช่วยเหลือจะมาถึง

2)   ผู้ป่วยที่ชักที่มีอาการเตือนล่วงหน้า

(1)   เตรียมให้ผู้ป่วยลงนอนกับพื้นหรือเตียง ปลดขยายเสื้อผ้าที่รัดรึงร่างกายออก โดยเฉพาะรอบๆ คอ

(3)   ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดกับผู้ป่วย  เลื่อนสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายออกไป วางหมอนที่นุ่มๆ หรือผ้าหนุนศีรษะ

(4)   ป้องกันทางเดินหายใจอุดกั้น ไม่ควรใส่วัสดุใดใดเข้าไปในปากผู้ป่วยขณะกำลังชัก จัดให้ตะแคงหน้าให้น้ำลายไหลออกสะดวกและป้องกันการกัดลิ้นตนเอง

(5)   ต้องอยู่กับผู้ป่วยจนกระทั่งหยุดชัก เพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยไม่ควรกดหรือผูกมัดผู้ป่วยจะทำให้เกิดแรงต้านกระดูกสันหลังหักได้   

3)   ในกรณีที่พบเหตุการณ์เกิดขึ้นในสถานที่อันตราย เช่น บนท้องถนน หรือบันได ให้  

(1)   เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว  โดยผู้ช่วยเหลือพยายามกันไม่ให้มีคนมุงดู โดยอาจขอความร่วมมือจากผู้อื่นให้เว้นระยะห่างให้ผู้ป่วยได้มีพื้นที่สงบและรู้สึกปลอดภัย

(2)   จับผู้ป่วยนอนตะแคงหนุนหมอน เพื่อป้องกันการสำลักน้ำลาย หรือสำลักอาเจียน

(3)   ระมัดระวังไม่ให้ศีรษะของผู้ป่วยกระทบกระเทือนอาจหาเสื้อผ้ามารองไว้ใต้ศีรษะ

(4)   ปลดเครื่องแต่งกายที่รัดแน่น เช่น กระดุมปกคอเสื้อ เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจสะดวกขึ้นพยายามให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก

(5)   จัดท่านอนเพื่อช่วยป้องกันทางเดินหายใจอุดกั้น โดยการจับกราม และดันศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย

4)   ห้ามเขย่าตัว ยึดยื้อหรือดึงรั้งแขนและขาของผู้ป่วยขณะที่มีอาการชัก ตะโกนใส่ หรือนำสิ่งของแปลกปลอมเข้าปากผู้ป่วยที่กำลังเกิดอาการโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด หรือน้ำเปล่า เพราะอาจทำให้เกิดการสำลักได้

5)   ประเมินผู้ป่วยด้วยการสังเกตลักษณะของการชักและการบันทึก ในขณะชักตลอดเวลา ควรสังเกตว่าอาการชักเกิดขึ้นเมื่อใด ลักษณะอาการชัก ส่วนใด ลักษณะการเคลื่อนไหวเป็นแบบใด ระยะเวลานานเท่าใด การหายใจ ระดับความรู้สติ รูม่านตา การขับถ่ายปัสสาวะอุจจาระ บาดเจ็บที่เกิดจากการชัก และอาการหลังชัก

6)   โทรแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือฉุกเฉินที่หมายเลข 1669 แจ้งข้อมูล

(1)   อาการสำคัญ คือ การชัก ขณะนั้นผู้ป่วยยังรู้สึกตัวและหายใจหรือไม่

(2)   ขณะแจ้งเหตุยังชักหรือไม่และระยะเวลาที่เกิดอาการนานเท่าไร ห่างกันครั้งละนานเท่าใด

(3)   ที่อยู่ที่ผู้ป่วยอยู่ขณะนั้น พร้อมเส้นทางการดินทาง

(4)   จุดสังเกตที่สำคัญ

(5)   หมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อขอข้อมูลอาการของผู้ป่วยเพิ่มเติม

7)    หากผู้ช่วยเหลือสังเกตพบว่าผู้ป่วยชักอยู่นานเกินกว่า 5 นาที มีอาการชักซ้ำ ๆ ติดกัน หายใจติดขัดผิดปกติ หรือผู้ป่วยได้รับการบาดเจ็บที่รุนแรงระหว่างชัก ควรรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยโดยด่วน

8)   หลังจากอาการชักสิ้นสุดลง มีความเป็นไปได้ว่าผู้ป่วยอาจเพลียหลับไป ควรจัดท่าผู้ป่วยนอนพลิกตะแคง เช็ดน้ำลาย หรือสิ่งแปลกปลอมที่ไปอุดกั้นทำให้หายใจไม่สะดวก

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Thursday, 17 January 2019, 9:19AM