แมลง สัตว์กัด ต่อย

การถูกแมลง สัตว์กัดต่อยที่พบได้บ่อย ได้แก่ ผึ้ง, ต่อ, แตน, สุนัข แมว มดคันไฟ เมื่อถูกสัตว์เหล่านี้กัด หรือต่อย จะทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้พิษที่ถูกฉีดเข้าที่ผิวหนังบริเวณบาดแผลที่ถูกกัด หรือต่อย  อย่างไรก็ตามคนส่วนมากมักไม่แพ้พิษของแมลงและสัตว์เหล่านี้ แต่อาการปวดที่เกิดขึ้น อาจทำให้สับสนว่าเป็นอาการปวดธรรมดาหรืออาการแพ้ ซึ่งปฏิกิริยาการแพ้อาจรุนแรงถึง เสียชีวิตจากการแพ้แมลงกัดต่อยอย่างรุนแรง ดังนั้นการช่วยเหลือจึงควรให้แน่ชัดระหว่างปฏิกิริยาธรรมดาและปฏิกิริยาแพ้ ที่ควรไปพบแพทย์  


ปฏิกิริยาและอาการแสดงหลังจากถูก แมลงสัตว์กัดต่อย

ความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นหลังจากโดนแมลง สัตว์กัดต่อยจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ปฏิกิริยาการตอบสนองทั่วไปจะเป็นอาการปวด บวม แดง เฉพาะบริเวณที่โดดกัดต่อย อาจจะมีอาการบวมมากกว่าบริเวณที่โดนกัดต่อย เช่น โดนกัดต่อยที่ปลายแขน แต่มีอาการบวมทั้งแขน เป็นต้น แม้ว่าจะดูน่ากลัว แต่กรณีนี้มักจะรักษาด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับปฏิกิริยาที่มีอาการร้ายแรงที่เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อย คือ อาการแพ้ anaphylaxis สามารถเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่นาทีหลังจากการต่อยและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ต้องรับได้การดูแลรักษาจากแพทย์ทันที อาการของการแพ้จะมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการรุนแรง ซึ่งจะมีอาการดังต่อไปนี้ (อาการเดียวหรือหลายอาการร่วมกันก็ได้)

·   ผื่นลมพิษ

·   คัน

·   ผิวแดง

·   บวมที่บริเวณที่ห่างจากบริเวณที่โดนกัดต่อย

·   เวียนศีรษะ หรือความดันโลหิตต่ำลงอย่างมาก

·   เสียงแหบ ไอ บวมที่ลิ้น หรือกลืนลำบาก

·   ปวดท้องเกร็ง อาเจียน คลื่นไส้หรือท้องเสียรุนแรง

·   ปัสสาวะเป็นสีชมพู หรือเป็นสีเลือด

·   หมดสติ หรือหัวใจวาย

·   เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (anaphylaxis) โดยเฉพาะสัตว์และแมลงบางชนิดซึ่งปฏิกิริยาการแพ้ที่อันตรายอาจถึงถึงแก่ชีวิต ทำให้เกิดปัญหาที่ระบบหายใจ ทำให้ความดันโลหิตต่ำลงอย่างกะทันหัน และทำให้ร่างกายเกิดภาวะช็อก ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังโดนแมลงกัดต่อย ซึ่งต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเร็วที่สุด

การช่วยเหลือ

สุนัข หรือแมวกัด

หมากัดหรือสุนัขกัด สามารถพบได้บ่อยโดยเฉพาะกับเด็กเล็กที่ผู้ปกครองควรเฝ้าดูอย่างระมัดระวัง เนื่องจากสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด พบได้ทั่วไปตามบ้านเรือน โดยแผลถูกกัดจากเขี้ยวสุนัขอาจลึกไปถึงกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นประสาท หรือหลอดเลือด และอาจนำไปสู่การติดเชื้ออย่างโรคพิษสุนัขบ้าและโรคบาดทะยักได้

กรณีสุนัขบ้า วิ่งตาขวาง คอแข็ง น้ำลายฟูมปาก และวิ่งโซซัดโซเซ อาจวิ่งกัดคนทุกคนที่มันพบได้ เนื่องจากผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าจะตายหมด การพยาบาลและการให้คำแนะนำแก่ผู้ถูกสุนัขกัดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ขั้นตอนการปฏิบัติตนเมื่อถูกสุนัขกัด

ปัญหาการถูกสุนัขกัดมีให้พบเห็นอยู่มากและเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การติดเชื้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เราจึงควรศึกษาวิธีการปฏิบัติตนเมื่อถูกสุนัขกัดไว้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปัญหาสุขภาพที่อาจตามมาได้อย่างทันท่วงที

ไม่ว่าสาเหตุของการโจมตีจากสุนัขคืออะไร และแผลที่ถูกกัดหรือข่วนจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่แค่ไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตั้งสติ และเริ่มปฏิบัติตนตาม ขั้นตอนดังต่อไปนี้

          ขั้นตอนที่ 1: ปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกสุนัข หรือแมวกัด

                 ส่วนใหญ่แล้วเราไม่อาจทราบได้ทันทีว่าสุนัขหรือแมวที่กัดหรือข่วนอาจจะก่อให้เกิดการติดเชื้อหรือไม่ ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติทันทีคือการปฐมพยาบาลตนเองหรือผู้ที่ถูกกัดคือทำความสะอาดบาดแผล ดังนี้

                            1) ชำระล้างบาดแผล

รวมไปถึงอวัยวะส่วนที่สัมผัสกับน้ำลายหรือกรงเล็บสุนัขด้วยน้ำสะอาดและสบู่โดยการถูเบา ๆ เท่านั้น หากแผลลึกให้ล้างจนถึงก้นแผล  ล้างแผลและรอบบริเวณแผลด้วยสบู่หรือผงซักฟอกให้สะอาด และล้างแผลด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ (น้ำประปาจะสะดวกและดีที่สุด) ในกรณีที่น้ำลายสุนัขกระเด็นเข้าตาให้ใช้น้ำสะอาดล้างตาหลายๆครั้ง และซับแผลให้แห้งด้วยผ้ากอซที่สะอาด

 กรณีแผลเหวอะหวะให้ปล่อยแผลไว้โดยไม่ต้องเย็บแผล แต่ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดหลังชำระล้างแผล 

                           2) ฆ่าเชื้อที่บริเวณบาดแผล โดยน้ำยาที่ใช้กับแผลสด

โดยใช้สำลีสะอาดชุบแอลกอฮอล์ โพวิโดนไอโอดีน ทิงเจอร์ไอโอดีน หรือฮิบิเทนในน้ำ จากนั้นเช็ดรอบ ๆ บาดแผลที่ถูดกัดและถูกข่วน ระวังอย่าให้แผลช้ำ และไม่ต้องทาครีมใด ๆ เพิ่มเติม หลังจากนั้นให้ปิดบาดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด

                           3) พบแพทย์ และฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และรับคำแนะนำการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนุขบ้า

ในกรณีที่บาดแผลที่มีขนาดกว้างหรือลึกมาก โดยแพทย์จะเย็บแผลอย่างหลวม ๆ เท่านั้น หากบาดแผลมีขนาดเล็ก ควรรอประมาณ 2-3 วันก่อนที่จะรับการเย็บแผล 

        ขั้นตอนที่ 2: สังเกตลักษณะและอาการของสุนัข 

               หลังจากที่ได้ทำความสะอาดบาดแผลเบื้องต้นไปแล้ว ถ้าเป็นไปได้ให้จับสุนัขขังกรงเพื่อสังเกตลักษณะและอาการของสุนัขว่ามีการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ภายใน 10 วัน โดยสุนัขที่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้านั้นอาจมีอาการดุร้ายหรือเซื่องซึม แต่ส่วนใหญ่คือมีอาการอ้าปากตลอดเวลา มีลิ้นห้อย ลุก นั่ง และเดินวนไปมาบ่อยครั้ง ในกรณีที่ติดเชื้อขั้นรุนแรง สุนัขมักมีอาการอ่อนแรงและเดินโซเซก่อนที่จะเสียชีวิตลงในที่สุด สุนัขที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าดังต่อไปนี้:

    • สุนัขที่กัดเป็นสุนัขจรจัด

    • สุนัขที่กัดเป็นสุนัขบ้านที่แสดงอาการของโรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่วันที่กัดหรือภายใน 10 วันหลังจากวันที่กัด

    • สุนัขที่กัดยังไม่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้า แต่ไม่ได้รับวัคซีนกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่อง

    • สุนัขที่กัดยังไม่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้า แต่ผู้ที่ถูกกัดรู้สึกปวดแผลมากและมีไข้ก่อนที่จะครบ 10 วัน

    • ถ้าสุนัขไม่ตายใน 10 วัน: ไม่ต้องฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

    • ถ้าสุนัขหายตัวไป: ผู้ป่วย (ผู้ถูกกัด) จะต้องได้รับการฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

    • ถ้าสุนัขตายภายใน 10 วัน: จะต้องนำหัวสุนัขที่ตายไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจดูว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ หากตรวจพบว่าสุนัขนั้นเป็นโรค ผู้ป่วย (ผู้ถูกกัด) จะต้องได้รับการฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ถ้าตรวจพบว่าสุนัขนั้นไม่เป็นโรค ผู้ป่วย (ผู้ถูกกัด) ไม่ต้องรับการฉีดยาป้องกัน

หากสุนัขที่กัดเป็นสุนัขบ้านที่ได้รับวัคซีนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดและไม่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าภายใน 10 วัน ผู้ที่ถูกกัดไม่จำเป็นต้องขอรับวัคซีนกันโรคพิษสุนัขบ้า  

ข้อควรปฏิบัติหลังถูก สุนัขกัด

       1) รีบล้างแผลด้วยน้ำ และสบู่หลายๆ ครั้ง พยายามล้างให้เข้าถึงรอยลึกของแผล ทำความสะอาดซ้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน, 70% alcohol ถ้าแผลฉกรรจ์มีเลือดออก ควรปล่อยให้เลือดออกระยะหนึ่ง เพื่อล้างน้ำลายที่อาจมีเชื้อไวรัสออกก่อน ถ้าสามารถเฝ้าดูอาการสัตว์ (กรณีที่มีเจ้าของ) ควรกักขัง และเฝ้าดูอาการอย่างน้อย 10 วัน กรณีที่สัตว์ตาย ควรนำส่งเพื่อตรวจหาเชื้อ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันบาดทะยักทันที กรณีที่เป็นแผลฉีกขาด อาจทำแผลไปก่อน โดยยังไม่ต้องเย็บแผล เนื่องจากแผลสกปรก โอกาสติดเชื้อจะสูงมากถ้าเย็บแผล

      2) รับประทานยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดแผลมาก ชา หรือ คันรอบๆ แผล มีไข้ ให้รีบมาพบแพทย์

ไม่ว่าจะสามารถเฝ้าดูอาการได้หรือไม่ โดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ หรือกัดแล้วหนี ควรมาโรงพยาบาลทันที อย่ารอให้สุนัขมีอาการก่อน เพราะระยะฟักตัวทั้งในคน และสัตว์ไม่แน่นอน คนอาจมีอาการก่อนสัตว์ได้ ประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าของสัตว์ สัตว์มีเจ้าของไม่เคยออกนอกบ้าน ไม่เคยไปกัดกับใคร ไม่ได้หมายความว่าสัตว์นั้นไม่เป็นโรค

                                                                               มดกัด (Ant bites) 

เป็นภาวะพบบ่อยในทุกเพศทุกวัยทุกสถานที่ทั่วโลก โดยปัญหาที่ เกิดตามหลังจากการถูกมดกัดขึ้นอยู่กับ ปัจจัย คือ

       1.  ปฏิกิริยาแสดงอาการแพ้ของร่างกาย หลังถูกมดกัด ผิวหนังจะมีปฏิกิริยาจากการบาดเจ็บของผิวหนัง (รอยแผลถูกกัด) และจากสาร เคมีจากมดเช่น น้ำลาย เกิดเป็นปฏิกิริยาการแพ้ที่ผิวหนังขึ้น หรือหากมดนั้นมีพิษด้วย ผิวหนังจุดที่ถูกกัดก็จะเกิดเป็นตุ่มแดง เป็นตุ่มน้ำ จากพิษของมดได้ มักพบเป็นตุ่มแดง นูน คัน อาจมีน้ำเหลืองหรือเกิดหนอง 

       2.  อาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยอื่นๆ กรณีที่มีการติด เชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจากการเกา และเมื่อเวลาผ่านไป รอยโรคที่ถูกกัดจะเปลี่ยนเป็นรอยดำที่เป็นปฏิกิริยาของผิวหนังหลังการอักเสบ (Post inflammatory hyperpigmentation) ทั้งนี้มักพบตุ่มถูกกัดบริเวณนอกร่มผ้าที่มีโอกาสถูกมดกัดได้บ่อยเช่น แขน ขา (ส่วนที่อยู่นอกร่มผ้า) ส่วนรอยโรคจาก มดคันไฟกัดกัดนั้นจะเป็นตุ่มน้ำใส แดงคัน บริเวณที่ถูกกัด หรือ กรณีที่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน บาดแผลที่ถูกกัดเกิดลุกลาม เนื้อเยื่อตาย กลายเป็นปัญหาบานปลายที่ต้องการรักษา                                       

การดูแลตนเองเมื่อมีตุ่มจากมดกัดคือ การรักษาดูแลตามอาการได้แก่

       •   ทำความสะอาดรอยมดกัดด้วยสบู่และล้างน้ำตามปกติ

       •   ถ้ามีอาการแสบร้อนจากการถูกมดคันไฟกัด สามารถประคบเย็นที่ตุ่มมดกัดเพื่อบรรเทาอาการได้

       •   ทายาทาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการคันจากการแพ้ โดยใช้ยาสเตียรอยด์ความเข้มข้นปานกลาง เช่น 0.1% Triamcinolone ทาที่ตุ่มคัน เช้า - เย็น เมื่ออาการหายก็หยุดทายาได้ ทั้งนี้ไม่ควรทายาติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์อนึ่ง ถ้าอาการจากตุ่มมดกัดมีมากอาจใช้ยาและวิธีอื่นร่วมกับวิธีที่กล่าวในตอนต้นคือ

       •   รับประทานยาแก้แพ้กลุ่ม Antihistamine เพื่อลดอาการคัน

       •   ระมัดระวังพยายามอย่าเกาเพื่อป้องกันเกิดแผลที่ผิวหนัง ผิวหนังที่รอยเกาติดเชื้อแบคทีเรีย และการเกิดรอยดำหลังการเกา/หลังการอักเสบของผิวหนัง

       •   เลี่ยงไม่ให้ตุ่มมดกัดถูกแสงแดดจัด และทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันรอยดำหลังการอักเสบของผิวหนัง ทั้งนี้รอยดำที่เกิดขึ้นสามารถใช้ครีมบำรุงผิวประเภท Whitening ทาเพื่อให้รอยดำจางลงได้

                                                                                   มด ผึ้ง ต่อและแตน

กลุ่มแมลงชนิดที่มีเหล็กใน  เช่น  ผึ้ง  ต่อ  แตน  เป็นต้นยกเว้นมดคันไฟ  เมื่อต่อยแล้วมักจะทิ้งเหล็กในไว้  ภายในเหล็กในจะมีพิษของแมลงพวกนี้มักมีฤทธิ์ที่เป็นกรด  บริเวณที่ถูกต่อยจะบวมแดง  คันและปวด  อาการปวดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต่อยและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล อาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (anaphylaxis) อันตรายอาจถึงถึงแก่ชีวิต หรือทำให้เกิดปัญหาที่ระบบหายใจ ความดันโลหิตต่ำลงอย่างกะทันหัน และทำให้ร่างกายเกิดภาวะช็อก ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังโดนต่อย ซึ่งต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเร็วที่สุดการช่วยเหลือได้แก่

1.   พยายามเอาเหล็กในออกให้หมด  โดยใช้วัตถุที่มีรู  เช่น  ลูกกุญแจ  กดลงไปตรงรอยที่ถูกต่อย  เหล็กในจะโผล่ขึ้นมาให้คีบออกได้

2.   ใช้ผ้าชุบน้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อน  เช่น  น้ำแอมโมเนีย  น้ำโซดาไบคาบอร์เนต  น้ำปูนใส  ทาบริเวณแผลให้ทั่วเพื่อฆ่าฤทธิ์กรดที่ค้างอยู่ในแผล

3.   อาจมีน้ำแข็งประคบบริเวณที่ถูกต่อยถ้าแผลบวมมาก

4.   ถ้ามีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวด  ถ้าคันหรือผิวหนังมีผื่นขึ้นให้รับประทานยาแก้แพ้

5.   สังเกตอาการผิดปกติจากการแพ้รุนแรง ได้แก่ ปัสสาวะมีสีชมพู (เลือดปน) ภาวะช็อค เป็นต้น หรือถ้าอาการไม่ทุเลาลง  จะกลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

แมงป่องหรือตะขาบ

ผู้ที่ถูกแมงป่องต่อยหรือตะขาบกัด  จะมีอาการเจ็บปวดมากกว่าแมลงชนิดอื่น  เพราะแมงป่องและตะขาบนั้นมีพิษมากกว่า  บางคนที่แพ้สัตว์ประเภทนี้อาจมีอาการปวดและบวมมาก  มีไข้สูง  คลื่นไส้  บางคนมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและมีอาการชักด้วยได้ การให้ความช่วยเหลือ ได้แก่

1.   ไม่ยกอวัยวะส่วนที่ถูกกัด ต่อยให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจ   เพื่อป้องกันไม่ให้พิษแพร่กระจายออกไป

2.   พยายามทำให้เลือดไหลออกจากบาดแผลให้มากที่สุด  อาจทำได้หลายวิธี  เช่น  เอามือบีบ  เอาวัตถุที่มีรูกดให้แผลอยู่ตรงกลางรูพอดี  เลือดจะได้พาเอาพิษออกมาด้วย

3.   ใช้แอมโมเนียหอมหรือทิงเจอร์ไอโอดี 2.5ทาบริเวณแผลให้ทั่ว

4.   ถ้ามีอาการบวม  อักเสบและปวดมาก  ใช้ก้อนน้ำแข็งประคบบริเวณแผล  เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดด้วย

5.   ถ้าอาการยังไม่ทุเลาลง  จะกลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

                                                                                    แมงกะพรุนไฟ

แมงกะพรุนไฟเป็นสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง  ซึ่งมีสารพิษอยู่ที่หนวดของมัน  แมงกะพรุนไฟมีสีน้ำตาล เพียงเมื่อคนไปสัมผัสตัวมันจะปล่อยพิษออกมาถูกผิวหนัง  ทำให้ปวดแสบปวดร้อนมาก  ผิวหนังจะเป็นผื่นไหม้  บวมพองและแตกออก  แผลจะหายช้า  ถ้าถูกพิษมากๆ  จะมีอาการรุนแรงถึงกับเป็นลมหมดสติและอาจถึงตายได้การให้ความช่วยเหลือ ได้แก่

1.   ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือทรายขัดถูบริเวณที่ถูกพิษแมงกะพรุนไฟ  เพื่อเอาพิษที่ค้างอยู่ออกโดยใช้ผักบุ้งทะเลซึ่งหาง่ายและมีอยู่บริเวณชายทะเล  นำมาล้างให้สะอาด ตำปิดใช้บริเวณแผลไว้

2.   ใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นด่าง  เช่น  แอมโมเนียหรือน้ำปูนใส  ชุบสำลีปิดบริเวณผิวหนังส่วนนั้นนานๆ  เพื่อฆ่าฤทธิ์กรดจากพิษของแมงกะพรุน

3.   ให้รับประทานยาแก้ปวด

4.   ถ้าอาการยังไม่ทุเลาลง  จะกลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Thursday, 17 January 2019, 11:08AM