เนื้อหา เรื่อง กายวิภาคและสัญญาณชีพ

ร่างกายมนุษย์และสัญญาณชีพ


       ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกายวิภาค Anatomy (เรื่องโครงสร้าง) และสรีรวิทยา Physiology (เรื่องหน้าที่ การทำงานของอวัยวะและส่วนต่างๆ) เป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการปฏิบัติงานได้ว่าการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้นจะมีการแสดงออก หรือส่งผลกับอวัยวะใดหรือระบบที่เกี่ยวข้องกันๆได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ 

ร่างกายมนุษย์ และการทำงานของอวัยวะสำคัญ

ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยส่วนต่างๆหลายส่วน พอจำแนกออกเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้

1.   ระบบโครงร่างและกระดูก  ( Skeletal System )  มนุษย์มีโครงกระดูกและระบบโครงร่างเป็นโครงสร้างของร่างกายและช่วยป้องกันอันตรายให้กับอวัยวะภายใน เมื่อประกอบกับกล้ามเนื้อ จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยกระดูกทั้งสิ้น 206 ชิ้น และเนื้อเยื่อต่างๆเกี่ยวพันประกอบกันเป็นโครงร่าง เนื้อเยื่อดังกล่าวได้แก่ กระดูกอ่อน (cartilage ) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ยืดหยุ่นกว่าและแข็งแรงน้อยกว่ากระดูก มีเอ็นยึด ( Ligament ) ที่ยึดระหว่างกระดูกกับกระดูก และเอ็น ( Tendons) ซึ่งทำหน้าที่ในการยึดกล้ามเนื้อให้ติดกับกระดูกโครงร่างที่มีความสำคัญทางการแพทย์ฉุกเฉิน คือ กะโหลกศีรษะ และกระดูกสันหลังเมื่อได้รับบาดเจ็บ กระดูกซึ่งเป็นโครงร่างของร่างกายแบ่งเป็นส่วนๆที่สำคัญๆ ดังนี้

1)   กะโหลกศีรษะ ( Skull ) ทำหน้าที่ในการป้องกันสมองที่อยู่ภายในผู้ใหญ่สมองมีขนาดบรรจุประมาณ 1 ลิตรและน้ำไขสันหลัง ประกอบด้วย

(1)   กระดูกศีรษะ Cranium 

(2)   กระดูกใบหน้า Facial bone ประกอบด้วยกระดูกเบ้าตา กระดูกจมูกและกระดูกขากรรไกรบน ส่วนกระดูกโหนกแก้ม Zygoma เป็นกระดูกที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกขมับกับกระดูกขากรรไกรบน

2)   กระดูกสันหลัง ( Spine ) ประกอบด้วยกระดูก 33 ชิ้น แบ่งออกเป็น

(1)   ระดับคอ Cervical vertebrae มี 7 ชิ้น ( C1 – C7 ) เป็นโครงร่างระดับคอ

(2)   ระดับอก Thoracic vertebrae มี 12 ชิ้น ( T1 – T12 ) เป็นบริเวณที่ยึดติดกับกระดูกซี่โครง

(3)   ระดับเอว Lumbar vertebrae มี 5 ชิ้น ( L1 – L5 ) เป็นโครงสร้างด้านหลังเชิงกราน

(4)   กระดูกกระเบนเหน็บ Sacral  Vertebrae มี 5 ชิ้น ( S1 –S5 ) ที่เชื่อมติดกันเป็นโครงร่างบริเวณหลังและเชิงกราน

(5)   กระดูก้นกบ Coccyx ประกอบด้วยกระดูก 4 ชิ้นเชื่อมติดกันเป็นก้นกบซึ่งกระดูกสันหลังตั้งแต่ระดับ C1 – S1 จะมีส่วนที่เป็น เนื้อเยื่อชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวผ่อนแรงที่รองรับระหว่างกระดูกสันหลังสองชิ้น ซึ่งทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหว ก้ม เงย หมอนรองกระดูกฯจะเป็นตัว รับน้ำหนัก และรับแรงกระแทกระหว่างกระดูก ที่เรียกว่า หมอนรองกระดูก Intervertebral disc เมื่ออายุมากขึ้น หรือใช้งานกระดูกสันหลังอย่างหนัก เช่นเล่นกีฬา ยกของหนัก หมอนรองกระดูกฯ ก็จะเสื่อม มีการแตก หรือเคลื่อนหลุดออกมา และไปกดทับเส้นประสาทของกระดูกสันหลังได้โครงร่างระดับกระดูกก้นกบ เป็นส่วนที่มีไม่มีเส้นประสาททอดผ่าน 

3)   ทรวงอก Thoracic ตำแหน่งของทรวงอกเริ่มตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงกระบังลม โดยมีกระดูกซี่โครงคู่บน 10 ตู่ล้อมรอบทรวงอกไว้ โดยมีการยึดติดกันด้วยกระดูกสันอก Sternum ณ ตำแหน่งที่มีการยึดติดกันด้านหน้าจะเป็นกระดูกอ่อน cartilage ส่วนด้านหลังติดกับกระดูกสันหลังระดับอกทำหน้าที่ในการป้องกันอวัยวะภายในได้แก่ หัวใจ ปอด หลอดเลือดใหญ่และหลอดอาหารส่วนบนเป็นกระดูกไหปลาร้า Clavicle ซึ่ง เป็นกระดูกที่วางตัวบนกระดูกซี่โครงด้านหน้ากระดูกสันหลังไปที่ไหล่ส่วนกระดูกสะบัก Scapular วางตัวบนกระดูกซี่โครงหลังตอนบน ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของไหล่ ด้วยการยึดติดกับกระดูกไหปลาร้าและกระดูกต้นแขน Humerus

4)   กระดูกอุ้งเชิงกรานและช่องท้อง (Pelvis and Abdominal) กระดูกอุ้งเชิงกรานทำหน้าที่ป้องกันอวัยวะที่สำคัญ คือ ลำไส้ที่อยู่ด้านล่าง กระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะสืบพันธุ์ในเพศหญิง ส่วนของอวัยวะที่อยู่เหนือขึ้นไปเป็นส่วนที่เรียกกันว่า ช่องท้อง  Abdominal ซึ่งเป็นส่วนที่มีกระดูกสันหลังเป็นโครงร่างด้านหลังส่วนด้านหน้าเป็นส่วนที่มีกล้ามเนื้อปกคลุมอยู่ ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะสำคัญ คือ กระเพาะอาหาร Stomach สำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ตับ Liver ถุงน้ำดี Gall bladder ตับอ่อน Pancrease ม้าม Spleen และไต Kidney

5)   กระดูกแขนและมือ Upper Extremities ประกอบด้วย กระดุกไหล่ Shoulder ต้นแขน Arm ข้อศอก Elbow ปลายแขน Forearm ข้อมือ Wrist และมือ Hand 

6)   กระดูกเท้าและขา Lower Extremities ประกอบด้วย กระดูกโคนขา กระดูกสะบ้า กระดูกหน้าแข้ง กระดูกน่อง กระดูกข้อเท้า กระดูกฝ่าเท้า และกระดูกนิ้วเท้า

7)   ข้อต่อ Joint กรณีที่กระดูกมีการเชื่อมต่อกัน และเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหว มี 2 ลักษณะ ได้แก่ การเชื่อมต่อแบบลูกบอลล์ที่อยู่ในเบ้า เช่น ข้อสะโพก ข้อไหล่ ซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเป็นมุมกว้าง หรือ เป็นแบบบานพับ เช่น ข้อศอกและข้อเข่า ซึ่งจะทำให้การเคลื่อนไหวได้เฉพาะการงอหรือเหยียดเท่านั้น

2   ระบบกล้ามเนื้อ  Muscular System เป็นเนื้อเยื่อส่วนที่สามารถ ทำให้สั้นลงได้ เมื่อกล้ามเนื้อหดสำคัญในการนำตัวก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปตามทิศทางที่กล้ามเนื้อเกาะอยู่ กล้ามเนื้อเป็นส่วนของโครงร่างของร่างกายที่ช่วยปกป้องอวัยวะภายใน ยกเว้นกล้ามเนื้อหัวใจที่มีเลือดเลี้ยงและควบคุมการหดตัว (บีบตัว) เอง

1)   กล้ามเนื้อลาย เป็นกล้ามเนื้อที่สามารถควบคุมและสั่งให้เคลื่อนไหวได้ตามที่ต้องการเป็นส่วนที่ยึดติดกระดูก และเป็นกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ของร่างกาย

2)   กล้ามเนื้อเรียบ เป็นกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถควบคุมสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวได้ เมื่อมีการหดตัวจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ ได้แก่ กล้ามเนื้อส่วนลำไส้ ผนังหลอดเลือดและหลอดลม

3)   กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นกล้ามเนื้อที่พบเฉพาะที่หัวใจ มีเลือดเลี้ยงเป็นของมันเองไม่สามารถทนต่อภาวการณ์ขาดเลือดไปเลี้ยงได้ มีการหดตัวเองตลอดเวลาอย่างอัตโนมัติ

3.   ระบบทางเดินหายใจ Respiratory System มีหน้าที่ในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และขับคาร์บอนไดออกจากร่างกาย โดยมีกระบังลมหดและคลายตัวช่วยให้อากาศ ไหลเข้า ออกสู่ระบบ ซึ่งประกอบด้วยอวัยวะ

1)   จมูกและปาก หน้าที่ในการกรองอากาศและทำให้อากาศที่หายใจมีความชื้นพอเหมาะ

2)   คอหอย เป็นทางผ่านของอากาศจากด้านหลังของโพรงจมูกต่อลงไปที่หลอดคอและกล่องเสียง ผู้ป่วยที่หมดสติอาจเกิดการปิดกั้นของลิ้นที่ตกลงมาได้

3)   กล่องเสียง หน้าที่หลักของกล่องเสียง คือ ทำให้เกิดเสียงและป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปที่ปอด

4)   ฝาปิดกล่องเสียง ทำหน้าที่ปิดกล่องเสียงเวลากลืนอาหาร เพื่อป้องการสำลักอาหารเข้าปอด

5)   หลอดลมคอ ทำหน้าที่เป็นโครงร่างของทางเดินหายใจ

6)   ปอด เป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายกรวยมี 2 ข้างประกอบด้วยหลเดลมและถุงลม

7)   กระบังลม เป็นส่วนฐานของทรวงอก เป็นกล้ามเนื้อรูปร่างโค้งเหมือนหลังคารถในช่วงการหายใจเข้า กล้ามเนื้อกระบังลมจะหดตัว และดันตัวลงไปในช่องท้อง เพื่อทำให้อากาศเข้าไปในปอด และในช่วงหายใจออกกล้ามเนื้อกระบังลมจะคลายตัวและกลับตัวสู่สภาพปกติ ซึ่งทั้งสองส่วนจะมีการเคลื่อนไหวตามการหายใจ

4.   ระบบการไหลเวียนโลหิต Circulation เป็นขบวนการขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเลือดที่ผ่านการไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ แล้วจะไหลไปสู่หัวใจห้องซีกขวา เพื่อเพิ่มแรงดันในเส้นเลือดไหลไปสู่ปอดด้านขวาไปซ้าย เพื่อเติมปริมาณออกซิเจนไหลเข้าสู่หัวใจห้องซ้ายเพิ่มแรงดัน หัวใจจะทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดที่ฟอกแล้วไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ

1)   ขนส่งออกซิเจนและสารอาหารไปยังเนื้อเยื่อต่างๆและรับของเสียกลับไปยังปอดและไตเพื่อขับออกจากร่างกาย

2)   กำจัดแบคทีเรียที่แปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย

3)   ควบคุมภาวะเลือดออก

4)   ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายโดยการเพิ่มปริมาณเลือดไปยังผิวหนังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆของร่างกายต้องการออกซิเจนที่เพียงพอเพื่อการอยู่รอด ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระบบไหลเวียนโลหิตจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจนและการตายของเนื้อเยื่อของอวัยวะสำคัญๆ โดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลางและหัวใจ อวัยวะสำคัญในระบบได้แก่

(1)   หัวใจ Heart ประกอบด้วยกล้ามเนื้อที่ช่วยในการสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ตั้งอยู่ภายในทรวงอกระหว่างกระดูกสันอกและกระดูกสันหลังระดับอก

(2)   หลอดเลือดแดง Arteries ทำหน้าที่นำเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย หลอดเลือดแดงใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่

-   หลอดเลือดแดงใหญ่ที่ลำคอ Carotid ซึ่งสามารถใช้คลำชีพจรได้

-   หลอดเลือดแดงใหญ่ที่ขาหนีบ Femoral ซึ่งสามารถใช้คลำชีพจรที่ขาหนีบได้

-   หลอดเลือดแดงใหญ่ที่แขนส่วนบน Brachial ซึ่งสามารถใช้คลำชีพจรที่ข้อพับได้และเป็นตำแหน่งที่ใช้ในการวัดความดันโลหิตที่แขน

(3)   หลอดเลือดดำ Vein นำเลือดดำจากส่วนต่างๆของร่างกายกลับไปยังหัวใจ

(4)   หลอดเลือดฝอย Capillaries เป็นหลอดเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดแดงแขนงเล็ก Arteries กับหลอดเลือดดำแขนงเล็ก Venule ที่มีทั่วทั้งร่างกาย เป็นที่ที่มีการแลกเปลี่ยนสารอาหารและของเสียกับเซลล์ของร่างกาย

(5)   เลือด Blood เป็นของเหลวที่เป็นส่วนประกอบของระบบไหลเวียนโลหิต ผู้ใหญ่มีปริมาณเลือดเท่ากับ 5 – 6 ลิตร ซึ่งในคนแต่ละคนปริมาณนี้แปรผันตามขนาดร่างกาย มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นน้ำเหลืองและส่วนที่เป็นเซลล์ 

5.   ระบบประสาท Nervous System เป็นระบบสั่งการและควบคุมอวัยวะของร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ควบคุมและแสดงออกซึ่งความรู้สึก ความเฉลียวฉลาด อารมณ์ พฤติกรรม ควบคุมกิจกรรมของอวัยวะต่างๆในระดับรู้สึกตัวและไม่รู้สึกตัว มี spinal cord เป็นที่รวมของเส้นประสาทนับล้านๆเส้น ซึ่งจะแยกกันไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย นำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะต่างๆ นำข้อมูลที่ผ่านเข้ามาทางอวัยวะการรับรู้ เช่น หู ตา จมูก ผิวหนัง กลับเข้ารายงานที่สมอง เมื่อ spinal cord ถูกทำลายเท่ากับเส้นประสาทจำนวนมากถูกตัดขาด ส่วนประกอบของระบบประสาทเป็นสองส่วน คือ

1)   ระบบประสาทส่วนกลาง Central Nervous System ประกอบด้วย สมอง ก้านสมอง ไขสันหลัง

2)   ระบบประสาทส่วนปลาย Peripheral Nervous System มี 2 ส่วน

(1)   Sensory นำข้อมูลจากส่วนต่างๆไปยังสมองและไขสันหลัง

(2)   Motor นำข้อมูลจากสมองและไขสันหลังไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย

 

6.   ผิวหนัง Skin เป็นระบบที่ห่อหุ้มร่างกาย มีกลไกการทำงานร่วมกันที่ซับซ้อน เพื่อการรักษาอุณหภูมิของร่างกาย ได้แก่ ต่อมเหงื่อ หลอดเลือดผิวหนังซึ่งสามารถหด ขยายตัวได้ตามอุณหภูมิของร่างกาย ขนและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังประกอบด้วยปลายประสาทรับความรู้สึก ป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เมื่อผิวหนังเกิดแผลจะเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ผิวหนังแบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่

1)   ผิวหนังชั้นนอกหรือหนังกำพร้า Epidermis 

2)   ผิวหนังชั้นกลางหรือหนังแท้ Dermis

3)   ผิวหนังชั้นในหรือชั้นใต้ผิวหนัง Subcutaneous หน้าที่ของผิวหนัง

       (1)   ปกป้องร่างกายจากสภาพแวดล้อมและเชื้อโรค

       (2)   ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

       (3)   ป้องกันการระเหยของน้ำออกจากร่างกาย

       (4)   รับความรู้สึก ร้อน หนาว สัมผัสรู้ เจ็บปวด และแรงกดดัน แล้วนำข้อมูลส่งไปยังสมองและไขสันหลัง

7.   ระบบสืบพันธุ์ ซึ่งมีอวัยวะบรรจุอยู่ในกระดูกอุ้งเชิงกรานเป็นหลักแบ่งเป็นระบบสืบพันธุ์ชายและระบบสืบพันธุ์สตรี 

อวัยวะเพศชาย ประกอบด้วยลูกอัณฑะ จะมีถุงอัณฑะที่ทำหน้าที่ในการผลิตตัวอสุจิ เคลื่อนตัวออกทางหลอดอสุจิผ่านต่อมลูกหมาก ซึ่งที่ต่อมลูกหมากจะผลิตสารคัดหลั่ง ที่เรียกว่า น้ำกาม หรือน้ำอสุจิมารวมตัวกับอสุจิที่ร่างกายผลิต หลั่งออกมาตามท่อปัสสาวะ และ ออกมาทางองคชาต


อวัยวะสืบพันธุ์สตรี ประกอบด้วย 2 ส่วน

       ส่วนภายในร่างกาย ได้แก่ รังไข่ ท่อรังไข่  มดลูก และช่องคลอด อยู่ภายในอุ้งเชิงกรานทั้งหมดและมีช่องทางเปิดสู่ส่วนภายนอกทาง ซึ่งทั้งหมดเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญกับการตั้งครรภ์และกระบวนการคลอดของสตรี     

ส่วนภายนอก ได้แก่ ปากช่องคลอด แคมเล็กและแคมใหญ่ ซึ่งเป็นที่ที่เปิดของปากช่องคลอด

 

 

สัญญาณชีพ Vital signs (ไวทอล ไซน์)

       โดยทั่วไปการตัดสินว่าคนจะเป็นผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะดูที่การทำงานของอวัยวะสำคัญ  2 ส่วน ได้แก่ ภาวะหัวใจหยุดเต้น และภาวะหยุดการหายใจ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนต่างมีความสัมพันธ์ต่อกัน  เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ปอดและมีออกซิเจนไหลเวียนไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆของร่างกายอย่างพอเพียง ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ทุกคนรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์จักต้องให้มีความรู้ถึงภาวะทั้งสอง ในการปฏิบัติการเพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถประเมินได้ว่าผู้เจ็บป่วยนั้นมีสภาวะความรุนแรงระดับใดได้นั้น ต้องอาศัยข้อมูลที่ได้จากประเมินวัดเป็นลำดับแรกๆของการปฏิบัติการที่เรียกว่า การประเมิน สัญญาณชีพ 

       สัญญาณชีพ Vital signs  (ไวทอล ไซน์) เป็นการวัดการทำงานของระบบสำคัญๆในร่างกายคน 3 ระบบได้แก่ ระบบการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิตรวมหัวใจ และระบบประสาทบางส่วน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ดี  โดยวิธีการวัดอย่างง่ายๆ สามารถบ่งบอกถึงความมีชีวิตของคนว่าเป็นปกติ หรือผิดปกติอย่างไร ซึ่งเมื่อใดที่สัญญาณชีพเปลี่ยนแปลงไปจากค่าปกติของบุคคล ย่อมแสดงถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับบุคคลนั้น ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ จึงควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลสัญญาณชีพที่แม่นยำเพื่อให้นำไปสู่การแปลผลที่ถูกต้อง สัญญาณชีพประกอบด้วยการประเมิน 6 อย่างคือ

1.   การหายใจ Respiration (เรสสะไปเรชั่น) โดยดูจากหน้าอกเคลื่อนไหวขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ เพื่อประเมินจำนวนครั้งของการหายใจต่อนาที และลักษณะการหายใจปกติหรือผิดปกติอย่างไร                                   

หลักในการตรวจวัดการหายใจของผู้เจ็บป่วย มีดังนี้

1)   คนสามารถกลั้นหายใจได้ จึงควรตรวจนับการหายใจโดยไม่ให้ผู้ป่วยรู้ตัวว่าถูกตรวจนับ

2)   การสังเกตการณ์หายใจโดยดูการเคลื่อนไหวของทรวงอก หรือการเคลื่อนไหวของหน้าท้อง

3)   นับจำนวนครั้งของการหายใจ จะเลือกนับการหายใจเข้าหรือออกก็ได้ โดยปกติการประเมินการหายใจจะประกอบด้วย

(1)   อัตราการหายใจ โดยการนับจำนวนครั้งของการหายใจในระยะเวลา 30 วินาทีแล้วคูณด้วย 2 เป็นอัตราการหายใจต่อหนึ่งนาที

              -  ในทารกอยู่ที่ 25 – 50 ครั้งต่อนาที 

              -  ในเด็กระหว่าง 15 – 30 ครั้งต่อนาที 

              -  ในผู้ใหญ่ 12 – 20 ครั้งต่อนาที

(2)   ลักษณะของการหายใจ ซึ่งสามารถสังเกตไปพร้อมๆกับการนับอัตราการหายใจ ลักษณะการหายใจที่พบมี 4 ลักษณะ คือ

-   การหายใจที่ปกติ ลักษณะการเคลื่อนไหวของทรวงอกเป็นปกติ ผู้ป่วยไม่ต้องพยายามใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆช่วยในการหายใจ

-   หายใจตื้น

-   หายใจลำบาก

-   หายใจมีเสียงดัง เป็นเสียงที่ได้ยินเมื่อผู้ป่วยหายใจ เช่น เสียงวี๊ด กรนหรือ เสียงครืดคราด    เสียง คร็อกในลำคอ  

 2.   ชีพจร Pulse (พั้ลส์) เป็นการประเมินอัตราการเต้นของหัวใจ โดยการนับจำนวนครั้งของการเต้นของชีพจรในระยะเวลา 30 วินาทีแล้วคูณด้วย 2 เป็นอัตราต่อนาที และลักษณะการเต้นว่าปกติหรือไม่อย่างไร ที่เกิดจากการขยายตัวและหดตัวของหลอดโลหิตแดงส่วนปลายๆ เป็นจังหวะตามคลื่นความดันที่มาจากหลอดโลหิตแดงใหญ่ใกล้หัวใจ นำเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เป็น 1 จังหวะการเต้นของหัวใจ ค่าปกติในทารกอยู่ที่ 130 – 140 ครั้งต่อนาที  สำหรับในผู้ใหญ่ประมาณ   60 – 80 ครั้งต่อนาที  หลอดเลือดใหญ่ที่สามารถใช้คลำชีพจรได้  คือ

เส้นเลือดคาร์โรติด (ที่คอ)

เส้นเลือดเบรเชียล (ที่ข้อพับแขน) ใช้ฟังเสียงเวลาวัดความดันโลหิตด้วย

เส้นเลือดฟีโมรอล (ที่ขาหนีบ)

เส้นเลือดเรเดียล (ที่ข้อมือ)        

3.   ความดันโลหิต Blood pressure(บลัดเพรสเชอร์)  เป็นการประเมินจากค่าที่สามารถวัดได้ตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไปได้ด้วย  2 วิธีในการเฝ้าฟังสัญญาณที่เกิด คือ หลังจากพัน cuff ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วทำการปั้มอากาศเข้าไปใน cuff ปกติจะปั้มไปจนถึงปริมาตร 150 มม.ปรอทโดยการดูจากระดับของ scale ของเครื่องวัดความดันโลหิต เพื่อเป็นการกีดขวางการไหลเวียนของโลหิตชั่วคราว แล้วจึงค่อยๆผ่อนปล่อยลมที่ปั้มออกทีละน้อย เฝ้าฟังเสียงสัญญาณจากการใช้หูฟัง stetoscope (สะเต็ดโตสะโคป) หรือใช้การคลำด้วยนิ้วมือในตำแหน่งซึ่งจะมีสัญญาณเสียงหรือแรงกระทบเมื่อใช้วิธีการคลำเกิดขึ้น 2 จังหวะ คือ

จังหวะแรก Systolic blood pressure (ซีสโตลิค เพลสเชอร์)  เกิดขึ้นจากการที่เลือดกระทบผนังเส้นเลือดแดงในจังหวะหัวใจบีบตัว ค่าความดัน Systolic (บน) ปกติ อยู่ที่ 90-140 mm.Hg

จังหวะที่สอง Diastolic blood pressure (ไดแอสสะโคลิค เพลสเชอรฺ์) เป็นจังหวะหรือเสียงสุดท้ายที่เกิดขึ้นก่อนที่เสียงจะเงียบไป เป็นจังหวะเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายคลายตัวพักอยู่ ค่าความดัน Diastolic (ล่าง) ปกติ อยู่ที่ 60 -90 mm.Hg

4.   อุณหภูมิของร่างกาย Temperature (เท็มเพอเรเจอร์)  ประเมินได้ด้วยวิธีง่ายๆใช้หลังมือแตะผิวหนังผู้ป่วย ปกติจะรู้สึกว่าอุ่นเล็กน้อย หรือผิดปกติอุ่นมาก ร้อน เย็นหรือเย็นชืด มีสภาวะแห้งปกติ เปียกชื้นหรือแห้งแตก การวัดอุณหภูมิมี 3 วิธีคือ

1)   การวัดทางปาก 

(1)   วิธีนี้ใช้วัดกับผู้ที่มีสติสัมปชัญญะดี สามารถให้ความร่วมมือทำตามคำแนะนำได้ ไม่มีแผลในช่องปาก ดังนั้น จึงไม่วัดอุณหภูมิร่างกายทางช่องปากในผู้หมดสติ สับสน มีประวัติการชักเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบผู้ที่หายใจทางปาก หุบปากไม่สนิท

(2)   ผู้ที่มีสติดีได้รับออกซิเจนทาง face mask (เฟสมาสค์)  หรือ nasal cannula (เนซัล แคนูล่า) และไม่หายใจทางปาก วัดอุณหภูมิทางนี้ได้โดยไม่ต้องเอาออกซิเจนออก

(3)   ไม่วัดอุณหภูมิร่างกายทางปาก หลังดื่มหรือรับประทานอาหารร้อนหรือเย็น เคี้ยวหมากฝรั่ง หรือสูบบุหรี่ ควรรอ 20-30 นาที ก่อนวัด

2)   การวัดทางทวารหนัก

(1)   วิธีนี้ใช้กับเด็กทารก และเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 4-5 ขวบ แต่ในเด็กแรกเกิดถึงขวบปีแรก ต้องระมัดระวังการเกิดบาดแผลหรือรูทะลุในช่องทวารหนัก ในบางแห่งไม่ใช้การวัดทางนี้

(2)   ไม่วัดในผู้ที่มีบาดแผลหรือมีอาการอักเสบทางทวารหนัก

(3)   ไม่วัดอุณหภูมิร่างกายทางทวารหนักหลังสวนอุจจาระ ควรรอ 30 นาทีก่อนวัด

3)   การวัดทางรักแร้ 

(1)   วิธีนี้ใช้กับผู้ที่วัดอุณหภูมิร่างกาย ทางปากและทางทวารหนักไม่ได้

(2)   ใช้กับเด็กแรกเกิด และเด็กขวบปีแรกมากกว่าการวัดทางทวารหนัก

5.  การไหลเวียนของโลหิต โดยประเมินจากการจับหรือแตะที่ผิวหนังส่วนใดก็ได้

1)   สภาวะของผิวหนังปกติจะต้องแห้ง สิ่งผิดปกติที่พบได้ คือ เปียก ชื้นหรือแห้งจนแตก

2)   สีของผิวหนังซึ่งจะบ่งบอกถึงการไหลเวียนของโลหิตในชั้นผิวหนัง ซึ่งจะพบได้ดังนี้ 

(1)   ซีด แสดงว่าเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ

(2)   คล้ำ แสดงว่าเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอหรือได้รับออกซิเจนไม่พอ

(3)   แดง แสดงว่าได้รับความร้อนมาหรือได้รับพิษจากคาร์บอนมอนน็อกไซด์

(4)   เหลือง แสดงว่ามีความผิดปกติที่ตับ

3)   ความรู้สึกถึงอุณหภูมิของผิวหนังที่ได้จากการจับหรือแตะผิวหนังที่พบได้แก่

(1)   ร้อน แสดงว่าผู้ป่วยมีไข้หรือได้รับความร้อนมา

(2)   เย็น แสดงว่าเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอหรือได้รับความเย็นมา

(3)   เย็นชืด แสดงว่าได้รับความเย็นจัดมา

4)   การไหลกลับของโลหิตในเส้นเลือดส่วนปลาย ในผู้ใหญ่สังเกตที่ด้านในของเปลือกตาหรือเล็บ เพื่อดูศักยภาพในการยืดหดของผนังเส้นเลือดฝอย capillary refill (แคพพิลล่ารี่รีฟิล) โดยการกดไปบนเล็บของผู้ป่วยจนสีเล็บเปลี่ยนเป็นสีซีด หลังจากนั้นให้ปล่อยมือจากการกดเริ่มนับดูว่าสีของเล็บเปลี่ยนกลับมาเป็นสีชมพูในเวลานานเท่าใด ปกติไม่เกิน 3 วินาทีหากน้อยหรือมากกว่านี้เป็นสิ่งผิดปกติที่ระบบไหลเวียนโลหิตที่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายของผู้ป่วย

ในกรณีที่เป็นทารกหรือเด็กจะใช้การกดที่ที่ส้นเท้าหรือฝ่ามือแทน

6.   รูม่านตา Pupils (พิวพิลส์) เป็นการตรวจประเมินที่ส่วนใหญ่จะกระทำเฉพาะกรณี โดยใช้ไฟฉายแสงขาวส่องเข้าไปในตาผู้ป่วย เพื่อประเมินดูขนาดรูม่านตาและปฏิกิริยาต่อแสงที่ส่องไปสัมผัส เพื่อประเมิน

1)   ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของรูม่านตาปกติอยู่ที่ประมาณ 3 มม. 

2)   ขนาดรูม่านตาทั้งสองข้างของผู้ป่วยเท่ากันหรือไม่ อย่างไร

3)   ปฏิกิริยาที่มีต่อแสง เป็นความสามารถในการหด ลดหรือขยายขนาดเมื่อสัมผัสกับแสงสว่าง ซึ่งจะพบได้ 

(1)   มีปฏิกิริยา (reactive) รูม่านตามีการเปลี่ยนแปลงของแสงสว่าง

(2)   ไม่มีปฏิกิริยา ( non – reaction ) รูม่านตาไม่มีการเปลี่ยนแปลงของแสงสว่าง

(3)   ปฏิกิริยาตอบสนองเท่ากันทั้งสองข้างหรือไม่

โดยปกติถ้าพูดถึงสัญญาณชีพก็มักจะหมายถึงการประเมิน 1 – 5 สำหรับข้อ 6 จะกระทำเฉพาะบางกรณีเท่านั้น บุคลากรจำเป็นต้องมีการดำเนินการประเมินสัญญาณชีพ ในผู้เจ็บป่วยทุกคนในการประเมินสภาวะผู้ป่วย และกระทำซ้ำๆต่อเนื่อง Reassessment เพื่อให้แน่ใจถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวะของผู้ป่วย ในผู้ป่วยที่อาการคงที่จะกระทำซ้ำทุก 15 นาที และสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเปลี่ยนแปลง อาการไม่คงที่ให้ดำเนินการซ้ำทุก 5 นาทีพร้อมทั้งให้มีการลงบันทึกรายงานการตรวจพบอย่างละเอียดทุกครั้ง

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 23 April 2019, 3:46PM