ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน

ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน 


       " ความปลอดภัย" Safety คือ สภาพที่คลาดแคล้ว พ้นจากภัย สภาพที่ไม่มีภยันตรายใดใดเกิดขึ้น ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานจึงหมายถึง การปฏิบัติงานที่ไม่เกิดอันตราย ไม่อยู่ในสภาพความเสี่ยงหรือโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ หรือการติดเชื้อโรค หมดไป 

       “สวัสดิภาพ” Security  มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ lสวัสดิภาพ หมายถึง การปราศจากภยันตราย มั่นคง ปลอดภัย ปราศจากการบาดเจ็บ หรือตาย รวมทั้งการสูญเสียทรัพย์สินของมีค่าหรือเสียเวลาไป ส่วนความปลอดภัย หมายถึง ร่างกาย ตลอดจนทรัพย์สินอยู่เป็นปกติสุขดี ไม่เกิดอุบัติเหตุ ปราศจากความเสียหาย 

        สวัสดิภาพ หรือ ความปลอดภัย นั้นไม่เพียงแต่หมายถึงการไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเท่านั้น แต่สวัสดิภาพยังมีความหมายรวมทั้งการดำรงชีวิตอยู่อย่างสุขกาย สุขใจ ไม่เสี่ยงภัย ไม่ป่วย มีความมั่นใจในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ และมีการเตรียมป้องกันภัยไว้ล่วงหน้า อย่างถูกต้อง เหมาะสม และสม่ำเสมออีกด้วย  

       สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้ความหมายของ สวัสดิภาพ ว่าหมายถึง ปราศจากภยันตรายหรือปราศจากจากบาดเจ็บหรือการตาย ทรัพย์สินเสียหาย หรือทำให้เสียเวลาที่มีค่าไป          

       สำหรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่ต้องประสบกับสถานการณ์ที่มีแต่ความฉุกเฉินซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย และความกดดันสภาวะจิตใจสูงก่อให้เกิดความเครียด ส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจและภาวะสุขภาพของผู้ปฏิบัติ รวมไปถึงครอบครัวและผู้ใกล้ชิดได้ง่าย ความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัยดังกล่าวยังรวมถึง

-   การมีความเครียด และอารมณ์ขุ่นมัว

-   การเกิดความเจ็บและป่วยจากการทำงาน

-   การสูญเสียชีวิต สวัสดิภาพและทรัพย์สินจากอุบัติเหตุขณะปฏิบัติงาน

-   การมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีในระยะยาว

       ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉินจะต้องให้ความตระหนักต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อร่างกาย จิตใจของตนเอง ก็จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติสามารถเผชิญกับปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข โดยปัจจัยของความไม่ปลอดภัยในการปฏิบัติงานมักจะเกิดขึ้นจาก

      คน บุคลากรผู้ปฏิบัติมีความไม่พร้อมในมิติต่างๆ ได้แก่ สุขภาพ พฤติกรรมส่วนตัว จิตใจที่ไม่พร้อมและสำนึกหรือเจตคติในเรื่องความปลอดภัย 

      อุปกรณ์ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานมีสภาพไม่เหมาะกับการใช้งาน จำนวนไม่เพียงพอและขาดประสิทธิภาพ

      ระบบการทำงาน  ไม่เหมาะสมและหรือสามารถเอื้อประโยชน์ต่อการทำงาน 

      สิ่งแวดล้อม ที่มีความเสี่ยง ไม่เหมาะสมกับการทำงาน รวมถึงผู้ร่วมงาน

  ปัจจัยด้านคนหรือบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน 

คนหรือตัวผู้ปฏิบัติเป็นองค์ประกอบที่สำคัญและสามารถบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยได้ ดังนี้

1.   ความปลอดภัยด้านร่างกาย ในการปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เกิดความปลอดภัยมีสวัสดิภาพที่ดีผู้ปฏิบัติควรมีการเตรียมการณ์และปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องและเหมาะสม ดังนี้

1.1   มีความพร้อมทางสุขภาพร่างกายที่ดี  “อโรคยา ปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ การมีสุขภาพที่ดีทั้งทางกายและจิตใจนั้น จะทำให้อย่างน้อยตัวเองรู้สึกดีกับตนเอง มีความมั่นใจ มีความอดทนต่อการทำงาน สามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมได้   ความสัมพันธ์ที่ดีที่เหมาะสมระหว่างภาวะทางกรรมพันธุ์   เชื้อชาติ  เพศ  อายุ  ระดับพัฒนาการ  ปัจจัยทางสรีระวิทยากับปัจจัยทางด้านจิตใจ  รวมถึงความเชื่อ เจตคติ ค่านิยม และ ความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง เหมาะสม  ดังนี้

1)   ร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรงปราศจากโรคหรือความเจ็บป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์

2)   มีการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้องตามหลักพฤติกรรมสุขบัญญัติ 10 ประการซึ่งถือเป็นความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วย

-   ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด

-   รักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันทุกวัน

-   ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย

-   กินอาหารที่สุกสะอาดปราศจากสิ่งเจือปนที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด หรือสีสรรฉูดฉาด

-   งดบุหรี่ สุราสารเสพติดและการสำส่อนทางเพศ

-   สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น

-   ป้องกันตนโดยความไม่ประมาท

-   ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

-   ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ

-   มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม  

3)   พักผ่อนอย่างเพียงพอ

4)   มีการตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

1.2   มีพฤติกรรมการแสดงออกส่วนบุคคลที่ดี

1)  พฤติกรรมการปฏิบัติงาน

-   สวมชุด หรืออุปกรณ์ป้องกันอันตรายเพื่อปกป้องร่างกายส่วนต่างๆที่เหมาะสม

-   มีความรู้เป็นภูมิคุ้มกันโรคและภัยที่เกิดจากการปฏิบัติงาน

-   พฤติกรรมลดความเสี่ยง เช่น การป้องกันและควบคุมเชื้อ การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ

-   ปฏิบัติงานตามหลักปฏิบัติทางการแพทย์ที่ถูกต้อง

2)   พฤติกรรมอนามัยที่ดี

-   การรักษาความสะอาด 

-   การบริโภคอาหารไม่เป็นเวลาและอาหารที่มีประโยชน์

-   เลือกบริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

3)   มีกิริยามารยาทที่ดี อ่อนน้อม ไม่ก้าวร้าว พูดจาสุภาพ  

4)   การเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้กับตนเอง โดยการฉีดวัคซีน

(1)   ในผู้ปฏิบัติ (ผู้ใหญ่) 

-   บาดทะยัก T หรือ บาดทะยัก คอตีบ ไอกรน DPT ครบ 3 ครั้งเมื่อเริ่มต้น  ซ้ำในเดือนที่ 1 และเดือนที่ 6

-   ไวรัสตับอักเสบ HB ครบ 3 ครั้งเมื่อเริ่มต้น  ซ้ำในเดือนที่ 1 และเดือนที่ 6 โดยมีข้อแนะนำเพิ่มเติม คือ ควรเจาะเลือดตรวจ HBV markers ที่เหมาะสม (HbsAg Anti HBs หรือ Anti Hbc) ก่อนการฉีด

-   JE สำหรับผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่สถานการณ์โรคชุกชุม ควรฉีดให้ครบ 2 ครั้งเมื่อเริ่มต้นและเดือนที่ 12 เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือนก่อนเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่

(2)   ในสตรีมีครรภ์หรือก่อนแต่งงาน

-   วัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมันและคางทูม สำหรับสตรีที่ไม่เคยมีประวัติการฉีดวัคซีนมาก่อนในวัยเด็ก  ห้ามฉีดในสตรีตั้งครรภ์และต้องแน่ใจว่าการฉีดก่อนและหลังแต่งงานว่ามีการคุมกำเนิด 100% 

-   วัคซีนป้องกันบาดทะยัก ครบ 3 ครั้งเมื่อเริ่มต้น  ซ้ำในเดือนที่ 1 และเดือนที่ 6

หลังฉีดครบควรคุมกำเนิดต่อไปอีก 1 เดือน หากเป็นช่วงการตั้งครรภ์ต้องฉีด 2 ครั้งและหลังคลอด 1 ครั้ง

-   วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า สำหรับผู้ปฏิบัติที่ถูกสุนัข แมว หนู ค้างคาวหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ถึงแม้สัตว์นั้นจะไม่ปรากฏอาการ หากมีบาดแผลที่ถูกกัดหรือมีบาดแผลที่ผิวหนังและสัมผัสน้ำลายของสัตว์ให้ทำความสะอาดบาดแผลนั้นด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีและตามด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อใส่ทันที และรีบไปฉีดวัคซีน หากบาดแผลที่ถูกกัดมีหลายแผลและใกล้ศีรษะควรฉีดอิมมูโนโกบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าด้วย

-   วัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดวัคซีนตาย ของไวรัส 3 สายพันธุ์ได้แก่ H1N1 H3N2 และ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ B1 มักจะฉีดเมื่อมีการระบาดในพื้นที่ การฉีดในผู้ใหญ่ฉีด 1 ครั้งแต่สำหรับเด็ก 6 เดือน – 8 ปีให้ฉีด 2 ครั้งห่างกัน 1 เดือน

5)    หลีกเลี่ยงสิ่งทำลายสุขภาพ

-   ไม่ดื่มสุรา สารเสพติด บุหรี่และยาบางประเภท

-   การเล่นการพนัน

-   หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือที่ที่มีกลิ่น ควัน

1.3  เจตคติและพฤติกรรมความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

-   การปฏิบัติตามงานตามหลักการและขั้นตอนปฏิบัติกำหนด

-   การป้องกันและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างถูกต้องเหมาะสม เช่นการใช้กล้องส่องดูแทนการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงอันตราย การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนการเข้าปฏิบัติงาน เป็นต้น

-   มีการประเมินสถานการณ์ก่อนออกปฏิบัติการ

-   มีการวางแผนการปฏิบัติงาน อย่างถูกต้องตามหลักการทางการแพทย์

-   มีพฤติกรรมด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานที่

การล้างมือ ทั้งก่อนและทุกครั้งหลังการสัมผัสผู้ป่วย

การสวมวัสดุอุปกรณ์ป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม ได้แก่ แว่นตา ถุงมือยางหรือถุงมือ     

เอนกประสงค์ เสื้อกาวน์ หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากพิเศษเพิ่มเติม

2.   ความพร้อมทางด้านจิตใจ 

2.1   มีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient) ได้แก่

-   ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง

-   ความสามารถในการเห็นใจผู้อื่น

-   ความสามารถในการรับผิดชอบ                

2.2   ปราศจากความเครียด กังวลใจ หากต้องประสบปัญหาก็สามารถขจัดความรู้สึกนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.3   ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

-   อย่างมีสติ

-   ให้การเอาใจเขามาใส่ใจเรา

-   เข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้น และเข้าใจความรู้สึกของผู้เจ็บป่วย ญาติ

2.4   มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ

2.5   ให้เกียรติและเคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่น ทั้งผู้ร่วมงาน ญาติ ผู้ป่วยและผู้ร่วมงานอย่างสม่ำเสมอ

3.   มีความสุขในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นความพร้อมทางสติปัญญา ให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่และรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในขณะปฏิบัติงาน ซึ่งได้แก่

3.1   มีความรู้ เกี่ยวกับโรค อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

3.2   ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักการและแนวทางการปฏิบัติงานทางการแพทย์กำหนดไว้

3.3   ความสามารถในการพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล

1)   ความสามารถในการรับรู้และสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง 

2)   ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหา

3.4   ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

1)   ความภาคภูมิใจในตนเอง

2)   ความพึงพอใจในชีวิต

3)   ความสงบทางจิตใจ

3.5   มีความสามารถในการมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น

ความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากการทำงานของผู้ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉิน

          โดยธรรมชาติบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในระบบฯมักต้องประสบกับความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยได้ค่อนข้างสูง เนื่องจากลักษณะของงานที่ปฏิบัติ และวิถีการดำเนินชีวิต แนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดสวัสดิภาพให้เกิดความเหมาะสมตาม ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

 ความปลอดภัยของร่างกาย

1.   การติดเชื้อโรค Infection  คือ วงจรที่มีเชื้อจุลชีพที่เป็นอันตรายในร่างกาย และทำให้เกิดการเจ็บป่วยหรือเป็นโรค สามารถกระจายติดต่อไปยังบุคคลอื่นหรือระหว่างสิ่งมีชีวิตกลุ่มเดียวกัน เชื้อโรคที่เป็นอันตรายดังกล่าวสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายโดยแฝงตัวมากับร่างกายของคน หรือบางครั้งก็ปะปนอยู่ในอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน สารคัดหลั่งแม้เพียงหยดเดียวจากปากของผู้ที่มีอาการป่วยด้วยโรคที่เกิดจากเชื้อโรค เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ สามารถแพร่กระจายไปในอากาศเมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือแม้แต่หายใจ และจะแฝงตัวอยู่บนพื้นผิวที่ละอองน้ำสัมผัส หรือทำให้ผู้อื่นที่หายใจเอาละอองเชื้อโรคดังกล่าว ส่งผ่านการติดเชื้อจากผู้เจ็บป่วยสู่ผู้ปฏิบัติงานและกระจายไปสู่ผู้อื่นและคนในครอบครัวได้ ซึ่งจะแสดงออกหรือส่งผลเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่

1.1   การติดเชื้อที่มีอาการ (Clinical Infection) หมายถึง การติดเชื้อที่ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยจากการติดเชื้อปรากฏให้เห็นและสามารถตรวจพบได้

1.2   การติดเชื้อแบบไม่มีอาการ (Subclinical Infection) หมายถึง การติดเชื้อที่ผู้ติดเชื้อยังไม่มีอาการของการติดเชื้อปรากฏให้เห็นชัด

1.3   การติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic Infection) หมายถึง การติดเชื้อจากเชื้อที่ปกติจะไม่ก่อให้เกิดโรคในคนที่แข็งแรง เชื้อเหล่านี้มักพบอยู่ในสิ่งแวดล้อมของคนอยู่แล้ว (Normal flora)

ปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของการติดเชื้อ

1)   ความต้านทานของผู้สัมผัสเชื้อ

2)   จำนวนของเชื้อโรคที่ได้รับเข้าไป 

3)   ความรุนแรงของเอ็นไซม์ที่เชื้อโรคผลิตขึ้น

4)   ความสามารถของเชื้อโรคในการสร้างสารที่จะจับกับเซลล์ของร่างกายมนุษย์

หลักของการดูแลและใช้อุปกรณ์ในการป้องกันการติดเชื้อ

1)   ผู้ปฏิบัติจะสัมผัสโดยตรงได้เฉพาะวัตถุที่แน่ใจว่าสะอาด ปราศจากเชื้อ

2)   ผู้ปฏิบัติไม่สัมผัสโดยตรงกับวัตถุที่ปนเปื้อนกับเชื้อโรค หรือไม่แน่ใจว่ามีการปนเปื้อน

3)   หากผู้ปฏิบัติต้องสัมผัสกับวัตถุที่ไม่แน่ใจว่าปราศจากเชื้อให้ถือว่าวัตถุนั้นมีการปนเปื้อน 

4)   วัสดุ อุปกรณ์ที่ผ่านการทำลายให้ปราศจากเชื้อจะคงสภาพปราศจากเชื้อได้เมื่อถูกเก็บรักษาอย่างปราศจากเชื้อ

5)   วัสดุ อุปกรณ์ที่ทำให้ปราศจากเชื้อแล้วจะต้องเก็บไว้ในสถานที่สะอาด แห้ง ห่อบรรจุอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ถูกเปิดออก ไม่มีรอยฉีกขาด รอยรั่ว เปียกชื้น 

6)   วัสดุ อุปกรณ์ที่ทำให้ปราศจากเชื้อจะปราศจากเชื้อได้ต้องยังไม่หมดอายุ โดยดูจากซองบรรจุจะระบุ “วันหมดอายุ” หรือ “expiration date” 

7)   การเปิดห่อบรรจุของปราศจากเชื้อ หากใช้ไม่หมดให้ถือว่าวัสดุ อุปกรณ์นั้นไม่ปราศจากเชื้อแล้ว เพราะการสัมผัสกับอากาศถือว่าไม่ปราศจากเชื้อ จากการที่มีเชื้อโรคในอากาศจะตกลงบนของวัสดุ อุปกรณ์ดังกล่าวแล้ว

8)   การเดินข้ามวัสดุ อุปกรณ์ที่ปราศจากเชื้อไปมา การพูดคุย การหัวเราะ การเอื้อมข้ามของปราศจากเชื้อ เป็นการทำให้วัสดุ อุปกรณ์นั้นไม่ปราศจากเชื้อ

9)   วัสดุ อุปกรณ์ที่ปราศจากเชื้อเมื่อเปิดห่อของปราศจากเชื้อแล้ว เพื่อนำมาใช้งานต้องวางบนที่ที่ปราศจากเชื้อโดยมีระยะห่างจากขอบพื้นที่ที่ไม่ปราศจากเชื้อระยะ 1 นิ้ว และก่อนที่จะนำไปใช้กับผู้ป่วยในปฏิบัติการการหยิบจับต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ปราศจากเชื้อเช่นกัน หรือต้องยังไม่ถูกสัมผัสกับผู้ปฏิบัติ จึงถือเป็นวัสดุ อุปกรณ์ที่ปราศจากเชื้อ 

10)   หากไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ปราศจากเชื้อยังคงความปราศจากเชื้อหรือไม่ ให้ถือว่าสิ่งของนั้นไม่ปราศจากเชื้อ

วิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการติดเชื้อ มีดังนี้

1)   การป้องกันตนเองจากการรับเชื้อ

(1)   การใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองที่เหมาะสมขณะปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ 

-  การสวมแว่นตาถ้าสวมแว่นสายตาอยู่อาจสวมทับอีกชั้นหนึ่ง

-  การสวมถุงมือยางเมื่อจำเป็นต้องสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากผู้ป่วย และควรเปลี่ยนทุกครั้งที่สัมผัสผู้ป่วยอื่น

-  การสวมหน้ากากอนามัย mask ที่เหมาะสม ครอบปากและจมูก

-  การสวมเสื้อคลุม (กาวน์) ใช้ในกรณีที่มีการกระเด็นเปื้อนจากของเหลวที่มาจากผู้ป่วย

(2)   การล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสกับผู้ป่วย และหลังเสร็จสิ้นการให้ความช่วยเหลือ   

(3)   การจัดให้มีภาชนะบรรจุสารคัดหลั่ง เสมหะและมูลฝอยจากผู้ป่วยที่ถูกต้องและเหมาะสม

(4)   การทำความสะอาดของพื้น ผนังและอุปกรณ์ภายในตัวรถ ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้กับผู้ป่วยเหมาะสม

(5)   การฉีดวัคซีน&การคัดกรอง/ตรวจก่อนฉีดกรณีมีการระบาดของโรค

(6)   การสวมหน้ากากอนามัยให้กับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม

(7)   การปิดระบบทำความเย็นภายในห้องผู้โดยสารและเปิดหน้าต่างระบายอากาศแทนในผู้ป่วยที่สงสัยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

(8)   การขอคำปรึกษาทางการแพทย์ในการป้องกันการติดเชื้อ 

2)   การป้องกัน ควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ

-  ใช้หลัก Universal Precautions vs. BSI

-  มีการวางแผนควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ

-  การควบคุมเชื้อและทำให้ปราศจากเชื้อของเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ 

-  การป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการให้ความช่วยเหลือ

-  การล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้กับผู้ป่วยหลังการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี

3)   การส่งเสริมสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ

-  อากาศและการระบายอากาศภายในตัวรถที่ดี

-  การตรวจทางการแพทย์เวชกรรมป้องกันตามความเหมาะสม

-  การติดตามตรวจสอบหรือทดสอบ

-  การปฏิบัติตนตามสุขบัญญัติอย่างต่อเนื่อง

-  การหาความรู้เกี่ยวกับโรคและวิธีปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง

-  การฉีดวัคซีนตามกำหนด

2.   การเกิดอุบัติเหตุ Accident จากการทำงาน

1)   การเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

-   การขับขี่อย่างปลอดภัย ปฏิบัติตามกฎจราจรและข้อกำหนดในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย

-   การศึกษาเส้นทางที่ใช้ในการปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ

-   การประเมินสถานการณ์ ณ จุดเกิดเหตุ

-   การตรวจสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงอันตราย

2)   การได้รับมลพิษทางกายภาพและ เคมี เสียง รังสี สารเคมี เครื่องจักรกลและกระแสไฟฟ้า

วิธีลดความเสี่ยง

       -   การใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูสถานการณ์ระยะห่างไกล

-   การตรวจดูแผ่นป้ายประกาศ

-   สวมชุดป้องกันตนเองอันตราย และอุปกรณ์สำหรับหายใจที่เหมาะสม

-   การศึกษา ดูคู่มือวัตถุอันตราย

-   ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมีสติ เอาใจใส่และระมัดระวัง

-   ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

-   การจะเข้าปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยต่อเมื่อสถานการณ์ปลอดภัยแล้วและสามารถจำกัดการปนเปื้อนวัตถุอันตรายของผู้ป่วยได้เท่านั้น

-  ต้องได้รับการฝึกอบรมเป็นพิเศษในเรื่องวัตถุอันตราย

3)   การถูกทำร้าย หลักในการปฏิบัติในสถานการณ์เสี่ยง ได้แก่

-  ต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมสถานการณ์ได้ก่อนจะเข้าให้การช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย

-  ห้ามผู้ปฏิบัติเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเหตุการณ์ยกเว้นการให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วย

-  ระวังการทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุ

4)  สภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตรายเป็นความเสี่ยงภัยสูงสุด อาจเกิดจากสิ่งที่คาดไม่ถึง

        วิธีช่วยลดความเสี่ยง

-   คาดการณ์ถึงอันตรายที่อาจเกิดระหว่างปฏิบัติงาน และลดภาวะความเสี่ยงเป็นเบื้องต้นก่อนเข้าปฏิบัติการ เช่น การตัดกระแสไฟฟ้าที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติ เหตุเพลิงไหม้จะเข้าสถานที่เกิดเหตุเมื่อสถานการณ์สงบหากมีการระเบิดห้ามเข้า หากเป็นเหตุวัตถุอันตรายให้อยู่เหนือลมและรายงานหน่วยงานเฉพาะเข้าดำเนินการรอจนมีการส่งผู้ป่วยจากผู้เชี่ยวชาญ 

-   ความพร้อมในการปฏิบัติงาน

-   การสวมชุดป้องกันตนเองจากความเสี่ยงนั้น ได้แก่ การสวมชุดป้องกัน ถุงมือ หมวกนิรภัย แว่นตา

-   ร้องขอการสนับสนุนเฉพาะกรณี

-   รายงาน ในกรณีจำเป็น

3.  การได้รับบาดเจ็บจากการยกของและ การเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่ถูกต้องตามหลักทางกลศาสตร์ขณะปฏิบัติการ

วิธีลดความเสี่ยง

-   ประเมินความเหมาะสม ถ้ามีเวลาวางแผนล่วงหน้า

-   รู้ขีดจำกัดของตนเอง

-   ขอคำแนะนำจากผู้ชำนาญการ

-   ผู้นำทีมสื่อสารกับทีม

-   มีการวางเท้าอย่างเหมาะสมและมีท่ายืนที่มั่นคง

-   หายใจออกระหว่างใช้กำลังยก

-   เอาสิ่งที่จะยกไว้ใกล้กับตัวและต่ำกว่าระดับไหล่

-   ใช้กล้ามเนื้อขาและหลีกเลี่ยงการบิดตัว

-   เปลี่ยนท่าและยืดลำตัวตรง

4.   สถานการณ์ที่ต้องเผชิญผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านอารมณ์ ส่งผลกระทบด้านจิตใจ และอารมณ์ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน แน่นอนต้องประสบกับผู้เจ็บป่วย การเผชิญกับการเสียชีวิตของผู้ป่วย ก่อให้เกิดผลกระทบทอดต่อไปถึงร่างกาย จิตใจของผู้ปฏิบัติ ครอบครัวและสังคมโดยรอบตัวผู้ปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว ผลกระทบดังกล่าว คือ

4.1  ความเครียด วิธีการจัดการกับความเครียด

1)   ตั้งสติ และพยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างทำให้ดีที่สุด

2)   ตระหนักถึงสัญญาณเตือนของภาวะเครียด 

3)   ตระหนักถึงอาการและอาการแสดงของความเครียดที่ปรากฏ ได้แก่

-   นอนไม่หลับ

-   อารมณ์หงุดหงิดง่าย

-   รู้สึกเศร้าโศก

-   วิตกกังวล

-   รู้สึกผิด

-   ไม่มั่นใจ

-   เบื่ออาหาร

-   ความรู้สึกทางเพศลดลง

-   แยกตัวเอง

-   ความสนใจในการปฏิบัติงานลดลง

-   ไม่กระตือรือร้นในการปฏิบัติงาน

-   มีการแสดงออกด้านร่างกาย

-   รู้สึกหมดหวัง

-   ดื่มสุราหรือใช้ยาเสพติด

4)   ปรับตัวให้การดำเนินชีวิตกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

-   อาหารไขมันต่ำและคาร์โบไฮเดรทสูง, 

-   การผ่อนคลาย 

-   การนั่งสมาธิเพื่อการพักผ่อน– ออกจากสิ่งที่ทำให้เครียด

-   การจัดการเรื่องเวลา

-   มีผู้ช่วยมืออาชีพเชื่อว่าสิ่งต่างๆสามารถแก้ไขได้ พยายามระบายความรู้สึกให้เพื่อนร่วมงานที่ไว้วางใจได้

4.2   ความเศร้าโศก เสียใจ วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเศร้าโศก เสียใจ

1)   ให้เวลากับความรู้สึกเศร้าเสียใจ เรียนรู้และอยู่กับชีวิตที่มีการสูญเสีย

2)   แสดงความรู้สึกออกมา ด้วยการพุดคุย บุคคลต้องการที่ที่ปลอดภัยในการแสดงความรู้สึกเหล่านี้ออกมา มากเท่าที่ผู้เล่าอยากจะเล่า

3)   สร้างตารางทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้การก้าวผ่านแต่ละวันเป็นไปได้ง่ายและเกิดความเชื่อมั่นในการเผชิญชีวิตต่อไป

4)   ไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถามในชีวิต สิ่งที่จะช่วยได้คือ การอ่านหนังสือที่เขียนโดยผู้มีประสบการณ์ในลักษณะเดียวกัน เพื่อเรียนรู้วิธีต่างๆที่สามารถนำมาใช้จัดการกับชีวิต

5)   ใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง ในเรื่องของการรับประทานอาหาร การพักผ่อน การทำกิจกรรมต่างๆ การออกกำลังกาย

6)   ถ้ารู้สึกว่าไม่ดีขึ้นภายในสองสามสัปดาห์ ให้ปรึกษาแพทย์ หรือถ้ามีปัญหาทางอารมณ์ในอดีต เช่น ซึมเศร้า หรือ ใช้สารเสพติด ควรมีแหล่งช่วยเหลือทางจิตใจ เพราะว่ามีโอกาสที่จะเกิดอาการเหล่านี้ซ้ำได้อีก 

4.3   การขาดความเชื่อมั่นในตนเอง  วิธีลดความเสี่ยง

-   ความกลัว

-   ความภาคภูมิใจในตนเอง 

-   ความพึงพอใจในชีวิต

-   การลดแรงกดดันทางอารมณ์

-   การสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง 

-   การอดทนอดกลั้น

4.4   ปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้องในสถานการณ์ หรือข้อผิดพลาดที่มีผลด้านจิตใจ

1)   สถานการณ์ผู้ป่วยใกล้ตาย

-   ปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างเคารพในศักดิ์ศรีและตรงตามความต้องการจนวาระสุดท้าย

-   เข้าใจญาติหรือครอบครัวของผู้ป่วยที่แสดงอารมณ์รุนแรง โกรธ หรือท้อแท้สิ้นหวัง

-   เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้แสดงความรู้สึกออกมา และรับฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ

-   อย่าให้ความมั่นใจผิด ๆ

-   การปลอบโยนให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยและครอบครัว

-   ใช้น้ำเสียงและการสัมผัสที่นุ่มนวลอ่อนโยน

-   ทำให้ผู้ป่วยรู้ว่าจะทำทุกอย่างที่จะสามารถช่วยเขาได้ 

2)   การบอกข่าวร้ายการสูญเสียแก่ผู้ใกล้ชิดและญาติ

-   เลือกผู้แจ้งข่าวที่เหมาะสม 

-   วางแผนรองรับผลสะท้อนทั้งในทางเศร้าเสียใจและความรุนแรง

-   เลือกที่จะตั้งคำถามและใช้คำอย่างระมัดระวัง

-   ให้เวลาเล็กน้อยก่อนที่จะถามคำถามต่อไป

-   อธิบายถึงสิ่งที่ได้ดำเนินการ พร้อมเสนอความช่วยเหลือถ้าต้องการ

-   จัดทำรายงานทางการแพทย์อย่างตรงไปตรงมา

      3)   ผู้เจ็บป่วยปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ

-  เคารพในการตัดสินใจของผู้ป่วย

-  แสดงให้ผู้ป่วยเห็นในความสำคัญของผู้ป่วยต่อตนเอง ครอบครัวและผู้ใกล้ชิด

-  เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายความคับข้องใจ

-  แสดงความจริงใจของผู้ปฏิบัติที่ปรารถนาจะช่วยเหลือให้พ้นความทรมาน

-  ใช้คำพูดที่สุภาพ นุ่มนวลน้ำเสียงที่หนักแน่นสร้างความมั่นใจ ไว้ใจแก่ผู้ป่วย 

4)   ผู้ป่วยถูกทำร้าย การดูแลที่สำคัญ คือ

-  ให้การรักษาพยาบาลที่เหมาะสม

-  มีสติควบคุมตนเองไม่ลงความเห็นใดที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

-  ประสานงานศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ เพื่อประสานศูนย์คุ้มครองเด็กและสตรี

-  ค้นหาข้อมูลที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วย

-  บันทึกข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ   

4.5   ความกังวลใจ

 -  ตัดเรื่องต่างๆออกไปจากความคิด และปล่อยวางเรื่องควบคุมไม่ได้

 -  หาต้นเหตุแห่งความกังวลใจ

 -  คิดอย่างเป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผล

-  ทบทวนเรื่องที่กังวลว่า ได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง

-  หากได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้วก็วางเรื่องนั้นเสียเพราะไม่มีประโยชน์

-  จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ได้กระทำไปแล้วว่าทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

-  อยู่กับปัจจุบัน ให้รู้ตัวบ่อยๆ

-  หากิจกรรมอื่นๆทำอย่างใส่ใจ เพื่อไม่มีเวลาที่จะคิดกังวลใจ  

5.   เกิดการสูญเสียจากกลไกการเจ็บป่วย หรือข้อผิดพลาด

-  พยายามทำทุกอย่างให้เต็มที่ เต็มความสามารถ

-  แสดงถึงความจริงใจที่มีต่อผู้ป่วย

-  อธิบายให้ทราบสาเหตุที่มาแห่งข้อจำกัดหรือข้อผิดพลาดดังกล่าว

-  แสดงความรู้สึกเสียใจกับการสูญเสียนั้น

-  อธิบายถึงสิ่งที่ได้พยายามช่วยเหลือมาแต่ต้น และผลที่เกิดขึ้น

ปัจจัยด้านอุปกรณ์

1.   อุปกรณ์มีเพียงพอ เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ มีอุปกรณ์ป้องกันตนเอง อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงานที่พอเพียง สมบูรณ์พร้อมใช้งาน

2.    อุปกรณ์มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม มีการตรวจเช็คสภาพการใช้งานเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง มีการทดลอง ฝึกการใช้งานอุปกรณ์ทุกชนิดอย่างสม่ำเสมอ

3.   สภาพของอุปกรณ์ที่ใช้มีสภาพที่เพียบพร้อมกับการใช้งาน มีการรายงานสภาพและลักษณะความสมบูรณ์ของอุปกรณ์

4.   มีการใช้อุปกรณ์ตรงตามวัตถุประสงค์

ปัจจัยด้านระบบ

1.   มีการปฏิบัติการตามขั้นตอนและวิธีปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

2.   ไม่ปฏิบัติการเพียงคนเดียวลำพัง เน้นการปฏิบัติงานเป็นทีม

3.   มีความรู้ ความเข้าใจการปฏิบัติการในภาวะวิกฤต ฉุกเฉิน

4.   ไม่เอาภาระงานที่นอกเหนือหน้าที่มาไว้กับตนเองเกินความจำเป็น

5.   มีการขอคำแนะนำและความช่วยเหลือจากการอำนวยการการแพทย์ฉุกเฉิน

D   ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

1.   สภาพแวดล้อมมีอันตราย

-   คาดการณ์ถึงอันตรายได้และประเมินเป็นระยะๆ

-   มีความรู้ และได้รับการอบรมเป็นการเฉพาะ

-   มีความพร้อมปฏิบัติการ อุปกรณ์ครบถ้วนสมบูรณ์

-   มีการป้องกันความเสี่ยง

-   ร้องขอการสนับสนุน

-   รายงาน

2.   มลพิษทางกายภาพ เคมี เสียง รังสี กระแสไฟฟ้า

-   สวมชุดป้องกันที่เหมาะสม

-   มีความรู้เรื่อง สารเคมี รังสีตลอดจนกระแสไฟฟ้าพอควร

-   ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

เทคนิคการปฏิบัติเพื่อการป้องกันและแพร่กระจายของเชื้อโรค ได้แก่

1.   การล้างมือที่ถูกวิธี การล้างมือเป็นอีกวิธีหนึ่งในการป้องกันการติดเชื้อโรคเข้าสู่สู่ร่างกายผู้ปฏิบัติ ซึ่งต้องกระทำก่อนและหลังสัมผัสตัวผู้เจ็บป่วย ประสิทธิภาพของการล้างมือขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการได้แก่ ปริมาณน้ำ สบู่หรือน้ำยาล้างมือ โดยปกติให้ใช้   3 - 5 มิลลิลิตร ในการฟอกมือ การฟอกมืออย่างทั่วถึงและการถูมือ ทั้ง 2 ข้าง นาน 15 วินาที 7 ขั้นตอนๆละ 5 ครั้ง ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การถูมือบริเวณฝ่ามือทั้งสองข้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่

ขั้นตอนที่ 2 ฝ่ามือถูหลังมือ และนิ้วถูซอกนิ้ว

ขั้นตอนที่ 3 ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว

ขั้นตอนที่ 4 หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ

ขั้นตอนที่ 5 ถูนิ้วหัวแม่มือรอบฝ่ามือ

ขั้นตอนที่ 6 ปลายนิ้วถูขวางฝ่ามือ

ขั้นตอนที่ 7 ถูรอบข้อมือ

2.   การใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง Personal Protective Equipment : PPE

       อุปกรณ์ป้องกันตนเองขั้นต้น ประกอบด้วย ถุงมือ กาว์น หน้ากากอนามัย แว่นตา หมวก รองเท้า เป็นต้น เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนลงมือปฏิบัติการช่วยเหลือเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติ จึงควรให้ความสำคัญทั้งในขั้นตอนการสวมใส่ และการถอดหลังเสร็จสิ้นการใช้งาน  

2.1   การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ

1)     อุปกรณ์ในการป้องกันการติดเชื้อเบื้องต้น ได้แก่ ถุงมือ หน้ากากอนามัยและกาว์นหรือเอี้ยม

2)     อุปกรณ์ป้องกันตนเองเพิ่มเติม ได้แก่ แว่นตา หมวกและรองเท้า ทั้งนี้ให้เลือกใช้ตามความจำเป็นและความเหมาะสมในการปฏิบัติการขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

3)     อุปกรณ์ป้องกันตนเองพิเศษ ตามความจำเป็นในการปฏิบัติการ เช่น อุปกรณ์พิเศษในกรณีโรคติดเชื้อระบาดรุนแรง ได้แก่ โรคระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน โรค SARS โรคเมอร์ส ชุดปฏิบัติการในเหตุปฏิบัติการสารเคมี ชุดกั้นน้ำในกรณีอุทกภัย

       2.2   การถอดวัสดุป้องกันการติดเชื้อที่ถูกต้อง หลักในการถอดวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันการติดเชื้อ ให้พิจารณาเริ่มจากวัสดุ อุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการมีเชื้อโรคจำนวนน้อยไปหามาก ความสะดวกในการปฏิบัติและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับพื้นที่ที่มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคกับร่างกายผู้ใช้ แล้วรวบรวมไว้ในภาชนะเก็บขยะติดเชื้อตามลำดับจากส่วนด้านนอกสู่ส่วนด้านในติดลำตัว และส่วนบนลงส่วนล่าง (ลำดับใดไม่มีข้ามไปลำดับถัดไป) ดังนี้

1)   ถุงมือ

2)   แว่นตา

3)   หมวก

4)   หน้ากากอนามัย

5)   กาวน์

6)   รองเท้า

นำทิ้งลงภาชนะที่เตรียมไว้ใส่ขยะติดเชื้อรวบรวมเพื่อนำไปสู่กระบวนการทำลายเชื้ออย่างถูกต้องต่อไป อุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันตนเองเบื้องต้น ประกอบด้วย

3.   การควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรค

       เราสามารถพบเชื้อโรคได้ทุกหนทุกแห่งทั้งในอากาศ ทุกที่โดยเฉพาะในบริเวณที่ผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ อยู่ก็จะพบเชื้อโรคได้ตามพื้นผิววัสดุตามผนังและพื้นในรถพยาบาล รวมถึงสารคัดหลั่ง เสมหะ จากผู้ป่วย ดังนั้นวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยจึงอาจมีเชื้อโรคอยู่ ดังนั้นในการ ปฏิบัติงาน การควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อจึงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตาม UP ได้แก่

1)   การสวมหน้ากากอนามัยให้แก่ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ

2)   เก็บและทำลายเชื้อที่อาจมีสารคัดหลั่งติดอยู่มากับวัสดุ อุปกรณ์และขยะที่สัมผัสกับผู้ป่วยที่อย่างเหมาะสม

3)   การทำความสะอาด และทำให้ปราศจากเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้กับผู้เจ็บป่วยอย่างถูกต้อง เหมาะสม

4)   การทำความสะอาดรถพยาบาลและอุปกรณ์ภายในรถพยาบาลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ

5)   การอาบน้ำชำระล้างร่างกาย และสระผมหลังปฏิบัติการอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

อุปกรณ์ในการป้องกันตนเองขณะปฏิบัติการณ์ ได้แก่

        ถุงมือ ทำจากวัสดุประเภทยาง (Latex gloves)  ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้กับทางการแพทย์โดยเฉพาะ จะมีลักษณะบาง กระชับ ยืดหยุ่นได้ดีกว่าถุงมือยางชนิดอื่น แต่ไม่ทนต่อความร้อน มีขนาดให้เลือกใช้ตามความต้องการ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ


(1)   ถุงมือที่ไม่ปราศจากเชื้อ สามารถใช้ครั้งเดียวทิ้ง เหมาะสำหรับใช้ในการปฏิบัติการทั่วไป ในการป้องกันเชื้อโรคหรือการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนจากผู้ป่วยสู่ผู้ปฏิบัติ

(2)   ถุงมือที่ปราศจากเชื้อ 

ที่ผ่านการทำลายเชื้อที่ได้มาตรฐานแล้ว บรรจุในซอง 2 ชั้น

       

ชั้นนอก เป็นส่วนที่ไม่ปราศจากเชื้อสามารถจับและสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมได้ และชั้นในจะเป็นส่วนที่  ปราศจากเชื้อแล้วส่วนใหญ่จะมีการพับให้ถุงมืออยู่ภายในอีกชั้นหนึ่ง
          หลักในการเลือกใช้ถุงมือ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือสัมผัสกับบาดแผลป้องกันเชื้อโรคสู่ผู้ป่วยการฉีกจึงต้องใช้ความระมัดระวังไม่ไปสัมผัสกับถุงมือที่อยู่ภายในถุงมือประเภทนี้เหมาะสำหรับ เป็นปฏิบัติการที่ต้องการหลีกเลี่ยง โอกาสเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้เจ็บป่วย ซึ่งต้องระบุระยะเวลาหมดอายุ กำหนดไว้ และมีระบบการดูแลรักษาที่เหมาะสม เช่น ไม่เปียก ชื้น หรืออยู่ในที่ร้อนจนเสียคุณภาพในการใช้งานและวัสดุที่บรรจุไม่มีการชำรุด ฉีกขาดถุงมือทั้ง 2 ลักษณะมีหลักการสำคัญที่เหมือนกัน ได้แก่ เมื่อเสร็จสิ้นการใช้งานแล้วถือเป็นวัสดุที่มีเชื้อโรค ไม่สะอาดและเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อโดยเฉพาะด้านนอก ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องไม่มีการสัมผัสโดยตรงเด็ดขาด และมีการรวบรวมไว้ในที่ที่รองรับมิดชิด ระบบการควบคุมการติดเชื้อที่ถูกต้อง เหมาะสม 

         วิธีการสวมใส่ และถอดถุงมือที่ไม่ปราศจากเชื้อ

1)   การสวมใส่ถุงมือที่ไม่ปราศจากเชื้อ ใช้ในการปฏิบัติงานทั่วไปเพื่อ ป้องกันตนเองจากการสัมผัสเชื้อโรค จึงควรเลือกขนาดที่ค่อนข้างพอดีหรือใหญ่กว่ามือผู้ใช้เล็กน้อย และมือควรที่จะแห้งเพื่อให้สวมใส่ได้สะดวก โดยมีขั้นตอนการสวมใส่ ดังนี้ 

(1)   ล้างมือและเช็ดให้แห้ง

(2)   หยิบถุงมือตรวจสอบให้เป็นคู่ ข้างซ้ายและขวา

(3)   ใช้มือควรเป็นด้านที่ไม่ถนัดจับที่ขอบถุงมือข้างที่ถนัดยกขึ้นสูงกว่าระดับเอว

(4) หงายมือด้านที่ถนัดขึ้นและสอดปลายนิ้วเข้าไปในถุงมือที่เตรียมไว้ ดันให้นิ้วทั้ง 5 เข้าตำแหน่งที่ถูกต้อง

(5) ทำเช่นเดียวกับ (3) และ(4) กับมืออีกข้าง จัดให้ถุงมือทั้งสองข้างเข้าตำแหน่งที่ถูกต้อง

2)  การถอดถุงมือที่ใช้แล้ว ด้านนอกจะเป็นส่วนที่สัมผัสกับสิ่งที่ไม่สะอาดหรือเชื้อโรคแล้ว การถอดถุงมือ จึงมีความสำคัญ หากปฏิบัติไม่ถูกต้องอาจเกิดการสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้น และก่อเกิดการติดเชื้อโรคหรือการแพร่กระจายเชื้อโรคสู่ผู้อื่นต่อไปได้ ดังนั้นการถอดที่ถูกต้องจึงมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

(1)   จับด้านนอกของถุงมือบริเวณข้อมือโดยระวัง ไม่ให้ถุงมือ ด้านนอกสัมผัสกับข้อมือ ( เริ่มถอดถุงมือจากด้านใดก่อนก็ได้)


(2)   ดึงถุงมือออกในลักษณะที่ข้างในกลับออกมา อยู่ข้างนอก จนสุดปลายนิ้วมือแล้วใส่ในภาชนะที่รองรับ หรือ ใช้ปลายมือข้างที่ยังไม่ได้ถอดถุงมือรวบถุงมือที่ถอดกำไว้ในอุ้งมือ


(3)   อดนิ้วมือข้างที่ถอดถุงมือแล้วเข้าไปในด้านในของถุงอีกข้างที่ข้อมือ  แล้วดึงถุงมือออกในลักษณะมือที่ตลบถุงมือด้านในออกข้างนอกใส่ลงในภาชนะรองรับหรือตลบถุงมือ ครอบถุงมือที่กำไว้รวบทับและที่ใช้นิ้วมือดึงถุงมือทั้งสองจากด้านในทิ้งลงในภาชนะรองรับ โดยมือทั้งสองข้างไม่มีการสัมผัสกับด้านนอกของถุงมือ


(4)   ล้างมือให้สะอาด ก่อนเริ่มกิจกรรมอื่นๆต่อไป


วิธีการสวมใส่ถุงมือที่ปราศจากเชื้อ เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคสู่ผู้ป่วย หรือการจับต้องอุปกรณ์ที่ทำให้ปราศจากแล้ว ขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้

1)   การสวมใส่ 

(1)   ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง

(2)   วางซองถุงมือบริเวณที่แห้ง สะอาด วางสูงระดับเอว

(3)   คลี่ซองถุงมืออกอย่างระมัดระวังไม่ให้ถุงมือในซองหลุดออกมาสัมผัสกับภายนอก  เลือกใส่ที่ละข้างโดยเริ่มจากข้างที่ถนัดก่อน 

(4)   เผยอด้านนอกของซองถุงมือดูให้รอยพับของถุงมืออยู่ทางด้านผู้ใส่ ใส่ถุงมือข้างที่ถนัดก่อนต้องตรวจสอบการวางถุงมือซ้าย – ขวาตามลักษณะทางกายภาพและใส่ถุงมือข้างที่ถนัดก่อน เพื่อให้เกิดความคล่องในการใส่ถุงมือข้างแรก

(5)   ใช้มือข้างที่ถนัดเผยด้านนอกของซองถุงมือ แล้วใช้ นิ้วหัวแม่มือนิ้วชี้และนิ้วกลางของมือข้างที่ไม่ถนัด หยิบถุงมือข้างที่ถนัด ตรงรอยพับด้านในของ ถุงมือ สามารถหยิบจับได้

(6)   ยกถุงมือออกจากซอง โดยด้านนอกของถุงมือต้องไม่สัมผัสกับบริเวณใด ๆ

(7)   ใส่ถุงมือข้างที่ถนัดในลักษณะหงายฝ่ามือให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านหน้าของฝ่ามือ นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านหน้าของฝ่ามือ


(8)   ใช้มือข้างที่ยังไม่ได้ใส่ถุงมือ เผยอด้านนอกของซองถุงมือให้กว้างจนเห็นรอยพับของถุงมือ

(9)   หยิบถุงมือออกจากซอง ใช้ปลายนิ้วมือทั้ง 4 ของมือข้างที่สวมถุงมือแล้ว สอดเข้าในรอยพับของถุงมืออีกข้างหนึ่ง


(10)   ยกถุงมือออกมาอย่างระมัดระวัง ไม่ให้สัมผัสกับบริเวณใด ๆ แล้วใช้มือข้างที่ไม่ได้ใส่ถุงมือเก็บซองถุงมือ

(11)   ใส่ถุงมือในลักษณะหงายฝ่ามือให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านหน้าของฝ่ามือ ระวังนิ้วหัวแม่มือด้านที่ใส่ถุงมือแล้วสัมผัสกับผิวหนังของมืออีกข้างหนึ่ง

(12)   จัดนิ้วให้อยู่ในถุงมือทั้ง 2 ข้าง ทำให้กระชับตลบขอบถุงมือให้คลุมข้อมือ โดยไม่ให้นิ้วมือที่สวมถุงมือแล้วสัมผัสกับผิวหนังส่วนอื่นๆ

2)   การถอดถุงมือปราศจากเชื้อหลังใช้การเสร็จสิ้นแล้ว ด้านนอกจะเป็นส่วนที่สัมผัสกับสิ่งที่ไม่สะอาดหรือเชื้อโรคแล้ว การถอดถุงมือจึงควรถูกต้องตามหลักการแพทย์กล่าวคือไม่ให้มีการสัมผัสกับผิวถุงมือด้านนอกเพื่อป้องกันการสัมผัสกับสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรค โดยมีขั้นตอนดังนี้

(1)   จับด้านนอกของถุงมือ บริเวณข้อมือโดยระวัง ไม่ให้ถุงมือด้านนอกสัมผัสกับข้อมือ (เริ่มถอดถุง มือจากด้านใดก่อนก็ได้)


(2)   ดึงถุงมือออกในลักษณะ ที่ข้างในกลับออกมา อยู่ข้างนอกจนสุดปลายนิ้วมือแล้วใส่ลงใน ภาชนะที่รองรับ หรือใช้ปลายมือข้างที่ยังจะถอดถุงมือรวบถุงมือที่ถอดกำไว้ในอุ้งมือ


(3)   สอดนิ้วมือข้างที่ถอดถุงมือแล้วเข้าไปในด้านในของถุงมืออีกข้างที่ข้อมือ แล้วดึงถุงมือออกในลักษณะ หรือที่ตลบถุงมือด้านในออกข้างนอกใส่ลงในภาชนะที่รองรับหรือตลบถุงมือครอบถุงมือที่กำไว้รวบทับและใช้นิ้วมือดึงถุงมือทั้งสองจากด้านใน ทิ้งลงในภาชนะรองรับ

 

(4)  ล้างมือให้สะอาดอีกครั้งก่อนจะมีกิจกรรมอื่นต่อไป 

หน้ากากอนามัย ( Mask )

หน้ากากอนามัย หรือผ้าปิดจมูก Mask คือ ผ้าที่ใช้ปิดปากและจมูก มีทั้งแบบคล้องหูและคาดหัว โดยมากสายที่ใช้คล้องหูจะเป็นยางยืด ทางการแพทย์ ผ้าปิดจมูกสามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่ติดต่อทางเดินหายใจได้ง่ายและได้ผลมากกว่าวิธีอื่น ๆ หน้ากากอนามัยมีหลายชนิด หลายลักษณะตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานจึงจะเกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ หลักในการใช้หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง คือ

  


1)    หน้ากากอนามัยลักษณะทั่วไปของหน้ากากอนามัย ได้แก่ จะมี 2 ด้านคือ ด้านที่ติดตัวผู้ใส่ และด้านนอก จะมีความเฉพาะต้องใส่ให้ถูกต้อง  

2)   แต่ละด้านของหน้ากากมักจะมีสีที่ต่างกัน ด้านหนึ่งจะมีสี (เขียว, ฟ้า, ดำ, ชมพู ฯลฯ)  สำหรับด้านมีหลายสีไม่เฉพาะขึ้นอยู่กับผู้ผลิต ซึ่งอาบน้ำยาทำลายเชื้อไว้ สารเคมีช่วยในการป้องกันการซึมซับของเหลวป้องกันเชื้อโรคซึมผ่านมาสัมผัสกับผิวหนังผู้ใส่และด้านหนึ่งจะเป็นสีขาว เลือกด้านที่จะสัมผัสกับใบหน้าผู้ใช้ให้เหมาะกับการใช้งาน โดยการใช้ด้านที่มีสีออกสำหรับผู้ปฏิบัติงานและคนปกติทั่วไป และด้านที่กำหนดให้ติดกับตัวผู้ใส่ ส่วนใหญ่จะมีสีขาว

3)   มีแถบลวดเล็กสามารถพับให้ทรงตัวได้ สำหรับเพิ่มความกระชับกับสันจมูกเมื่อเวลาใส่

4)   ด้านนอกจะมีรอยพับซ้อนเป็นชั้น เพื่อช่วยให้ของเหลวหรือเสมหะไม่ไหลลงไปขังในร่องรอยพับ เวลาใส่ผู้ใส่ต้องให้ส่วนสันรอยพับคว่ำลงป้องกันการกักเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอมกระเด็นมาติดค้างในร่องของรอยพับ

5)   นอกจากนี้รอยพับยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เนื่องจากร่องของรอยพับสามารถขยาย สำหรับเพิ่มขนาดความกว้างให้พอดีกับขนาดระหว่างสันจมูกและคางของผู้ใช้ 

วิธีการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง ได้แก่

1)   ล้างมือให้สะอาด

2)   เตรียมหน้ากากอนามัยให้พร้อมใส่ ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

(1)   การเลือกใช้ให้เหมาะกับการใช้งาน

(2)   จับให้อยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง

3)   จับหูทั้งสองข้าง ให้ขอบที่มีแถบลวดอยู่ด้านบน

4)   คล้องหูกับหูทั้งสองข้าง ปรับแถบลวดให้กระชับพอดีกับสันจมูกและ 

5)   จับแถบลวดและปรับให้ขนาดความกว้างหน้ากากอนามัยถึงปลายคางพอดี

6)   ใช้มือด้านหนึ่งจับในตำแหน่งแถบลวดที่พอดีกับสันจมูก ส่วนมืออีกข้างดึงด้านล่างของหน้ากากให้ปิดคลุมไปถึงใต้คาง

วิธีการถอดหน้ากากอนามัย เมื่อเสร็จสิ้นการให้ความช่วยเหลือและการสัมผัสผู้เจ็บป่วย ผู้ปฏิบัติควรระลึกไว้เสมอว่าหน้ากากอนามัยนั้นอาจสัมผัสเชื้อโรคที่ติดมากับเสมหะ น้ำลาย หรือละอองฝอยจากการหายใจ ไอหรือจามของผู้เจ็บป่วย การถอดจึงควรถูกต้องตามหลักวิธีการที่ถูกต้องเสมอ โดยพิจารณาว่าจะไม่สัมผัสกับด้านที่อยู่ด้านนอกของหน้ากาก

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 23 April 2019, 3:44PM