เลือดกำเดา ( Epitaxis )

เป็นอาการที่มีเลือดไหลออกจากรูจมูกเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง เนื่องมาจากเส้นเลือดภายในโพรงจมูกแตก เลือดกำเดาที่ไหลส่วนใหญ่ไม่ใช่สัญญาณอันตรายของโรคร้ายแรง เพราะเส้นเลือดภายในโพรงจมูกค่อนข้างเปราะบางและแตกได้ง่าย ร่างกายจะมีกลไกทำให้เลือดแข็งตัวและหยุดไหลได้เอง โดยไม่ต้องไปพบแพทย์ สัญญาณของอาการป่วยรุนแรงหรือความผิดปกติภายในร่างกายพบได้ไม่บ่อยนัก  เลือดกำเดาไหลทั่วไปมีเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1)   ล้วงหรือแคะจมูก

2)   จามแรงๆ หรือบ่อย ๆ

3)   สั่งน้ำมูกแรงเกินไป

4)   จมูกได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง หรือการประสบอุบัติเหตุ

5)   อุณหภูมิและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในอากาศหนาว หรืออากาศแห้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเด็กที่มีอายุระหว่าง 2-10 ปี และผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 50-80 ปี

6)   การใช้ยาบางชนิดที่มีผลทำให้โพรงจมูกแห้ง เช่นกลุ่มยารักษาโรคภูมิแพ้ ยารักษาไข้หวัด รวมทั้งยารักษาไซนัสอักเสบ เช่น ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines) และยาแก้คัดจมูก (Decongestants)

7)   การใช้ยาแอสไพรินในปริมาณมาก

หากมีเลือดกำเดาไหลบ่อย ๆ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นอาการเตือนให้ทราบถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น มีสิ่งแปลกปลอมติดค้างอยู่ภายในจมูก ปฏิกิริยาแพ้ต่อสารเคมี โรคภูมิแพ้ หรือปฏิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะเลือดออกผิดปกติ ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ  ภาวะหลอดหลอดเลือดแข็ง การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน การเกิดมะเร็งในโพรงจมูก เป็นต้น หากมีเลือดกำเดาไหลผู้ป่วยสามารถดูแลรักษาอาการได้ด้วยตนเองที่บ้านด้วยการห้ามเลือดให้หยุดไหลง่ายๆ

การห้ามเลือดกำเดาไหล

หลักสั้น ๆ ปฏิบัติง่าย ๆ เมื่อเลือดกำเดาไหล ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่คือ “บีบจมูก นั่งหลังตรง ก้มหน้าเล็กน้อย อ้าปากหายใจ”

ห้ามเงยหน้าหรือเอนตัวลงนอน แต่ให้นั่งหลังตรง (การนั่งหลังตรงจะช่วยบังคับให้ปริมาณและความแรงของเลือดลดลงเพราะศีรษะอยู่สูง) และก้มหน้าลงเล็กน้อย (เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลลงคอ ซึ่งจะทำให้ระคายเคืองและสำลักเลือด เลือดจะออกมากขึ้น และเลือดอาจเข้าไปในปอดก่อให้เกิดปอดอักเสบตามมาได้)

1)   นั่งอยู่กับที่นิ่ง ๆ เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

2)   ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบรูจมูก (การกดหรือบีบ ต้องกดหรือบีบให้แน่น)

                      à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปการห้ามเลือดกำเดาไหล


3)   สอนให้ผู้ป่วยหายใจทางปากแทนชั่วคราวนานประมาณ 10 นาที หากผ่านไป 10 นาทีแล้วให้เลิกบีบจมูก ซึ่งการใช้วิธีนี้ส่วนมากมักจะได้ผล   

4)   ถ้าเลือดหยุดไหลแล้วอย่าเพิ่งเอาก้อนสำลีหรือผ้าที่ปิดห้ามเลือดไว้หรือลิ่มเลือดภายในโพรงจมูกออกจนกว่าจะครบ 1 ชั่วโมง เพราะเลือดอาจจะไหลซ้ำได้อีกครั้ง (หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้ทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำอีก

5)   หากมีเลือดที่ไหลลงในปากหรือลำคอ ให้คายเลือดออกมา อย่ากลืนเลือดลงไป รวมถึงต้องไม่นอนราบ และไม่เงยหน้าขึ้นในขณะที่เลือดกำเดาไหล เพราะอาจกลืนเลือดลงไปในกระเพาะแล้วทำให้เกิดการระคายเคืองที่อาจทำให้เกิดอาการป่วยอื่น ๆ ตามมา เช่น การอาเจียน

6)   ประคบเย็นบริเวณหน้าผาก อาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็งหรือเจลประคบเย็น cold pack วางไว้บริเวณสันจมูก (ดั้งจมูก) กระตุ้นให้เส้นเลือดบีบรัดตัวทำให้เลือดหยุดไหลได้ หรืออาจประคบเย็นที่บริเวณหน้าผากและคอร่วมด้วยก็ได้ “อาจอมน้ำแข็งเอาไว้ในปาก” เพราะการอมน้ำแข็งจะช่วยลดอุณหภูมิได้เร็ว

ไม่พ่นจมูก สั่งน้ำมูก หรือล้วงแคะจมูก เพราะจะทำให้อาการแย่ลงห้ามสั่งจมูกหรือแคะจมูก โดยเฉพาะเมื่อเลือดไหลน้อยลงแล้ว เพราะอาจทำให้เลือดที่แข็งตัวแล้วหลุดออกและเลือดไหลอีกครั้ง

หากพยายามห้ามเลือดกำเดาด้วยตนเองด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วไม่ได้ผลและเลือดกำเดายังคงไหลอยู่อย่างต่อเนื่อง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาต่อไป

ข้อมูลสำคัญของการแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาล

1.   อาการสำคัญที่ต้องไปพบแพทย์  คือ เลือดกำเดาไหลออกมากช่วยด้วยการห้ามเลือดแล้วไม่หยุด

2.   อาการอื่นๆที่สำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น ระดับการรู้สติ การหายใจลำบากหรือไม่ มีเหงื่อออกตามตัว ตัวซีด เย็นหรือไม่ สาเหตุของการมีเลือดกำเดาไหล เป็นต้น

3.   ที่ที่ผู้ป่วยอยู่ขณะนั้น

4.   เส้นทางการเดินทางไปยังที่ที่ผู้ป่วยอยู่ พร้อมจุดสังเกตสำคัญตลอดเส้นทางการเดินทางไปยังที่ที่ผู้ป่วยอยู่

5.   ชื่อพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของผู้แจ้งเหตุ หรือหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่สามารถให้ข้อมูลผู้ป่วยเพิ่มเติมได้


แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 15 January 2019, 9:46AM