อาการบาดเจ็บที่หลังหรือศีรษะ

บ่อยครั้งคุณต้องเป็นผู้ประสบเหตุอุบัติเหตุ ทั้งที่เกิดจากการจราจรหรืออุบัติเหตุอื่นๆ เช่น ตกต้นไม้ ตกจากรั้วหรือพลัดตกจากหลังคา อุบัติเหตุเหล่านั้นอาจนำมาซึ่งการได้รับบาดเจ็บของกระดูกสันหลังและไขสันหลังซึ่งเป็นภาวะคุกคามต่อชีวิต นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิต ความพิการ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บไขสันหลังจะมีการสูญเสียของระบบประสาทการเคลื่อนไหว ระบบประสาทรับความรู้สึก และระบบประสาทอัตโนมัติ  การช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายในช่วงสองสามนาทีแรกหลังประสบเหตุถือเป็น “เวลาแห่งชีวิต”เพียงคุณมีความเข้าใจและพร้อมให้การช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ คุณอาจได้ช่วยชีวิตคน ๆ หนึ่งให้มีลมหายใจต่อไปได้

ขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือ

เป้าหมายในการดูแลผู้ที่ตกจากที่สูงได้รับบาดเจ็บกระดูกและไขสันหลังหรือศีรษะระยะก่อนถึงโรงพยาบาล คือ ช่วยเหลือชีวิต และการป้องกันอันตรายต่อกระดูกสันหลังและไขสันหลังไม่ให้ถูกทำลายมากขึ้น ขณะเคลื่อนย้าย โดยมีหลักการช่วยเหลือ ดังนี้

1.   ตั้งสติให้ใจเย็นและสงบ ไม่ตื่นเต้นไปกับสถานการณ์จนทำอะไรไม่ถูก

2.   ก่อนเข้าช่วยเหลือเคลียร์พื้นที่ให้มีความปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะอาจเกิดอันตรายขึ้นขณะเข้าช่วยเหลือ เช่น หลังคาหล่นมาโดน กระแสไฟฟ้าดูด ถังแก๊สระเบิด อุบัติเหตุซ้ำซ้อน เป็นต้น

3.   ห้ามขยับและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ใช่การบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังหรือศีรษะ

4.   ทำการประเมินสภาวะผู้บาดเจ็บ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น มือสัมผัส ปากที่ถาม

1)   สิ่งแรกที่คุณต้องตรวจสอบ คือ ดูว่าผู้บาดเจ็บนอนอยู่ท่าใด

2)   ประเมินความรู้สึก รู้ตัวสามารถตอบคำถามได้หรือไม่

(1)   บอกให้ผู้บาดเจ็บนอนนิ่งๆ ไม่ให้ขยับตัวจนกว่าท่านจะแน่ใจว่าผู้บาดเจ็บมีอาการเจ็บที่หลังหรือศีรษะหรือไม่

(2)   หมดสติหรือยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ หายใจสะดวกหรือติดขัดประการใด

(3)    มองหาบาดแผลที่มีเลือดไหลออกมา  หรือมีกระดูกส่วนใดหักโผล่หรืออวัยวะผิดรูปหรือไม่

3)   ในกรณีผู้บาดเจ็บไม่สามารถให้ข้อมูลได้ว่ามีอาการบาดเจ็บที่หลังหรือศีรษะหรือไม่ให้ถือว่าอาจมีการบาดเจ็บที่กระดูกหรือไขสันหลังหรือศีรษะและปฏิบัติการให้ความช่วยเหลืออย่างระมัดระวัง

(1)   จัดให้นอนในท่าหงายปกติ ประคองให้แนวศีรษะและกระดูกสันหลังอยู่นิ่งในแนวราบ ไม่ขยับหลัง คอ และศีรษะ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้กระดูกกดทับเส้นประสาท

(2)   ดูว่ายังหายใจอยู่หรือไม่   เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง โดยการทำการยกขากรรไกรขึ้น Jaw trust และไม่ควรขยับหรือเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ โดยไม่จำเป็นเพราะการเคลื่อนย้ายต้องใช้ความระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายที่ถูกต้อง

(3)   ในผู้บาดเจ็บหมดสติและไม่หายใจมีเวลา 4 นาที ที่จะช่วยให้ผู้บาดเจ็บ โดยการทำช่วย“ฟื้นคืนชีพ” เป็นช่วงนาทีแห่งชีวิต หากได้รับความช่วยเหลืออาจมีความหวังที่จะมีชีวิตรอดได้

5.   หากสถานการณ์โดยรอบค่อนข้างเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายคนเจ็บ

ออกห่างจากจุดเกิดเหตุ ต้องใช้ความระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายอย่างถูกวิธี พยายามประคองให้แนวศีรษะและกระดูกสันหลังอยู่นิ่งในแนวราบไม่ขยับเขยื้อน

6.   แจ้งเหตุขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ โทร 1669 เพื่อการรักษาพยาบาลที่จุดเกิดเหตุ การเคลื่อนย้ายและการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาล ข้อมูลสำคัญใช้ในการแจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ทราบดังนี้

1)   อาการสำคัญที่ต้องไปพบแพทย์ ได้แก่ อุบัติเหตุอะไร ........(ระบุความสูง พื้นที่ที่ตกกระแทก หรือ ติดภายในหรือไม่  หมดสติหรือไม่

2)   เจ้าหน้าที่ขอพูดกับผู้บาดเจ็บได้หรือไม่

3)   อาการสำคัญอื่นๆร่วมด้วยได้แก่ อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ ลักษณะอวัยวะที่มีสิ่งผิดปกติ หรือบริเวณที่มีเลือดออก อาการผิดปกติ เช่น มีอาการชาหรือเจ็บที่ใด การมองภาพ การพูดที่ผิดปกติเป็นต้น

4)   ที่ที่ผู้บาดเจ็บอยู่ขณะนั้น พร้อมจุดสังเกตสำคัญตลอดเส้นทางการเดินทางไปยังที่ที่ผู้บาดเจ็บอยู่

5)   ชื่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์ของผู้แจ้ง หรือผู้ที่อยู่กับผู้บาดเจ็บที่สามารถให้ข้อมูลผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมได้

4.   ในขณะที่คุณเข้าช่วยเหลือคนเจ็บอยู่นั้น หากประเมินสถานการณ์เห็นว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิดหรือไฟไหม้ให้ แจ้งตำรวจให้ขอกำลังสนับสนุนอื่น ด้วย

5.   การให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่ผู้บาดเจ็บ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และควรอยู่กับผู้บาดเจ็บตลอดเวลา พร้อมทั้งมีการแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้ทราบหากผู้บาดเจ็บมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้แก่

5.1   ระดับความรู้สึกตัว

5.2   การหายใจ

5.3   การเสียเลือด

5.4   อาการช็อก ได้แก่ การเหงื่อออกทั่วตัว ผิวหนังซีดตัวเย็น

5.5   ลักษณะการหายใจ มีเสียง หายใจลำบาก หายใจถี่ ตื้น พูดลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Wednesday, 16 January 2019, 4:14PM