เนื้อหา เรื่อง กฏหมายที่เกี่ยวข้อง

กฎหมาย และจริยธรรมในการปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉิน


       วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินได้อย่างมีความรู้ ความเข้าใจ และแสดงความสามารถของตนภายในขอบเขตแห่งกฎหมาย จรรยาบรรณวิชาชีพ และบรรทัดฐานทางสังคม Social Norms ซึ่งถือเป็นที่ยึดถือกันของคนในสังคม ได้อย่างเต็มศักยภาพที่มีอยู่ ภายใต้กฏเกณฑ์ ที่มีได้แก่

        วัฒนธรรม Culture คือ สิ่งที่เป็นทั้งวัตถุและไม่ใช่วัตถุ ซึ่งมนุษย์กำหนดหรือสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้้ในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมที่สืบทอดต่อๆ กันมารุ่นต่อรุ่น ซึ่งจะรวมถึงช่วยแก้ปัญหาและช่วยสนองความต้องการของสังคม ทั้งประเพณี วิถีชาวบ้าน และ จารีต ซึ่งเป็นส่วนย่อยของวัฒนธรรม

        จริยธรรม Ethics คือ การแสดงออกที่มาจากการไตร่ตรองว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ  เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจเลือกตามเหตุและผลที่สังคมยอมรับการมีจริยธรรมในการทำงานจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานอย่างมีหลักการ มีอุดมการณ์มีความภูมิใจในการทำงาน   ภูมิใจกับผลงานที่ออกมาและมีคุณภาพ เพราะว่าผลงานและการกระทำเป็นเหมือนกระจกสะท้อนตัวบุคคล การตั้งใจทำงาน ทุ่มเทให้กับงาน

        จรรยาบรรณ  คือ ประมวลความประพฤติดีที่ผู้ประกอบอาชีพแต่ละอาชีพกำหนดไว้ เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียงและฐานะของสมาชิกในอาชีพนั้น

        กฎหมาย Laws คือ บทบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อใช้ในการบริหารประเทศ การควบคุมความประพฤติของคนในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบียบ สงบเรียบร้อย

กฎหมาย Laws ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน

กฎหมาย Laws และจริยธรรม Ethics ทางการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ใช้ในการกำกับ ควบคุมความประพฤติของ ผู้ปฏิบัติงานร่วมกัน ให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบียบ สงบเรียบร้อย ได้แก่

1.   กฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ปีที่2 ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตราไว้ ณ วันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2560 ความว่า

มาตรา 47  บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

มาตรา 55 รัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บริการสาธารณสุขตามวรรคหนึ่ง ต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม และป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพด้วย

2.   ประมวลกฎหมายอาญา Civil Laws คือ กฎหมายซึ่งรวมบทกฎหมายต่าง ๆ ในเรื่องเดียวกันเข้าไว้ด้วยกัน และได้จัดให้มีการบัญญัติอย่างเป็นระบบ มีการจัดสรรให้เป็นหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย และมีข้อความท้าวความถึงซึ่งกันและกัน ในประเด็นสำคัญ ดังนี้

2.1  การละเว้นการช่วยได้

กฎหมายอาญาได้บัญญัติบังคับให้บุคคลต้องกระทำการบางอย่างซึ่งหากไม่กระทําก็ถือว่าเป็นความผิด โดยถือว่าเป็นการกระทําความผิดโดยการละเว้น เช่น มาตรา 374 บัญญัติว่า “ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจําเป็น ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ”

2.2  การทอดทิ้งผู้ป่วย

1)   มาตรา 307 “ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญา ต้องดูแลผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ เพราะอายุ ความเจ็บป่วย กายพิการหรือจิตพิการ ทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้นั้นเสีย โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

2)   มาตรา 303 “ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 306 หรือมาตรา 307 เป็นเหตุให้ผู้ถูกทอดทิ้งถึงแก่ความตายหรือรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 290 มาตรา 297 หรือมาตรา 298 นั้น”

มาตรา 290 “ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใด ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี”   

2.3   สิทธิผู้ป่วย

-    ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากความแตกต่าง ด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะของความเจ็บป่วย

-    ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตมีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยทันที ตามความจำเป็นแก่กรณีโดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่

2.4   บทลงโทษแก่ผู้ที่กระทำการอันเป็นการละเมิด ไม่ปฏิบัติตนให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

1)   มาตรา 157 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

2)   มาตรา 374 “ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจช่วยได้ โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

3.  พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ตราพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ให้ไว้ ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นปีที่ 63 ในรัชกาลที่ 9 สาระสำคัญที่ควรทราบ คือ

3.1  ระบุความหมายของคำสำคัญที่ควรทราบ ดังนี้

ปฏิบัติการฉุกเฉิน : การปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินนับตั้งแต่การรับรู้ถึงภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉินจนถึงการดำเนินการให้ผู้ป่วยฉุกเฉิน ได้รับการบำบัดรักษาให้พ้นภาวะฉุกเฉินซึ่งรวมถึงการประเมิน การจัดการ การควบคุม ดูแล การติดต่อสื่อสาร การลำเลียงหรือขนส่ง การตรวจวินิจฉัยและการบำบัดรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งนอกสถานพยาบาลและในสถานพยาบาล

ผู้ปฏิบัติการ  หมายความว่า  บุคคลซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินตามที่คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินกำหนด บุคคลซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน  ตามที่คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินกำหนด  ให้รวมหมายถึง บุคคลใดที่ปฏิบัติการฉุกเฉินนับตั้งแต่บุคคลผู้พบเห็นเหตุการณ์  ผู้ช่วยเหลือ  ตลอดจนผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยฉุกเฉิน

หมวด 3 มาตรา 28 เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉินให้หน่วยปฏิบัติการ สถานพยาบาลและผู้ปฏิบัติการ ดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉินตามหลักการ ดังต่อไปนี้

(1)   ตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉิน และจัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินตามลำดับความเร่งด่วนทางการแพทย์ฉุกเฉิน

(2)   ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินจนเต็มขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติการ หรือสถานพยาบาลนั้นก่อนการส่งต่อ เว้นแต่มีแพทย์ให้การรับรองว่าการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการเสียชีวิต  หรือการรุนแรงขึ้นของการเจ็บป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น

(3)   การปฏิบัติการฉุกเฉินต่อผู้ป่วยฉุกเฉินต้องเป็นไปตามความจำเป็น และข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมิให้นำสิทธิการประกัน การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล  หรือความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเงื่อนไขใดๆ มาเป็นเหตุปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไม่ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างทันท่วงที หน่วยปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลต้องควบคุมและดูแลผู้ปฏิบัติการให้ดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉินเป็นไปตามหลักการวรรคหนึ่ง

3.2  สิทธิและหน้าที่

สิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการขอใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ได้ตราข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยฉุกเฉิน ไว้ดังนี้

       สิทธิของผู้ป่วยฉุกเฉิน

(1)   เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินตามความหมายที่พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ว่า บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการ (1) ป่วยกะทันหัน (2) ซึ่งเป็นภยันตรายต่อการดำรงชีวิตหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ (3) จำเป็นต้องได้รับการประเมิน การจัดการและการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บหรืออาการป่วยนั้น

(2)   การขอใช้บริการในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยในความรุนแรงระดับวิกฤตฉุกเฉิน ได้แก่

-   หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือกระตุ้น ไม่มีชีพจร ต้องได้รับการ    กู้ชีพทันที

-  การรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน

-  ระบบหายใจมีอาการผิดปกติ ดังนี้ ไม่สามารถหายใจได้ปกติ หายใจเร็ว แรง และลึก หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆ หรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้ การสำลักที่มีการอุดทางเดินหายใจร่วมกับมีอาการเขียวคล้ำร่วมด้วย

- ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤติอย่างน้อย 2 ข้อร่วมกัน คือ ตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ หรือวูบเมื่อลุกยืนขึ้น หรือมีการเสียเลือดไม่หยุดจำนวนมากและยังไหลไม่หยุด

(3)   ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยโดยให้หน่วยปฏิบัติการ สถานพยาบาล และ ผู้ปฏิบัติการ ดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉิน ตามหลักการดังต่อไปนี้

-   ตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉินและจัดให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินตามลำดับความเร่งด่วนทางการแพทย์ฉุกเฉิน

-   ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินจนเต็มขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลนั้นก่อนการส่งต่อ เว้นแต่มีแพทย์ให้การรับรองว่าการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการเจ็บป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น

-   การปฏิบัติการฉุกเฉินต่อผู้ป่วยฉุกเฉินต้องเป็นไปตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมิให้นำสิทธิการประกัน การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล หรือความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเงื่อนไขใด ๆ มาเป็นเหตุปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไม่ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างทันท่วงที

4.   จรรยาบรรณการแพทย์ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

4.1   สิทธิผู้ป่วยตามจรรยาบรรณวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ 5 สถาบันประกาศสิทธิผู้ป่วย กำหนดสิทธิของผู้ป่วยไว้ดังนี้

-   ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

-   ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ

-   ผู้ป่วยทุกคนที่ขอรับบริการด้านสุขภาพมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ

-   ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อชีวิตมีสิทธิได้รับบริการด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพ

-   ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบชื่อ สกุลและประเภทของผู้ให้บริการแก่ตน

-   ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่มิได้ให้บริการแก่ตน

-   ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล

-   ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนในการตัดสินใจ

-   ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลการรักษาพยาบาลเฉพาะของตน

-   บิดา มารดาหรือผู้มีสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมาย อาจใช้สิทธิผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีหรือผู้มีความบกพร่องทางกายหรือจิตซึ่งไม่อาจใช้สิทธิของตนเองได้

4.2   สิทธิในการรับการรักษาพยาบาล ผู้ป่วยมีสิทธิแสดงความยินยอมรับการรักษาพยาบาล ทั้งที่แสดงออกอย่างชัดเจนและโดยนัย

1)   การแสดงออกอย่างชัดเจน ได้แก่

(1)   ผู้ป่วยต้องบรรลุนิติภาวะแล้วและสามารถตัดสินใจได้เองอย่างมีเหตุมีผล

(2)   ผู้ป่วยต้องได้รับการบอกเล่าถึงขั้นตอนของการรักษา ตลอดจนความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

(3)   ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ป่วยก่อนที่จะเริ่มให้การรักษาพยาบาล ยกเว้นกรณีที่จำเป็นต้องช่วยชีวิต

               2)   การยินยอมโดยนัย ได้แก่

(1)   กรณีผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวและจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ถือว่า ผู้ป่วยได้ยินยอมให้ดำเนินการแล้ว

3)   กรณีผู้ป่วยเป็นเด็ก หรือเป็นคนปัญญาอ่อน การดำเนินการ

(1)   ต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดาหรือผู้ที่มีอำนาจในการดูแลตามกฎหมาย

(2)   กรณีที่มีเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน โดยไม่มีบิดา มารดาหรือผู้ที่มีอำนาจในการดูแลตามกฎหมายอยู่ ณ ที่นั้น ให้ถือว่าได้มีการยินยอมโดยนัยแล้วเช่นกัน

4.3  สิทธิในการปฏิเสธการรักษา

1)   ผู้ป่วยมีสิทธิแสดงพฤติกรรมที่จะปฏิเสธการรักษาได้ทุกรูปแบบและทุกเวลา

2)   ผู้ป่วยมีสิทธิที่ยกเลิกการรักษาเมื่อใดก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่หมดสติ เมื่อได้รับการรักษาจนฟื้นแล้ว มีสิทธิปฏิเสธการนำส่งต่อไปยังโรงพยาบาลได้

3)   การปฏิเสธการรักษาต้องกระทำโดยผู้ป่วยที่มีสติสัมปชัญญะและสภาพจิตปกติ โดยต้องแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ยินยอมรับการรักษา

4)   ผู้ป่วยต้องได้รับการบอกกล่าวและเข้าใจถึงความเสี่ยงตลอดจนผลที่จะตามมาภายหลังจากการปฏิเสธการรักษาหรือการนำส่งโรงพยาบาล

5)   ในกรณีไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยปฏิเสธหรือยินยอมให้รักษา ให้รักษาไปก่อน

6)   เอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาจะช่วยปกป้องผู้ปฏิบัติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น

       ข้อควรปฏิบัติ

(1)   ผู้ป่วยจะปฏิเสธการรักษาต้องมีสติสัมปชัญญะปกติ

(2)   ก่อนที่ผู้ปฏิบัติจะออกจากสถานที่เกิดเหตุ ควรดำเนินการดังนี้

-   ชักชวนให้ผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอีกครั้ง

-   ควรแน่ใจว่าผู้ป่วยได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล ไม่ได้ตกอยู่ในอิทธิพลของยา หรือสุรา หรือความเจ็บปวด

-   อธิบายให้เข้าใจผลที่ควรจะไปโรงพยาบาล และผลที่จะเกิดขึ้นหากไม่ไปโรงพยาบาล

-   ปรึกษาแพทย์อำนวยการ หรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

-   มีการบันทึกรายงาน ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงโดยละเอียด การตรวจพบ อาการแสดงผู้ป่วยและการรักษาที่ให้ไปแล้ว และให้ผู้ป่วยเซ็นชื่อไว้เป็นหลักฐาน

4.4   สิทธิในการรักษาความลับของผู้ป่วย ข้อมูลที่เป็นความลับของผู้ป่วย ได้แก่

1)   ประวัติผู้ป่วยที่ได้จากการสัมภาษณ์ 

2)   อาการและสิ่งที่ตรวจพบและการประเมินผู้ป่วย

3)   การรักษาที่ให้

        การเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับของผู้ป่วย จะต้องดำเนินการ ดังนี้

1)   ได้รับการยินยอมจากผู้ป่วยเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น จึงจะเปิดเผยได้

2)   ยกเว้นการยินยอมจากผู้ป่วยเป็นลายลักษณ์อักษรได้ในกรณีที่

-  ผู้ให้การรักษาจำเป็นต้องทราบข้อมูลเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

-  การชดใช้ค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัย

-  มีหมายศาลจึงสามารถเปิดเผยได้

3)   กรณีเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์ผู้ควบคุม

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 23 April 2019, 3:44PM