เนื้อหา เรื่อง ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน

การแพทย์ฉุกเฉิน และระบบบริการแพทย์ฉุกเฉิน 

(Emergency medical services, EMS)


       การแพทย์ฉุกเฉิน  คือ การดูแลรักษาอาการผู้เจ็บป่วยนอกโรงพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีอาการป่วยหรือบาดเจ็บที่เกิดขึ้นฉุกเฉิน เฉียบพลัน พร้อมทั้งการนำส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสม โดยมีจุดประสงค์หลัก คือช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน, ป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายและบรรเทาอาการที่ทำให้เกิดความเสี่ยงหรือทุกข์ทรมานลง ซึ่งผู้ปฏิบัติการจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ตามที่พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้มีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ทำหน้าที่ในการพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย โดยให้ท้องถิ่นทุกจังหวัดมีหน้าที่ในการบริหารจัดให้มีบริการความช่วยเหลือที่มีมาตรฐานให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่  ซึ่งผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถขอใช้บริการความช่วยเหลือได้ที่โทร 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน

       ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน เป็นระบบงานบริการความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน มีลักษณะการปฏิบัติงานที่เป็นระบบ แบบแผนการทำงานที่ชัดเจน โดยใช้สัญลักษณ์คือ "ดาวแห่งชีวิต" (Star of Life) 6 แฉกภายในมีสัญลักษณ์งูพันคทา ซึ่งหมายถึงภารกิจสำคัญ 6 ประการคือ

 

 
 DETECTION  การวินิจฉัยคัดแยกความรุนแรงอาการของผู้เจ็บป่วย

 REPORT  คือ การแจ้งเหตุและรายงานแพทย์อำนวยการทราบ 

 RESPONSE  การตอบสนองและปฏิบัติการตามคำสั่งในการให้ความช่วยเหลือ

 ON SCENE CARE  การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุอย่างปลอดภัย

                                ถูกต้องและเหมาะสม

 CARE IN TRANSIT  การดูแลช่วยเหลือระหว่างการลำเลียง และนำส่ง        

 TRANFER TO DEFINTIVE CARE การส่งต่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสม


       โดยมี คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน(กพฉ.) ซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการแพทย์ฉุกเฉินเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา และหลักเกณฑ์การปฏิบัติงานของระบบไว้ เป็นกรอบตลอดจนกำหนดแบบแผนการทำงานของบุคลากรในระบบฯ แบบแผนดังกล่าวที่สำคัญ  ได้แก่

1.  การประเมินเพื่อคัดแยกระดับความฉุกเฉินและมาตรฐานการปฏิบัติการ พ.ศ. 2555 ดังนี้

ข้อ ๔. หลักในการประเมินเพื่อคัดแยกความรุนแรง คือ

(1) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหันซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต ซึ่งหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันทีเพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือดหรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว 

                 ให้ใช้สัญลักษณ์ “สีแดง”สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต

(2) ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน ได้แก่บุคคลที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมีภาวะเฉียบพลันมากหรือเจ็บปวดรุนแรงอันจำเป็นต้องได้รับปฏิบัติการแพทย์อย่างรีบด่วน มิฉะนั้นจะทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งส่งผลให้เสียชีวิตหรือพิการในระยะต่อมาได้

         ให้ใช้สัญลักษณ์ “สีเหลือง”สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน

(3) ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมีภาวะเฉียบพลันไม่รุนแรง อาจรอรับปฏิบัติการแพทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือเดินทางไปรับบริการสาธารณสุขด้วยตนเองได้ แต่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและหากปล่อยไว้เกินเวลาอันสมควรแล้วจะจะทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ 

                ให้ใช้สัญลักษณ์ “สีเขียว”สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง

(4) ผู้ป่วยทั่วไป ได้แก่ บุคคลที่เจ็บป่วยแต่ไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งอาจรอรับหรือเลือกสรรการบริการสาธารณสุขในเวลาทำการตามปกติได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงขึ้นหรือมีภาวะแทรกซ้อนตามมา

        ให้ใช้สัญลักษณ์ “สีขาว”สำหรับผู้ป่วยทั่วไป

(5) ผู้รับบริการสาธารณสุขอื่นๆ ได้แก่ บุคคลซึ่งมารับบริการสาธารณสุขหรือบริการเพื่อผู้อื่นโดยไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากร

                ให้ใช้สัญลักษณ์ “สีดำ”สำหรับผู้ป่วยรับบริการสาธารณสุขอื่น

ข้อ ๕ ให้หน่วยปฏิบัติการและสถานพยาบาลจัดให้มีการคัดแยกผู้รับบริการสาธารณสุขตามข้อ 4 ตลอดเวลา รวมทั้งควบคุมและดูแลให้ผู้ปฏิบัติการดำเนินการให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินตามลำดับความเร่งด่วน ดังต่อไปนี้

(1) จัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตตามข้อ 4(1) ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินทันที และจัดให้ได้รับปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูงโดยเร่งด่วนที่สุด

(2) จัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วนตามข้อ 4(2) ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินทันที และจัดให้ได้รับปฏิบัติฉุกเฉินถัดจากผู้ป่วยผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตตามข้อ 4(1) และจัดให้ได้รับปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูงโดยเร็ว

(3) จัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรงตามข้อ 4(3) ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินถัดจากผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วนตาม        ข้อ 4(2) และจัดให้ได้รับปฏิบัติการแพทย์ตามความจำเป็น

(4) เลือกสรรหรือจัดให้ผู้ป่วยทั่วไปตามข้อ 4(4) ได้รับบริการสาธารณสุขอื่นตามสมควรแก่กรณี หรืออาจอนุโลมให้ใช้ทรัพยากรได้เฉพาะในกรณีจำเป็น โดยให้รับบริการถัดจากผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรงตามข้อ 4(3) หรือเมื่อไม่มีผู้ป่วยฉุกเฉิน

(5) จัดหรือแนะนำให้ผู้รับบริการสาธารณสุขอื่นตามข้อ 4(5) ได้รับบริการที่ประสงค์จากบุคลากรสาธารณสุขอื่น ในเวลาหรือบริเวณอื่น ซึ่งไม่ได้จัดไว้เพื่อปฏิบัติการแพทย์ตามความเหมาะสม

2.  โครงสร้างและกลไกการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย

2.1   ความเชื่อมโยงโครงสร้าง กลไกการจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 


2.2   โครงสร้างกลไกการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ระดับท้องถิ่นหรือจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร


2.3   กลไกการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ระดับจังหวัดและท้องถิ่น)


3.  กลไกการจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินระดับจังหวัด

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินได้ทำข้อตกลงเพื่อดำเนินงานและบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในระดับจังหวัด ดังนี้

3.1   ส่วนการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินจังหวัด ซึ่งประกอบด้วย

1)  ผู้ว่าราชการจังหวัด

2)  คณะอนุกรรมการบริหารจัดการระบบระดับจังหวัด

3.2   ส่วนการจัดบริการในระบบ

 1)   นายอำเภอ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

 2)   นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด

 3)   สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 

 4)   หน่วยสนับสนุนการแพทย์ฉุกเฉิน โดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขจังหวัดตกลงร่วมกัน ในการดำเนินการดังนี้

(1)   จัดระบบการแพทย์ฉุกเฉินตามขอบเขตความรับผิดชอบภายในจังหวัดหรือเขตพื้นที่ ให้เหมาะสมตามที่กพฉ.(คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน) กำหนด

(2)   จัดหาโรงพยาบาลเพื่อรับผู้ป่วยฉุกเฉิน ตรวจสอบมาตรฐาน และพัฒนาศักยภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร หน่วยปฏิบัติการ และพาหนะฉุกฉฺนของหน่วยปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กพฉ. รวมทั้งจัดทำทะเบียนไว้

(3)   ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน อนุมัติการเบิกจ่ายเพื่ออุดหนุนหรือชดเชยการปฏิบัติการฉุกเฉินตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ กพฉ. กำหนด

(4)   รายงานข้อมูล และติดตามการดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินตามที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

(5)   สนับสนุน ส่งเสริมและพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกำหนดไว้

(6)   จัดให้มีศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ  แพทย์หรือพยาบาล ที่ปฏิบัติงาน ณ ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ

(7)   จัดให้มีความช่วยเหลือในระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ตาม มาตรฐานได้แก่

4.   หลักเกณฑ์มาตรฐานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

4.1   มาตรฐานด้านผู้ปฏิบัติการ ตามขอบเขตความสามารถในการปฏิบัติการฉุกเฉิน และลักษณะการปฏิบัติการดังนี้
        1)   ผู้ปฏิบัติการที่ปฏิบัติการฉุกเฉินกับผู้ป่วยฉุกเฉินโดยตรง ต้องปฏิบัติการเพื่อให้ผุ้ป่วยได้รับบริการอย่างถูกต้องเพื่อลดการสูญเสียชีวิต อวัยวะหรือเกิดความบกพร่องในการทำงานของอวัยวะสำคัญรวมทั้งไม่ทำให้อาการป่วยหรือการบาดเจ็บรุนแรงขึ้นโดยไม่สมควร โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำใการปฏิบัติการฉุกเฉินในแต่ละประเภทกำหนดไว้ เช่น

ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น ปัจจุบันใช้ อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ Emergency Medical Responder EMR ซึ่งพัฒนามาจากจากกลุ่มอาสาสมัครกู้ชีพเดิม โดยกำหนดมาตรฐานไว้ดังนี้

1)  บทบาท ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุด/ลูกทีมในชุดปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น 

2)  การศึกษา ผ่านการอบรมหลักสูตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ 40 ชั่วโมงจากแหล่งฝึกอบรมที่กพฉ. ให้การรับรอง

3)  ความสามารถในการปฏิบัติการฉุกเฉินในการ

-  แจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือ และรายงานการปฏิบัติการ

-  ประเมินสถานการณ์และสภาพผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน

-  ปฐมพยาบาล

-  จัดการทางเดินหายใจ

-  ช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

-  ห้ามเลือด

-  การยึดตรึง

-  การช่วยคลอดฉุกเฉิน

-  การเคลื่อนย้ายผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินทั้งโดยใช้และไม่ใช้อุปกรณ์

-  การคัดแยกขั้นต้น Primary Triage ( Triage Sieve ) เมื่อเกิดภัยพิบัติได้อย่างถูกต้อง

2)  ผู้ปฏิบัติการที่ปฏิบัติการในศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ ทำหน้าที่ในการรับรู้ถึงภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินจากการแจ้งเหตุ ทำการประเมิน จัดการ ประสานงานเพื่อให้หน่วยปฏิบัติการส่งชุดปฏิบัติการไปให้การดูแลช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุและนำส่ง

4.2   มาตรฐานด้านพาหนะใช้เพื่อการลำเลียงหรือขนส่ง แบ่งเป็น

1)   พาหนะที่ใช้ในการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้แก่

-   พาหนะเพื่อการลำเลียงหรือขนส่งของชุดปฏิบัติการทางบก พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์และผ่านการจดทะเบียนรถ ตรวจสภาพรถ 

-   พาหนะใช้เพื่อการลำเลียงหรือขนส่งของชุดปฏิบัติการทางน้ำ 

-   พาหนะใช้เพื่อการลำเลียงหรือขนส่งของชุดปฏิบัติการด้วยอากาศยาน เป็นชุดปฏิบัติการในพื้นที่ทุรกันดาร พื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่กำลังประสบภัยพิบัติ ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้เจ็บป่วยด้วยยานพาหนะปกติทางบกหรือทางน้ำได้

                       2)   มาตรฐานขั้นต่ำของรถปฏิบัติการ

(1)  ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้นและชุดปฏิบัติการระดับต้น

-  ติดสัญญาณไฟวับวาบสีแดง น้ำเงินและสัญญาณเสียงไซเรนพร้อมอุปกรณ์เครื่องขยายเสียงตามที่กำหนดไว้ในประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

-  มีการแบ่งส่วนพื้นที่เพื่อการบำบัดรักษา ขนส่ง เคลื่อนย้ายกับส่วนผู้ขับและสามารถสื่อสารระหว่างสองส่วนได้

-  ส่วนที่ใช้เพื่อการบำบัดรักษาอยู่ส่วนด้านหลังผู้ขับ มีประตูวสามารถปิดล็อคได้สนิท และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับ

การจัดวางผู้ป่วยพร้อมเตียงในลักษณะนอนราบ

การปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างเพียงพอ

ความสูงเพียงพอและสะดวกในการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

ที่นั่งสำหรับผู้ปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างสะดวก

-   มีที่จัดเก็บอุปกรณืการแพทย์อื่นๆที่จำเป็นอย่างเป็นสัดส่วน เป็นระเบียบและปลอดภัยไม่หลุด ร่วงปลิวออกจากที่จัดเก็บ

-   พื้นที่ส่วนรักษาพยาบาลมีแสงสว่างเพียงพอสำหรับการปฏิบัติการ

-   มีการติดตั้งสัญญาณไฟวับวาบและสัญญาณเสียงไซเรนอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

-   ติดตั้งอุปกรณ์การสื่อสาร วิทยุสื่อสาร ประเภท คลื่นหลักและกำลังส่งตามที่กำหนด

-   มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์เพื่อความปลออดภัยและอุปกรณ์ทั่วไปตามที่กำหนด อย่างเพียงพอ สะอาด มีคุณภาพพร้อมใช้งานและได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานกำหนด

(2)  ชุดปฏิบัติการระดับกลางและระดับสูง ต้องมีพื้นที่เพียงพอให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินระดับกลางและระดับสูง ได้อย่างสะดวก มีและใช้เครื่องช่วยหายใจได้

-  ติดสัญญาณไฟวับวาบสีแดง น้ำเงินและสัญญาณเสียงไซเรนพร้อมอุปกรณ์เครื่องขยายเสียงตามที่กำหนดไว้ในประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

-  มีเข็มขัดนิรภัยประจำที่นั่งคนขับและที่นั่งข้างคนขับตอนหน้า

-  มีการกั้นแบ่งพื้นที่ระหว่างห้องคนขับกับส่วนห้องพยาบาลโดยมีกระจกกั้น ติดตั้งระบบความเย็นทั้งสองห้อง และสามารถสื่อสารถึงกันได้

-  ส่วนที่ใช้เพื่อการบำบัดรักษาอยู่ส่วนด้านหลังผู้ขับ มีประตูวสามารถปิดล็อคได้สนิท และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับ

การจัดวางผู้ป่วยพร้อมเตียงในลักษณะนอนราบ

ด้านหัวเตียงมีระยะห่างระหว่างขอบเตียงด้านหัวจากผนังกั้นส่วนคนขับเพียงพอกับการปฏิบัติการดูแลระบบทางเดินหายใจจากด้านหัวเตียง

การปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างเพียงพอ

ความสูงเพียงพอและสะดวกในการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ

ที่นั่งสำหรับผู้ปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างสะดวก

-  ฯลฯ

(3)  มาตรฐานอุปกรณ์ประจำรถปฏิบัติการ (เฉพาะรถปฏิบัติการเบื้องต้น)

(1)  อปกรณ์ทางการแพทย์ ประกอบด้วย

-  อุปกรณ์ขนย้ายลำเลียง ได้แก่ เตียงผู้ป่วยมีล้อปรับระดับศีรษะได้ 60 องศาพร้อมสายยึดตรึง เปลตัก Scoop บอร์ด Long spinal board เฝือกคอชนิดแข็ง เฝือกดามแขน ขา สายรัดตรึงศีรษะ ที่ยึดตรึง

-  อุปกรณ์เพื่อการตรวจวินิจฉัย ได้แก่ ปรอท เครื่องวัดความดัน หูฟัง

-  อุปกรณ์ปฐมพยาบาล ได้แก่ ถุงมือทั้งปราศจากเชื้อและชนิดใช้ครั้งเดียว

-  อุปกรณ์ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ได้แก่ Pocket Mask และเครื่องดูดเสมหะ 

-  อุปกรณ์ช่วยเหลือที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ได้แก่ อุปกรณ์การให้อ๊อกซิเจน ถังอ๊อกซิเจน 

-  อุปกรณ์ช่วยเหลือเกี่ยวกับกระดูก ได้แก่ KED ไม้ดามกระดูก Collar

(2) อุปกรณ์เฉพาะด้าน มีไว้เพิ่มเติมจากอุปกรณ์การแพทย์พื้นฐาน ได้แก่

-  อุปกรณ์ช่วยคลอดฉุกเฉิน ได้แก่ ลูกยางแดงหรือ syringe ดูดเสมหะ เทปรัดสายสะดือ ผ้าก๊อซ ผ้าห่อตัวเด็ก ป้ายชื่อทารก 

(2) อุปกรณ์การสื่อสารและสารสนเทศ ซึ่งกำหนดในขั้นต่ำ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างผู้แจ้งเหตุกับศูนย์ประสานงานและสั่งการ และระหว่างผู้ปฏิบัติกับศฐูนย์ประสานงานและสั่งการ ได้แก่
-  ระบบโทรศัพท์ ทั้งระบบพื้นฐานและระบบเครือข่าย

-  ระบบสื่อสาร เครื่องรับวิทยุโทรคมนาคม สำหรับสถานีฐาน กำลังส่งไม่เกิน 45 Watt และสำหรับชนิดมือถือกำลังส่งไม่เกิน 5 Watt 

-  เครื่องรับวิทยุและโทรทัศน์

-  ช่องทางการรับข่าวสารจากแหล่งข่าวอื่น

-  การรับสัญญาณเตือนภัย

(3) อุปกรณ์ทั่วไป เป็นอุปกรณ์ประกอบในพาหนะลำเลียงขนส่ง รวมทั้งที่จัดเก็บขยะ สิ่งปฏิกูลทั่วไปและที่ติดเชื้อ หมอน ผ้าห่ม น้ำแก้วน้ำ ภาชนะรองสิ่งปฏิกูล เป็นต้น

(4) อุปกรณ์ความปลอดภัย

5.  อาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทางการแพทย์ฉุกเฉิน  ได้แก่

1)   หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ

2)   มีสิ่งแปลกปลอมอุดตันทางเดินหายใจ

3)   หายใจเร็วและเหนื่อยหอบอย่างรุนแรง และหายใจมีเสียงดัง

4)   ชักต่อเนื่องไม่หยุด

5)   อาการชักในหญิงในตั้งครรภ์

6)  งูพิษกัด และมีอาการหนังตาตกหรือหายใจลำบาก

7)   ถูก/โดนไฟไหม้ ได้รับสารพิษ สัตว์มีพิษกัดต่อย

8)   ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา และการมองเห็นลดลงฉับพลัน

9)   เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง

10)   แขนขาอ่อนแรงซีกเดียวอย่างฉับพลัน

11)   ปวดท้องคลอดที่มีน้ำเดินร่วมกับมีเลือดออกทางช่องคลอด

12)   บาดแผลโดนยิงที่ศีรษะ หรือลำคอ หรือหน้าอก หรือท้อง

13)   บาดแผลโดนแทงที่ลำคอ หรือหน้าอก หรือท้อง

14)   บาดแผลที่มีเลือดไหลออกปริมาณมาก และห้ามเลือดไหลไม่หยุด

15)   มีอาการเหงื่อแตก ตัวเย็น จากการเสียเลือดมาก

16)   บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เช่น อุบัติเหตุจราจร ตกจากที่สูง จมน้ำ ไฟฟ้าช็อต

6.  การตอบสนองภาวะฉุกเฉินในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

การตอบสนองหรือระบบปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินประกอบด้วย 3 ภารกิจหลักการตอบสนองที่มีความสอดรับกันด้วยกระบวนการคุณภาพ คือ 

1)    ระบบการบริการนำส่งผู้ป่วยก่อนถึงรพ. (Pre hospital care) 


2)   ระบบการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินในโรงพยาบาลและเครือข่ายการส่งต่อ (In hospital care and inter hospital care) 


3)   ระบบการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์สาธารณภัย (Disaster management) 


7.  คำอภิธานศัพท์ ที่ควรทราบ   

ปฏิบัติการฉุกเฉิน : การปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินนับตั้งแต่การรับรู้ถึงภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉินจนถึงการดำเนินการให้ผู้ป่วยฉุกเฉิน ได้รับการบำบัดรักษาให้พ้นภาวะฉุกเฉินซึ่งรวมถึงการประเมิน การจัดการ การควบคุม ดูแล การติดต่อสื่อสาร การลำเลียงหรือขนส่ง การตรวจวินิจฉัยและการบำบัดรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งนอกสถานพยาบาลและในสถานพยาบาล

7.1  ชุดปฏิบัติการ :   ปัจจุบันชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน มีดังนี้ 

1)   ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น (First Responder Unit : FR) หัวหน้าชุดปฏิบัติการเป็นผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น (First Responder) และทีมปฏิบัติการที่เป็นผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น รวมอย่างน้อย 3 คน 

2)   ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับต้น (Basic Life Support Unit : BLS) หัวหน้าชุดปฏิบัติการเป็นเวชกรฉุกเฉินระดับต้น (Emergency Medical Technician – Basic : EMT-B) และทีมปฏิบัติการที่เป็นเวชกรฉุกเฉินระดับต้นหรือผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น รวมอย่างน้อย 3 คน 

3)   ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับกลาง (Intermediate Life Support Unit : ILS) หัวหน้าชุดปฏิบัติการเป็นเวชกรฉุกเฉินระดับกลาง (Emergency Medical Technician – Intermediate : EMT-I) และทีมปฏิบัติการเป็นเวชกรกรฉุกเฉินระดับกลาง เวชกรฉุกเฉินระดับต้น หรือผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น รวมอย่างน้อย 3 คน 

4)   ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับสูง (Advance Life Support Unit : ALS) หัวหน้าชุดปฏิบัติการเป็นเวชกรฉุกเฉินระดับสูง (Emergency Medical Technician-Paramedic : EMT-P) หรือ พยาบาลกู้ชีพ (Pre Hospital Emergency Nurse : PHEN) หรือแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Physician : EP) หรือ แพทย์ (Physician) และทีมปฏิบัติการที่เป็นเวชกรฉุกเฉินระดับกลาง เวชกรฉุกเฉินระดับต้น หรือผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น รวมอย่างน้อย 3 คน

7.2  ผู้ปฏิบัติการ ”  หมายความว่า  บุคคลซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินตามที่คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินกำหนด บุคคลซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน  ตามที่คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินกำหนด  ให้รวมหมายถึง บุคคลใดที่ปฏิบัติการฉุกเฉินนับตั้งแต่บุคคลผู้พบเห็นเหตุการณ์  ผู้ช่วยเหลือ  ตลอดจนผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยฉุกเฉิน


8. ความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉิน พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดสาระที่เกี่ยวข้องไว้ ดังนี้

หมวด 3 มาตรา 28 เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินให้หน่วยปฏิบัติการ สถานพยาบาลและผู้ปฏิบัติการ ดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉินตามหลักการ ดังต่อไปนี้

(1)  ตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉิน และจัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินตามลำดับความเร่งด่วนทางการแพทย์ฉุกเฉิน

(2)   ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินจนเต็มขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติการ หรือสถานพยาบาลนั้นก่อนการส่งต่อ เว้นแต่มีแพทย์ให้การรับรองว่าการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการเสียชีวิต  หรือการรุนแรงขึ้นของการเจ็บป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น

(3)   การปฏิบัติการฉุกเฉินต่อผู้ป่วยฉุกเฉินต้องเป็นไปตามความจำเป็น และข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมิให้นำสิทธิการประกัน การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล  หรือความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเงื่อนไขใดๆ มาเป็นเหตุปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไม่ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างทันท่วงที หน่วยปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแลผู้ปฏิบัติการให้ดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉินเป็นไปตามหลักการวรรคหนึ่ง

9. สิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการขอใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ได้ตราข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยฉุกเฉิน ไว้ดังนี้

สิทธิของผู้ป่วยฉุกเฉิน

(1)   เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินตามความหมายที่พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ว่า บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการ (1) ป่วยกะทันหัน (2) ซึ่งเป็นภยันตรายต่อการดำรงชีวิตหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ (3) จำเป็นต้องได้รับการประเมิน การจัดการและการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บหรืออาการป่วยนั้น

(2)   การขอใช้บริการในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยในความรุนแรงระดับวิกฤตฉุกเฉิน ได้แก่

-   หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือกระตุ้น ไม่มีชีพจร ต้องได้รับการ  กู้ชีพทันที

-   การรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน

-   ระบบหายใจมีอาการผิดปกติ ดังนี้ ไม่สามารถหายใจได้ปกติ หายใจเร็ว แรง และลึก หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆ หรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้ การสำลักที่มีการอุดทางเดินหายใจร่วมกับมีอาการเขียวคล้ำร่วมด้วย

-   ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤติอย่างน้อย 2 ข้อร่วมกัน คือ ตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ หรือวูบเมื่อลุกยืนขึ้น หรือมีการเสียเลือดไม่หยุดจำนวนมากและยังไหลไม่หยุด

(3)   ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยโดยให้หน่วยปฏิบัติการ สถานพยาบาล และ ผู้ปฏิบัติการ ดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉิน ตามหลักการดังต่อไปนี้

-   ตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉินและจัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินตามลำดับความเร่งด่วนทางการแพทย์ฉุกเฉิน

-   ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินจนเต็มขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลนั้นก่อนการส่งต่อ เว้นแต่มีแพทย์ให้การรับรองว่าการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการเจ็บป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น

-   การปฏิบัติการฉุกเฉินต่อผู้ป่วยฉุกเฉินต้องเป็นไปตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมิให้นำสิทธิการประกัน การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล หรือความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเงื่อนไขใด ๆ มาเป็นเหตุปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไม่ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างทันท่วงที

10.  หน้าที่ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายและขอบเขตหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ต่อผู้เจ็บป่วย 

1.   การปฏิบัติงานในขอบเขตของบทบาทหน้าที่กำหนดไว้

2.   ต้องอยู่ภายใต้หรือปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์หรือบุคคลากรทางการแพทย์ที่กำหนดไว้ ซึ่งมีคำสั่งถาวรหรือข้อปฏิบัติ Protocol หรือการสั่งผ่านทางโทรศัพท์หรือวิทยุสื่อสาร

หน้าที่ความรับผิดชอบตามจรรยาบรรณวิชาชีพ

1.   การดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยเป็นสิ่งสำคัญ

2.   ต้องฝึกทักษะในหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเสมอ

3.   ต้องทบทวน และใฝ่หาความรู้อย่างสม่ำเสมอ

4.   ต้องทบทวนผลการปฏิบัติงานของตนเอง

5.   ต้องมีความซื่อสัตย์ในการรายงาน

การปฏิบัติการในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน

   1.   การประเมินและคัดกรองระดับความรุนแรงของผู้ป่วย  Detect ประกอบด้วย

1.1   การประเมินสภาพผู้ป่วยขั้นต้น เป็นการปฏิบัติการฉุกเฉินหลังจากการทำ Scene safety แล้ว และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย โดยมีขั้นตอนในการประเมิน ดังนี้

1)   การประเมินสภาพทั่วไป ( General impression ) โดยอาศัยการประเมินจากสภาพแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อสวัสดิภาพทั้งของผู้เจ็บป่วยและผู้ช่วยเหลือ และอาการสำคัญของผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว โดยใช้ ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่นและปากถามผู้ป่วยหรือบุคคลใกล้เคียง และยังไม่มีการสัมผัสตัว เพื่อให้ง่ายต่อการให้ได้ข้อมูลคร่าวๆว่า

A. =  Appearance ประเมินสภาวะผู้เจ็บป่วยว่าอยู่ในภาวะที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือไม่ ได้แก่  หมดสติ ไม่หายใจ/ หายใจลำบาก ภาวะช็อค หรือ เสียเลือดจำนวนมาก โดยการประเมิน A B C ( Air way Breathing Circulation )

B. =  Base on  เป็นผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ ถ้าเป็นการบาดเจ็บเกิดขึ้นได้อย่างไร

C. =  Client ข้อมูลพื้นฐานอื่นๆของผู้เจ็บป่วย เช่น เพศ อายุ เชื้อชาติ

D. =  Define จำแนกประเภทผู้ป่วย เพื่อจัดลำดับในการให้การช่วยเหลือ

(1)  ผู้ป่วยฉุกเฉินมาก ( Emergent )  หมายถึง ผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาหรือการช่วยเหลือทันทีมิฉะนั้นอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือเสียชีวิต หรือมีการพิการอย่างถาวรได้ ได้แก่

-  หมดสติ จับชีพจรไม่ได้ หยุดหายใจ

-  หายใจไม่ออกทันที อาจจะเกิดจากสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน

-  เสียเลือดมาก

-  อาการแสดงว่าช็อค เช่น หน้าซีด เหงื่อออก ตัวเย็น ซึมลง

-  ชักตลอดเวลา ชักจนเขียว

(2)  ผู้ป่วยฉุกเฉิน ( Urgent )  หมายถึง เป็นภาวะที่มีอาการหรือเป็นผู้ป่วยที่ต้องการขอความช่วยเหลือ จัดเป็นอันดับรองจากกลุ่มแรก

-  หายใจช้ากว่า 10 ครั้ง / นาที หรือมากกว่า 30 ครั้ง / นาที

-  ชีพจรช้ากว่า 40 ครั้ง / นาที หรือมากกว่า 150 ครั้ง / นาที

-  อุณหภูมิของร่างกายสูงกว่า 40 องศา หรือต่ำกว่า 35 องศา

-  เริ่มไม่รู้สึกตัว ซึม สับสน ชัก อัมพาต ตาบอด หูหนวกทันที

-  ตกเลือด ซีด หรือเขียว

-  ถูกพิษ หรือรับประทานยาเกินขนาด

-  ได้รับอุบัติเหตุ ที่มีบาดแผลใหญ่มาก หรือหลายแห่ง

(3)   ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ( Non – Urgent )  หมายถึง ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาดูแลโดยเร็วแต่ไม่เร่งด่วน เช่น           

-  กระดูกแขน ขาหัก ที่ไม่มีการเสียเลือด

-  ภาวะทางจิตใจ

2)   การประเมินสภาวะความรู้สึกตัว Mental status และสติสัมปชัญญะ Conscious ของผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการบาดเจ็บและเรียกแล้วไม่ตอบสนอง หรือไม่รู้สึกตัว จำเป็น ต้องตรึงกระดูกสันหลังส่วนคอผู้ป่วยไว้ก่อนเสมอ ก่อนดำเนินการใดใด โดยมีขั้นตอนดังนี้

(1)   เริ่มด้วยการเรียก หรือพูดคุยกับผู้ป่วย ผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี สามารถพูดโต้ตอบได้ 

หมายถึง ไม่มีปัญหาทางเดินหายใจอุดกั้น

(2) ระดับสติสัมปชัญญะ ( AVPU ) โดยแปลค่าเพียงระดับเดียวจาก ดังนี้

A = Alert รู้สึกตัวดี

V = Verbal stimuli ซึม ตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือคำพูด

P = Painful stimuli หมดสติ ปลุกตื่น ตอบสนองต่อความเจ็บปวด

U = Unresponsive หมดสติปลุกไม่ตื่น ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น

3)   การตรวจประเมินสภาวะผู้ป่วย Status ประกอบด้วย

ประเมิน A คือ ทางเดินหายใจของผู้ป่วย ( Airway ) ทางเดินหายใจโล่งหรือไม่ ปกติใช้เทคนิคการฟังเสียงระหว่างการหายใจ พูดคุย สนทนา

ประเมิน B คือ การหายใจ ( Breathing )  ลักษณะการหายใจใช้กล้าเนื้อหรืออวัยวะส่วนใด สม่ำเสมอหรือไม่และมีอัตราเท่าใด ปกติใช้เทคนิคการสังเกตุนับจากการเคลื่อนตัวของทรวงอกผู้ป่วย

ประเมิน C คือ การไหลเวียนโลหิต (Circulation) จากการวัดสัญญาณชีพดู

ชีพจร โดยการตรวจที่ข้อมือและคอ ในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ให้ตรวจที่ข้อพับแขนด้านใน

ความดันโลหิต โดยปกติตรวจวัดที่ที่บริเวณต้นแขนข้างใดข้างหนึ่ง ค่าปกติอยู่ที่ Systolic ระหว่าง 100 – 130 มม.ปรอท และ Diastolic ระหว่าง 60 – 90 มม.ปรอท

ผิวหนัง โดยการใช้มือสัมผัสผิวหนังปกติมีสีชมพู ไม่เขียว ช้ำเป็นจ้ำ หรือแดง ไม่ชื้นแฉะ อุ่นไม่ร้อนหรือแห้ง

การไหลเวียนโลหิตกลับไปยังอวัยวะส่วนปลาย โดยดูจาก capillary refill โดยการกดไปที่บริเวณเล็บผู้ป่วยจนเล็บมีสีซีด จึงปล่อยการกดจับเวลาจนถึงเล็บกลับสภาพเป็นสีชมพู ซึ่งค่าปกติไม่เกิน 2 วินาที

 ประเมิน D คือ การประเมินสภาวะผู้ป่วยตามสาเหตุ ( Detect ) ได้แก่

(1)   การประเมินแบบรวดเร็ว Rapid Head to toe เป็นเทคนิคการประเมินที่ใช้กับผู้ป่วยที่ไม่รู้ประวัติ ไม่รู้สึกตัว หรืออาการวิกฤต บาดเจ็บรุนแรง

(2)   การประเมินแบบเฉพาะเจาะจง Focus assessment การตรวจประเมินเฉพาะบริเวณที่ผู้ป่วยบอกว่ามีอาการผิดปกติ หรือในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

สำหรับการประเมินในผู้บาดเจ็บ ในการทำ Primary Survey โดยใช้หลักการประเมิน DCAP – BTLS

D =  Deformities  คือ ตรวจดูอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บมีผิดรูปจากเดิมหรือไม่

C =  Contusions  คือ อวัยวะนั้นมีรอยฟกช้ำหรือไม่

A =  Abrasions  คือ อวัยวะส่วนนั้นมีบาดแผลที่เป็นแผลถลอกรือไม่

P =  Penetrations or Punctures  คือ อวัยวะส่วนนั้นมีบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุมีคมหรือไม่

B =  Burns คือ อวัยวะส่วนนั้นมีแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือไม่

T =  Tenderness คือ อวัยวะส่วนนั้นกดแล้วเจ็บหรือไม่

L =  Lacerations  คือ อวัยวะส่วนนั้นมีแผลฉีกขาดหรือไม่

S =  Swelling คือ อวัยวะส่วนนั้นมีลักษณะบวมหรือไม่

  2.  การรายงาน Reporting

       เพื่อให้ง่ายต่อการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินจึงมีการขยายการให้บริการเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยในแต่ละจังหวัดจะมีศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ Dispatch Center ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้เจ็บป่วยได้สามารถเข้าถึงบริการได้โดยแจ้งเหตุตรงแล้ว ยังเป็นที่ที่จัดหาชุดปฏิบัติการเพื่อออกให้ความช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ยังเป็นที่ให้คำแนะนำแก่ชุดปฏิบัติในระบบปฏิบัติการในการดูแลผู้เจ็บป่วยและประสานงานในการให้ความช่วยเหลือมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วยอีกด้วย  
    

       การรายงานในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หมายถึง การรวบรวมข้อมูล และการประเมินทางการแพทย์ฉุกเฉินเกี่ยวกับผู้เจ็บป่วยที่ได้รับแจ้งหรือที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งมีการเรียบเรียงแล้ว ผ่านกระบวนการสื่อสารไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ ผู้บังคับบัญชาตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะใช้กระบวนการสื่อสารที่แตกต่างกัน ในการถ่ายทอดข้อมูลผู้เจ็บป่วย และสิ่งแวดล้อมและความคิดเห็น ของผู้ปฏิบัติที่เข้าช่วยเหลือ อย่างเป็นระบบประกอบด้วย                

1)      หลังได้รับมอบหมายให้ออกปฏิบัติงานและพร้อมเดินทางไปยังที่หมาย

2)     เมื่อถึงที่เกิดเหตุ

3)     หลังทำการประเมินสภาวะผู้เจ็บป่วยเรียบร้อยแล้ว เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม 

4)     หลังปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ผู้ป่วยพร้อมถูกเคลื่อนย้าย และ

5)     เมื่อเริ่มออกจากที่เกิดเหตุ มุ่งโรงพยาบาลปลายทาง

6)     เมื่อถึงโรงพยาบาลปลายทาง

7)     หลังเสร็จสิ้นการส่งมอบผู้ป่วยแก่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล

8)     เมื่อพร้อมที่จะปฏิบัติการครั้งต่อไป

ทั้งนี้โดยพิจารณาใช้ช่องทางการสื่อสารที่สะดวกที่สุด ลักษณะการรายงานในระบบปฏิบัติการ ได้แก่

        2.1   การรายงานด้วยวาจา  เป็นการเสนอข้อมูลหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับเรืองใดเรื่องหนึ่งที่ตนเองรู้หรือได้ทำแล้ว ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบหรือเพื่อขอรับการสนับสนุนในการปฏิบัติงาน เป็นการสื่อความหมาย จำเป็นต้องมีวิธีการ ที่ถูกต้อง  และใช้ประโยชน์เพื่อพิจารณาดำเนินงานหรือตัดสินปัญหาต่างๆได้ดีขึ้น เป็นวิธีการที่ มีความสะดวก รวดเร็ว และน่าสนใจ เพราะผู้ฟังมีส่วนร่วมด้วยการซักถามหรือเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ทันที่  ไม่ต้องเสียเวลาอ่าน ถ้าไม่เข้าใจเรื่องราวใดก็สอบถามได้ทันที

วัตถุประสงค์ของการรายงานด้วยวาจา

1)   ต้องการสื่อความ แจ้งข้อมูลการปฏิบัติงานให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ

2)   แสดงความคิดเห็นในการปฏิบัติงาน

3)   เพื่อสร้างความเข้าใจหรือแนวทางการปฏิบัติที่ตรงกันระหว่างผู้ปฏิบัติการด้วยกัน หรือระหว่าง      ผู้ปฏิบัติและศูนย์ประสานงานและสั่งการ หรือระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้เกี่ยวข้อง

4)   เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือการสนับสนุนจากศูนย์ประสานงานและสั่งการหรือผู้บังคับบัญชาหรือผู้เชี่ยวชาญ

5)   การรายงานควรใช้ความระมัดระวังในการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้เจ็บป่วย

       หลักในการรายงานด้วยวาจา

1)   รวบรวมข้อมูลและเรียบเรียง เรื่องที่จะรายงาน

2)   จัดเรียงลำดับเนื้อหาที่ต้องการสื่อความ

3)   พิจารณาการขยายความเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่าย ตรงกัน

4)   ภาษาที่ใช้เป็นสากล สุภาพ เนื้อความสั้น กระชับเข้าใจง่าย หลีกเสี่ยงคำที่อาจมีความหมายไม่ชัดเจน

5)   มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

6)   เนื้อหา สาระมีความน่าเชื่อถือ  เที่ยงตรง  ถูกต้อง  สมบูรณ์ครบถ้วน ตรงตามความต้องการ  มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันทันสมัย  และมีเนื้อหาเพียงพอแก่การพิจารณา

7)   เป็นไปตามหลักปฏิบัติและวิธีการในระบบ

      2.2   การรายงานด้วยลายลักษณ์อักษร ตามแบบบันทึกการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพ มาตรฐานการปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ที่มาตรฐานการปฏิบัติการกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติภารกิจที่บุคลากรผู้ปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินให้ความสำคัญในการบันทึกข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะออกปฏิบัติหน้าที่แสดงถึงการมีเหตุมีผลการแพทย์ฉุกเฉินที่ได้เกิดขึ้นทั้งหมด และส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย

3.   การตอบสนองปฏิบัติการ Response

3.1   มีความพร้อมปฏิบัติงานและแจ้งเหตุศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทราบ

3.2   แจ้งเหตุศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการเมื่อออกปฏิบัติการ

3.3   สวมอุปกรณ์ป้องกันตนเองเพิ่มเติมตามสถานการณ์ และสภาพอาการของผู้ป่วยแต่ละรายและสิ่งแวดล้อม

3.4   ปฏิบัติการร่วมและมีการประสานงานกับทีมปฏิบัติการทางการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแนวทางที่ระบบกำหนดไว้เพื่อเป็นแนวทางเดียวกัน

3.5   มีการรายงานตามระบบ 

4.   การปฏิบัติการ ณ จุดเกิดเหตุ On scene care

4.1   ประเมินสถานการณ์ สิ่งแวดล้อม สถานที่เกิดเหตุว่ามีความปลอดภัย Scene safety เพียงพอสำหรับการเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการยกเคลื่อนย้ายโดยเร็ว หรือไม่ 

4.2   การประเมินสภาพผู้ป่วยเบื้องต้น  ตลอดจนกลไกการบาดเจ็บ พร้อมทั้งประเมินร่างกายตามระบบอย่างรวดเร็วหรือประเมินเฉพาะตำแหน่งที่มีอาการขึ้นอยู่กับผู้ป่วย และประเมินระดับความรุนแรงของผู้ป่วย และคัดแยกผู้ป่วย

4.3   วินิจฉัยถ้าต้องการความช่วยเหลือ พร้อมทั้งแจ้งศูนย์ประสานงานและสั่งการทราบสภาวะผู้ป่วย พร้อมทั้งให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานตามความเหมาะสม

4.4   การปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยเพื่อแก้ไขภาวะวิกฤตหรือให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นตามศักยภาพที่สามารถดำเนินการได้ขณะนั้น แต่ไม่ควรเสียเวลา ณ จุดเกิดเหตุนานเกินไป

4.5   ประเมินสภาพผู้ป่วยซ้ำก่อนการเคลื่อนย้าย ให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมเพียงพอที่จะมีการเคลื่อนย้าย

4.6   การยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างถูกต้อง เหมาะสม ออกจากจุดเกิดเหตุ เพื่อนำส่งโรงพยาบาลปลายทางต่อไป

4.7   นำผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลด้วยความระมัดระวัง

4.8   แจ้งศูนย์ประสานงานและสั่งการทราบสภาพผู้ป่วย และแผนการนำส่ง

5.   การปฏิบัติขณะนำส่ง Care in Transit 

5.1   การประเมินผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง จนถึงโรงพยาบาล หากผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงต้องรายงานให้ศูนย์ประสานงานและสั่งการทราบ และให้การสนับสนุนด้านคำแนะนำ และการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

5.2   แจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทราบ เพื่อการประสานงานในการให้การรักษาที่ต่อเนื่อง

5.3   ตรวจวัดสัญญาณชีพและการซักประวัติผู้ป่วยเพิ่มเติม

5.4   กรณีผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลง รายงานศูนย์ประสานงานและสั่งการดำเนินการให้การสนับสนุนและประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการปฏิบัติการ โดยไม่ตัดสินใจเอง

5.5  หลักในการใช้สัญญาณไฟวับวาบและเสียงสัญญาณ

-  การใช้สัญญาณไฟวับวาบและเสียงสัญญาณไซเรนพร้อมกันเมื่อมีเหตุฉุกเฉินรีบด่วน

-  การใช้สัญญาณไฟวับวาบอย่างเดียว ใช้ในกรณีจำเป็นเพื่อปฏิบัติหน้าที่โดยเร็ว หรือหยุดในกรณีมีเหตุฉุกเฉินต้องการให้ผู้ร่วมทางเห็นได้ง่าย

-  สัญญาณไฟวับวาบที่ใช้น้ำ – เงินแดง

6.   การปฏิบัติเมื่อถึงสถานพยาบาลปลายทางที่เหมาะสม Transfer to Definitive care

6.1   ปิดสัญญาณเสียงไซเรน นำรถพยาบาลเข้าจอด ณ พื้นที่ส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน

6.2   การประเมินสภาวะผู้ป่วยซ้ำก่อนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยลงจากรถพยาบาล

6.3   แจ้งศูนย์ประสานงานและสั่งการทราบนำผู้เจ็บป่วยถึงโรงพยาบาลปลายทาง

6.4   พร้อมเอกสารการบันทึกรายงานผู้ป่วยที่บันทึกข้อมูลสมบูรณ์ตามที่กำหนด

6.5   ส่งมอบผู้ป่วยแก่บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล โดยนำส่งผู้ป่วยไปยังจุดคัดแยกผู้ป่วย ณ ห้องฉุกเฉิน พร้อมรายงานอาการ และข้อมูลการประเมินพร้อมทั้งการช่วยเหลือที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ต่อพยาบาล หรือแพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน พร้อมทั้งให้มีการเซ็นต์รับทราบและประเมินความถูกต้อง เหมาะสมของการปฏิบัติการ ณ จุดเกิดเหตุในแบบบันทึกรายงานผู้ป่วยเป็นการรับทราบข้อมูลการปฏิบัติการและผู้ป่วย

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 23 April 2019, 3:44PM