เนื้อหา เรื่อง การประเมินสถานการณ์และการประเมินผู้ป่วยฉุกเฉิน

การประเมินสถานการณ์และการประเมินผู้ป่วยฉุกเฉิน


การประเมินสถานการณ์ Scene size up นับเป็นปฏิบัติการสำคัญอันดับแรกที่ผู้ปฏิบัติทุกคนพึงตระหนักไว้เสมอว่าต้องกระทำทุกครั้งที่ออกปฏิบัติงานทั้งในการปฏิบัติงานฉุกเฉินปกติ หรือในปฏิบัติการในเหตุสาธารณภัย จุดเริ่มต้นนับตั้งแต่การได้รับข้อมูลแจ้งให้มีการออกปฏิบัติการ   ผู้ช่วยเหลือคนไข้จะต้องพิจารณาว่าในที่เกิดเหตุมีสิ่งใดบ้างที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเอง ทีมปฏิบัติงาน ผู้ป่วยและผู้อื่น และในการให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยรายนี้อาจมีสิ่งใดที่จำเป็นต้องการวัสดุอุปกรณ์อื่นที่จำเป็นเพิ่มเติม จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมให้ครอบคลุมก่อนออกปฏิบัติงานทุกครั้ง 

วัตถุประสงค์

1.  เพื่อวางแผนเตรียมการให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

2.  เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติการ ผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์และผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน

หลักสำคัญของการประเมินสถานการณ์ ประกอบด้วย

1.   การใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ผู้ปฏิบัติควรปฏิบัติตนตามมาตรฐานการป้องกันตนเองตามแบบ standard precaution ให้สอดคล้องตามสภาพผู้ป่วย เพียงพอและเหมาะสม จึงต้องมีการประเมินความพร้อมของตนเองและทีมปฏิบัติการ ในการป้องกันตนเองและทีมปฏิบัติการ ดังนี้

1.1   เทคนิคการป้องกันตนเอง และการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

1)  การใช้อุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรค

2)  การล้างมือ/สุขอนามัยส่วนบุคคล

3)  การทำความสะอาดและการทำลายเชื้อหลังการใช้งาน

1.2   ทักษะ/การใช้อุปกรณ์ในการป้องกันการสัมผัสสารคัดหลั่ง

1)   ป้องกันดวงตา โดยการสวมแว่น

2)   ถุงมือยาง ใช้เมื่อต้องสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย และควรเปลี่ยนทุกครั้งเมื่อจะสัมผัสผู้ป่วยรายอื่น

3)   ถุงมือเอนกประสงค์ ใช้สำหรับทำความสะอาดยานพาหนะและเครื่องมือ

4)   เสื้อคลุม หรือผ้ากันเปื้อนใช้ในกรณีที่มีการกระเด็นเปื้อนมากๆ เช่น บาดแผลจากอุบัติเหตุรุนแรงหรือการคลอดบุตร เปลี่ยนเมื่อมีความจำเป็น

5)   ผ้าปิดปาก จมูก ใช้ในกรณีที่อาจจะมีการกระเด็นของเลือด หรือสารคัดหลั่ง โดยผู้ให้การดูแลผู้ป่วยเป็นผู้ใช้ หรือกรณีสงสัยว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อของโรคที่ติดต่อทางลมหายใจ 

2.   การประเมินสถานการณ์และความปลอดภัย สถานที่เกิดเหตุ Scene safety นับว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่บุคลากรทุกคนต้องตระหนักและให้ความสำคัญ ในการประเมินความเสี่ยงต่อภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและอาจเป็นอันตรายต่อทีมปฏิบัติการ ถ้าประเมินแล้วว่าไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ผู้ปฏิบัติการก็ไม่ควรเสี่ยงเข้าไปในสถานการณ์นั้น พร้อมกับการหาแนวทางที่จะทำให้สถานการณ์นั้นมีความปลอดภัยเพียงพอที่จะสามารถเข้าทำการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัยในแต่ละสถานการณ์ ดังนี้

1)   กรณีอุบัติเหตุจราจร เมื่อเกิดเหตุการณ์ให้สังเกตสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตจากสถานการณ์ 

(1)   สิ่งที่อาจเกิดอันตรายได้แก่

-  เหตุ และประเภทรถที่เกิดอุบัติเหตุ

-  พลังงานที่รถใช้

-  หม้อแปลงไฟฟ้า สายไฟ

-  การเกิดไฟไหม้

-  การระเบิด

-  สภาพการจราจร สภาพถนนจุดที่เกิดเหตุ

(2)   การติดต่อประสานงานกับโรงพยาบาล หน่วยกู้ภัย ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฯ ในกรณีที่สถานการณ์รุนแรงเกินความสามารถที่จะกระทำได้เอง

2)   กรณีวัตถุอันตราย

(1)  เมื่อสงสัยว่าเหตุการณ์นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากวัตถุอันตราย ก่อนเข้าไป ณ จุดเกิดเหตุ สิ่งที่พึงปฏิบัติต้องพยายามหาข้อมูลว่าวัตถุอันตรายนั้น คือ อะไร และจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ช่วยเหลืออย่างไร

(2)  ประสานงานให้มีผู้เชี่ยวชาญเรื่อง วัตถุอันตรายโดยเฉพาะเข้าควบคุมสถานการณ์

3)  กรณีการทำร้ายร่างกาย/การจลาจล

(1)  กรณีที่เป็นอาชญากรรม ต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมสถานการณ์นั้นให้ได้ ก่อนที่ทีมจะเข้าไปทำการดูแลรักษา

(2)  การปฏิบัติงานในสถานการณ์อาชญากรรม

-  ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเหตุการณ์ ยกเว้นในเรื่องการดูแลรักษาผู้ป่วยเท่านั้น

-  รักษาพยานหลักฐานต่างๆในที่เกิดเหตุ

3.   การประเมินสภาวะผู้เจ็บป่วยขั้นต้น Initial assessment ซึ่งมีความสำคัญกับการวางแผนการการประเมินสภาพ    ผู้ป่วยขั้นต้น และการช่วยเหลือ เป็นปฏิบัติการฉุกเฉินหลังจากการทำ Scene safety แล้ว และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย โดยมีขั้นตอนในการประเมิน 6 ขั้นตอน ดังนี้

1)   การประเมินสภาพทั่วไป ( General impression ) โดยอาศัยการประเมินจากสภาพแวดล้อมและอาการสำคัญของผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว โดยใช้ ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่นและปากถามผู้ป่วยหรือบุคคลใกล้เคียง และยังไม่มีการสัมผัสตัว แนวทางปฏิบัติเพื่อให้ง่ายต่อการให้ได้ข้อมูลคร่าวๆได้แก่

A. =  Appearance ประเมินสภาพว่าอยู่ในภาวะที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือไม่

-   หมดสติ ไม่หายใจ/ หายใจลำบาก

-   ภาวะช็อค

-   เสียเลือดจำนวนมาก

B. =  Base on  การป่วยหรือการบาดเจ็บ เกิดขึ้นได้อย่างไร

C. =  Client ข้อมูลพื้นฐานอื่นๆของผู้เจ็บป่วย เช่น เพศ อายุ เชื้อชาติ

D. =  Define จำแนกประเภทผู้ป่วย เพื่อจัดลำดับในการให้การช่วยเหลือ

2)   การประเมินระดับความรู้สึกตัว Mental status และสติสัมปชัญญะ Conscious ของผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการบาดเจ็บและเรียกแล้วไม่ตอบสนอง หรือไม่รู้สึกตัว ก่อนดำเนินการใดใด จำเป็น ต้องตรึงกระดูกสันหลังส่วนคอผู้ป่วยไว้ก่อนเสมอทุกราย โดยมีขั้นตอนดังนี้

(1)   เริ่มด้วยการเรียก หรือพูดคุยกับผู้ป่วย ผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี สามารถพูดโต้ตอบได้ หมายถึง ไม่มีปัญหาทางเดินหายใจอุดกั้น

(2)   ระดับสติสัมปชัญญะ ( AVPU ) โดยแปลค่าเพียงระดับเดียวจาก ดังนี้

A  = Alert รู้สึกตัวดี

V  =   Verbal stimuli ซึม ตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือคำพูด

 P  =   Painful stimuli หมดสติ ปลุกตื่น ตอบสนองต่อความเจ็บปวด

U  =   Unresponsive หมดสติปลุกไม่ตื่น ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น

3)   การตรวจประเมินสภาวะผู้ป่วย Status ประกอบด้วยการประเมิน

A  คือ ทางเดินหายใจของผู้ป่วย ( Airway ) ทางเดินหายใจโล่งหรือไม่ ปกติใช้เทคนิคการฟังเสียงระหว่างการหายใจ พูดคุย สนทนา

B  คือ การหายใจ ( Breathing )  ลักษณะการหายใจใช้กล้าเนื้อหรืออวัยวะส่วนใด สม่ำเสมอหรือไม่และมีอัตราเท่าใด ปกติใช้เทคนิคการสังเกตนับจากการเคลื่อนตัวของทรวงอกผู้ป่วย

C  คือ การไหลเวียนโลหิต จากการวัดสัญญาณชีพดูชีพจร โดยการตรวจที่ข้อมือและคอ ในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ให้ตรวจที่ข้อพับแขนด้านใน

ความดันโลหิต โดยปกติตรวจวัดที่ที่บริเวณต้นแขนข้างใดข้างหนึ่ง ค่าปกติอยู่ที่ Systolic ระหว่าง 100 – 130 มม.ปรอท และ Diastolic ระหว่าง 60 – 90 มม.ปรอท

ผิวหนัง โดยการใช้มือสัมผัสผิวหนังปกติมีสีชมพู ไม่เขียว ช้ำเป็นจ้ำ หรือแดง ไม่ชื้นแฉะ อุ่นไม่ร้อนหรือแห้ง

การไหลเวียนโลหิตกลับไปยังอวัยวะส่วนปลาย โดยดูจาก capillary refill โดยการกดไปที่บริเวณเล็บผู้ป่วยจนเล็บมีสีซีด จึงปล่อยการกดจับเวลาจนถึงเล็บกลับสภาพเป็นสีชมพู ซึ่งค่าปกติไม่เกิน 2 วินาที

D  คือ การประเมินสภาวะผู้ป่วยตามสาเหตุ ( Detect ) ได้แก่ 

1)   การประเมินแบบรวดเร็ว Rapid Head to toe เป็นเทคนิคการประเมินที่ใช้กับผู้ป่วยที่ไม่รู้ประวัติ ไม่รู้สึกตัว หรืออาการวิกฤต บาดเจ็บรุนแรง

2)   การประเมินแบบเฉพาะเจาะจง Focus assessment การตรวจประเมินเฉพาะบริเวณที่ผู้ป่วยบอกว่ามีอาการผิดปกติ หรือในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 

4.   การประเมินกลไกการเจ็บป่วย หรือการบาดเจ็บ  Mechanism of Injury การประเมินกลไกการบาดเจ็บมีความสำคัญสำหรับการวางแผนการเข้าช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม กลไกของการบาดเจ็บ เพื่อค้นหาปัญหาของผู้เจ็บป่วยได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น การประเมินการบาดเจ็บ สามารถกระทำได้โดย

1)   สอบถามข้อมูลจากผู้เจ็บป่วย ครอบครัวหรือผู้เห็นเหตุการณ์

2)   การตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุว่าการบาดเจ็บเกิดจากสาเหตุใด

3)   ความรุนแรง ทิศทางของแรงที่กระแทกต่อร่างกายผู้บาดเจ็บ

4)   บริเวณร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บ

กรณีที่มีผู้เจ็บป่วยมากกว่า 1 คนต้องมีการประเมินความรุนแรงของสถานการณ์ Situation

1)   การประเมินจำนวนผู้เจ็บป่วย    

2)   ความรุนแรง ของการบาดเจ็บ

3)   ปัจจัยที่มีผลต่อการบาดเจ็บ เช่น การตกจากที่สูง ปัจจัยที่มีผลต่อการบาดเจ็บ ได้แก่ 

-  ขนาดของความสูง 

-  พื้นที่ผิวรองรับ 

-  อวัยวะส่วนแรกของร่างกายที่ลงพื้นที่

-  โครงสร้างของร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บ โดยทั่วไปตกจากที่สูงเกิน 3 เท่าของความสูงร่างกายมักมีแนวโน้มมีการบาดเจ็บที่รุนแรง 

5.   การแจ้งเหตุและรายงานไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ ผ่านระบบการสื่อสารที่กำหนด เพื่อทราบสถานการณ์ ขอแหล่งสนับสนุนเพิ่มเติม พิจารณาว่าต้องขอความช่วยเหลือก่อนที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยตามความจำเป็น เช่น หน่วยดับเพลิง มูลนิธิกู้ภัยต่างๆ หรือชุดปฏิบัติการระดับสูง เป็นต้น

การสื่อสาร ในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

การสื่อสาร communications หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร  ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์  ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการ การรายงานจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นการพูดด้วยวาจา การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร สัญลักษณ์อื่นใด การแสดงหรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจจะใช้กระบวนการสื่อสารที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม หรือตามความจำเป็นของผู้ส่งสารและผู้รับสาร  โดยมีเป้าประสงค์ให้เกิดการรับรู้ร่วมกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน  โดยคาดหวังให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งสารต้องการตามบริบททางการสื่อสารที่เหมาะสมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล

วัตถุประสงค์ของการสื่อสาร

1.  เพื่อแจ้งให้ทราบ (inform)  ในการทำการสื่อสารผู้ทำการสื่อสารควรมีความต้องการที่จะบอกกล่าวหรือชี้แจงข่าวสาร  เรื่องราว  เหตุการณ์ หรือสิ่งอื่นใดให้ผู้รับสารให้ได้รับทราบ               

2.  เพื่อสอนหรือให้การศึกษา (teach or education)  ผู้ทำการสื่อสารอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อจะถ่ายทอดวิชาความรู้  หรือเรื่องราวเชิงวิชาการ  เพื่อให้ผู้รับสารได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น     

3.  เพื่อสร้างความพอใจหรือให้ความบันเทิง (please of entertain)  ผู้ทำการสื่อสารอาจใช้วัตถุประสงค์ในการสื่อสารเพื่อสร้างความพอใจ  หรือให้ความบันเทิงแก่ผู้รับสาร  โดยอาศัยสารที่ตนเองส่งออกไป  ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของการพูด การเขียน  หรือการแสดงกิริยาต่าง ๆ

4.  เพื่อเสนอหรือชักจูงใจ (Propose or persuade) ผู้ทำการสื่อสารอาจใช้วัตถุประสงค์ใน การสื่อสารเพื่อให้ข้อเสนอแนะ  หรือชักจูงใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อผู้รับสาร  และอาจชักจูงใจให้ผู้รับสารมีความคิดคล้อยตาม  หรือยอมปฏิบัติตามการเสนอแนะของตน    

5.  เพื่อเรียนรู้ (learn) วัตถุประสงค์นี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้รับสาร  การแสวงหาความรู้ ของผู้รับสาร โดยอาศัยลักษณะของสาร  ในกรณีนี้มักจะเป็นสารที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับวิชาความรู้  เป็นการหาความรู้เพิ่มเติมและเป็นการทำความเข้าใจกับเนื้อหาของสารที่ผู้ทำการสื่อสารถ่ายทอดมาถึงตน   

6.  เพื่อกระทำหรือตัดสินใจ (dispose or decide)  ในการดำเนินชีวิตของคนมีสิ่งที่ต้องกระทำ อยู่เสมอก็คือ  การตัดสินใจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งการตัดสินใจ นั้นอาจได้รับการเสนอแนะ  หรือชักจูงใจให้กระทำจากบุคคลอื่น ทางเลือกในการตัดสินใจของเราจึงขึ้นอยู่กับข้อเสนอแนะนั้น

องค์ประกอบของการสื่อสาร

1.   ผู้ส่งสาร (sender) หรือ แหล่งสาร (source) หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการส่งสาร หรือเป็นแหล่งกำเนิดสาร เป็นผู้เริ่มต้นส่งสารด้วยการแปลสารนั้นให้อยู่ในรูปของสัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นแทนความคิด ในที่นี้จะเน้นย้ำที่ผู้ปฏิบัติ ได้แก่ ภาษาและอากัปกิริยาต่าง ๆ เพื่อสื่อสารความคิด  ความรู้สึก ข่าวสาร ความต้องการและวัตถุประสงค์ของตนไปยังผู้รับสารด้วยวิธีการใด ๆ หรือส่งผ่านช่องทางใดก็ตาม   จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม    เช่น  ผู้พูด  ผู้เขียน  ศิลปิน นักจัดรายการ องค์การ  สถาบัน  สถานีวิทยุกระจายเสียง  สถานีวิทยุโทรทัศน์   กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์  หน่วยงานของรัฐ  บริษัท  สถาบันสื่อมวลชน  เป็นต้น

คุณสมบัติของผู้ส่งสาร

1)   เป็นผู้ที่มีเจตนาแน่ชัดที่จะให้ผู้อื่นรับรู้จุดประสงค์ของตนในการส่งสาร 

2)   เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาของสารที่ต้องการจะสื่อออกไปเป็นอย่างดี

3)   เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะที่ดี น่าเชื่อถือ แคล่วคล่อง เปิดเผยจริงใจ และมีความรับผิดชอบ  ในฐานะเป็นผู้ส่งสาร

4)   เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจความพร้อมและความสามารถในการรับสารของผู้รับสาร

5)   เป็นผู้รู้จักเลือกใช้กลวิธีที่เหมาะสมในการส่งสารหรือนำเสนอสาร

2.  สาร (message) หมายถึง  เรื่องราวที่มีความหมาย หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อาจอยู่ในรูปของข้อมูล ความรู้ ความคิด ความต้องการ อารมณ์ ฯลฯ   ซึ่งถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารให้ได้รับรู้ และแสดงออกมาโดยอาศัยภาษาหรือสัญลักษณ์ใด ๆ  ที่สามารถทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันได้  เช่น  ข้อความที่พูด   ข้อความที่เขียน   บทเพลงที่ร้อง  รูปที่วาด  เรื่องราวที่อ่าน  ท่าทางที่สื่อความหมาย  เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วย

2.1   เนื้อหาของสาร  (message content) หมายถึง บรรดาความรู้ ความคิดและประสบการณ์ที่ผู้ส่งสารต้องการจะถ่ายทอดเพื่อการรับรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนเพื่อความเข้าใจร่วมกันหรือโต้ตอบกัน

2.2   รหัสสาร (message code)ได้แก่ ภาษา สัญลักษณ์ หรือสัญญาณที่มนุษย์ใช้เพื่อแสดงออกแทนความรู้ ความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกต่าง ๆ 

2.3   การจัดสาร (message treatment) หมายถึง การรวบรวมเนื้อหาของสาร แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างมีระบบ   เพื่อให้ได้ใจความตามเนื้อหา ที่ต้องการด้วยการเลือก ใช้รหัสสารที่เหมาะสม

3.   สื่อ หรือช่องทาง (media or channel) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการสื่อสาร  หมายถึง  สิ่งที่เป็นพาหนะของสาร  ทำหน้าที่นำสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร   ผู้ส่งสารต้องอาศัยสื่อหรือช่องทางทำหน้าที่นำสารไปสู่ผู้รับสาร  

4.   ผู้รับสาร (receiver)  หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือมวลชนที่รับเรื่องราวข่าวสาร จากผู้ส่งสาร   และแสดงปฏิกิริยาตอบกลับ (Feedback) ต่อผู้ส่งสาร  หรือส่งสารต่อไปถึงผู้รับสารคนอื่น ๆ ตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร   เช่น   ผู้ร่วมงาน   กลุ่มผู้ฟังวิทยุ   เจ้าหน้าที่ศูนย์รับแจ้งเหตุและประสานงาน  เป็นต้น

หลักของการสื่อสาร การสื่อสารจะประสบความสำเร็จตรงตามจุดประสงค์หรือไม่ผู้ส่งสารควรคำนึงถึงหลักการ ดังนี้  

1.   ผู้ที่จะสื่อสารให้ได้ผลและเกิดประโยชน์ จะต้องทำความเข้าใจเรื่ององค์ประกอบในการสื่อสาร และปัจจัยทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับรู้ การคิด การเรียนรู้ การจำ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพ ในการสื่อสาร

2.   ผู้ที่จะสื่อสารต้องคำนึงถึงบริบทในการสื่อสาร ซึ่งหมายถึง สิ่งที่อยู่แวดล้อมที่มีส่วนในการกำหนดรู้ความหมายหรือความเข้าใจในการสื่อสาร

3.   คำนึงถึงกรอบแห่งการอ้างอิง (frame of reference) มนุษย์ทุกคนจะมีพื้นความรู้ทักษะ เจตคติ ค่านิยม สังคม ประสบการณ์ ฯลฯ เรียกว่าภูมิหลังแตกต่างกัน ถ้าคู่สื่อสารใดมีกรอบแห่ง  การอ้างอิงคล้ายกัน   ใกล้เคียงกัน จะทำให้การสื่อสารง่ายขึ้น

4.   การสื่อสารจะมีประสิทธิผล เมื่อผู้ส่งสารส่งสารอย่างมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ผ่านสื่อหรือช่องทาง  ที่เหมาะสม ถึงผู้รับสารที่มีทักษะในการสื่อสารและมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกัน

5.   ผู้ส่งสารและผู้รับสาร ควรเตรียมตัวและเตรียมการล่วงหน้า เพราะจะทำให้การสื่อสารราบรื่น สะดวก รวดเร็วเป็นไปตามวัตถุประสงค์และสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที หากจะเกิดอุปสรรค์ ที่จุดใดจุดหนึ่ง

6.   สารที่ต้องการสื่อความควรมีความสั้น กะทัดรัดและชัดเจน หลีกเลี่ยงการใช้คำที่อาจมีความหมายไม่ชัดเจน สามารถแปลความได้ไม่ตรงกันระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร

7.   คำนึงถึงการใช้ทักษะ เพราะภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่มนุษย์ตกลงใช้ร่วมกันในการสื่อความหมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจในการสื่อสาร คู่สื่อสารต้องศึกษาเรื่องการใช้ภาษา และสามารถใช้ภาษาให้เหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคล เนื้อหาของสาร และช่องทางหรือสื่อ ที่ใช้ในการสื่อสาร

8.   คำนึงถึงปฏิกิริยาตอบกลับตลอดเวลา ถือเป็นการประเมินผลการสื่อสาร ที่จะทำให้คู่สื่อสารรับรู้ผลของการสื่อสารว่าประสบผลดีตรงตามวัตถุหรือไม่ ควรปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อบกพร่องใด เพื่อที่จะทำให้การสื่อสารเกิดผลตามที่ต้องการ

การใช้วิทยุคมนาคมเพื่อการติดต่อสื่อสารการแพทย์

การปฏิบัติการการแพทย์แน่นอนผู้สื่อสารจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติการการแพทย์เป็นอย่างดี เพื่อให้มีการสื่อสารที่เข้าใจที่ตรงกันเป็นพื้นฐานเฉพาะ ซึ่งนอกจากนี้แล้วเพื่อให้การติดต่อ สื่อสารและประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้ ได้แก่

1.   ความรู้ระเบียบการใช้วิทยุคมนาคม

1.1   ห้ามมิให้ผู้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมปฏิบัติดังนี้

1)   ติดต่อสถานีวิทยุที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครือข่ายเครื่องวิทยุคมนาคมของระบบฯ

2)   ใช้รหัสในการติดต่อสื่อสารนอกเหนือไปจากที่กำหนด

3)   รับส่งข่าวที่ไม่เป็นข่าวราชการ

4)   ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพหยาบคาย

5)   รับส่งข่าวอันมีเนื้อหาละเมิดต่อกฎหมาย

6)   ส่งเสียงดนตรี รายการบันเทิงหรือรายการโฆษณา

7)   ก่อให้เกิดการรบกวนต่อการสื่อสารของสถานีอื่นๆ

8)   ใช้สัญญาณเรียกขานปลอม หรือแอบอ้างให้สัญญาณเรียกขานของผู้อื่น

9)   ใช้ช่องทางติดต่อข่าวสารในขณะที่ผู้อื่นใช้อยู่

1.2   มารยาทในการใช้วิทยุคมนาคมในการสื่อสาร

 1)   ไม่เข้าแทรกแซงการสนทนาของผู้อื่นขณะใช้งาน

 2)   กรณีมีข่าวเร่งด่วน ฉุกเฉินต้องการแทรกหรือขัดจังหวะการใช้งานของผู้อื่น การเข้าใช้คลื่นความถี่ ควรดูจังหวะให้การส่งข่าวจบวรรคตอนและต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ใช้ความถี่ดังกล่าวอยู่ก่อนเปิดโอกาสให้แทรก

 3)   การสนทนาไม่เป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่น

 4)   ไม่ติดต่อกับสถานีที่ใช้นามเรียกขานไม่ถูกต้อง

 5)   ควรให้โอกาสสถานีที่มีข่าวสำคัญเร่งด่วน ข่าวฉุกเฉินส่งข่าวก่อน

2.   ความรู้เกี่ยวกับความถี่วิทยุคมนาคมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.1   ช่องความถี่ของกระทรวงสาธารณสุข 

2.2   ช่องความถี่ของระบบการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร

2.3   สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

2.4   เจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่

3.   ประเภทของเครื่องวิทยุคมนาคม มี 2 ประเภท ได้แก่

3.1   ประเภท 1 หมายถึง เครื่องวิทยุที่สามารถปรับความถี่ได้จากหน้าเครื่องรับ – ส่งผู้ที่สามารถใช้เครื่องประเภทนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมความมั่นคงตามที่กำหนดไว้ในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือที่เรียกว่า วิทยุคมนาคมประเภทสังเคราะห์ความถี่

3.2   ประเภท 2 หมายถึง เครื่องวิทยุที่ไม่สามารถปรับความถี่ได้จากหน้าเครื่องรับ – ส่งการปรับความถี่จะต้องโปรแกรมค่าความถี่จากเครื่องโปรแกรม หรือจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งในระบบฯ ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องประเภท 2

4.   ชนิดของวิทยุคมนาคม มีด้วยกัน 3 ชนิด ดังนี้

4.1   ชนิดพกพา หรือมือถือ Handy มีกำลังส่งสูงสุด 5 วัตต์

4.2   ชนิดติดรถยนต์ หรือเคลื่อนที่ Mobile มีกำลังส่งสูงสุด 30 วัตต์ 

4.3   ชนิดประจำที่ หรือสถานีฐาน Based มีกำลังส่งสูงสุด 45 วัตต์

5.   ระบบข่ายคมนาคมที่จะใช้งาน ได้แก่

5.1   ระบบ VHF/FM ย่านความถี่ 152 – 156 MHz สามารถใช้งานได้รวม 11 ช่องสัญญาณและย่านความถี่ประชาชน 245 MHz สามารถใช้งานได้ 80 ช่องความถี่

5.2   ระบบ SSB/AM มีความถี่ใช้งานได้ 4 ช่องความถี่

6.   ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานวิทยุคมนาคม ตามที่กฎหมายกำหนด

6.1   การใช้วิทยุคมนาคมชนิดประจำที่ ต้องมีกำลังส่ง ( ออกอากาศ) สูงสุด 45 วัตต์

6.2   การใช้วิทยุคมนาคมชนิดติดรถยนต์ ต้องมีกำลังส่งสูงสุด 30 วัตต์

6.3   การใช้วิทยุคมนาคมชนิดพกพา ต้องมีกำลังส่งสูงสุด 5 วัตต์

7.   ความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและการปรับแต่งเพื่อให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพในการสื่อสาร

7.1   วิทยุคมนาคมชนิดพกพา หรือมือถือ Handy 

7.2   วิทยุคมนาคมชนิดติดรถยนต์หรือเคลื่อนที่ Mobile 

7.3   วิทยุคมนาคมชนิดประจำที่ หรือ สถานี Based 

8.   ความสามารถในการติดต่อและวิธีการติดต่อสื่อสารด้วยวิทยุคมนาคมชนิดต่างๆ

8.1   ชนิดพกพา หรือมือถือ Handy ระเบียบกำหนดให้มีกำลังส่งสูงสุด 5 วัตต์สามารถติดต่อสื่อสารในระยะทางใกล้ๆสามารถส่งได้ไกลประมาณ 5 - 10  กิโลเมตร

8.2   ชนิดติดรถยนต์ หรือเคลื่อนที่ Mobile มีกำลังส่งสูงสุด 30 วัตต์สามารถติดต่อสื่อสารได้ระยะไกล สามารถส่งได้ไกลประมาณ 50  กิโลเมตรเนื่องจากกำลังส่งสูงกว่า 

8.3   ชนิดประจำที่ หรือสถานีฐาน Base มีกำลังส่งสูงสุด 45 วัตต์สามารถติดต่อสื่อสารได้ระยะไกล สามารถส่งได้ไกลประมาณ 100 กิโลเมตรเนื่องจากความสูงของเสาอากาศและกำลังส่งสูงกว่า

9.   ความรู้เกี่ยวกับการตั้งค่าต่างๆเพื่อใช้ในการสื่อสาร

9.1   การใช้เครื่องวิทยุคมนาคมเป็นเครื่องรับสัญญาณ ขั้นตอนการดำเนินงาน

-   เปิดเครื่อง หรือ power on

-   เลือกช่องความถี่ที่ต้องการรับสัญญาณ หรือ selector channel

-   ปรับตั้งค่าความไวในการรับสัญญาณ หรือ ปุ่ม squelch volume หรือ auto squelch

9.2   การใช้เครื่องวิทยุคมนาคมเป็นเครื่องส่งสัญญาณ ขั้นตอนการดำเนินงาน

-   เปิดเครื่อง หรือ power on

-   เลือกช่องความถี่ที่ต้องการรับสัญญาณ หรือ selector channel

-   เลือกระดับกำลังส่งออก Low mid หรือ Hi ตามความเหมาะสมของระยะทางที่ต้องการสื่อสาร

10.   การติดตั้งเครื่องวิทยุคมนาคม และการตรวจสอบอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพใช้งาน

1)   เปิดเครื่องวิทยุคมนาคม 

2)   เลือกช่องความถี่ที่ต้องการรับสัญญาณ หรือ selector channel

3)   ตั้งค่าความไวในการรับสัญญาณ หรือ ปุ่ม squelch volume เพื่อกำหนดค่าความไวในการรับสัญญาณของวิทยุ

4)   ตั้งค่ากำลังส่งออกตามความเหมาะสม

5)   หากต้องการติดต่อสื่อสารให้กดคีย์ส่ง เพื่อติดต่อสถานีปลายทาง

6)   กรณีต้องการเลิกใช้งานให้ปิดเครื่อง และแหล่งจ่ายแรงดันทุกครั้ง

7)   หากเป็นเครื่องประจำที่ให้ถอดสายอากาศออกเพื่อป้องกันฟ้าผ่ากรณีเกิดฝนตกฟ้าคะนอง

11.   หลักการและวิธีการติดต่อ

1)   ต้องการติดต่อสื่อสารเรื่องอะไร หมายถึง เรื่องที่ต้องการติดต่อ

2)   ต้องการติดต่อสื่อสาร กับใคร หมายถึง นามเรียกขานผู้ที่ต้องการติดต่อ

3)   ต้องการติดต่อสื่อสาร กับที่ไหน หมายถึง ช่องความถี่หรือสถานที่ผู้ต้องการจะติดต่อด้วยอยู่

12.   ความรู้เกี่ยวกับรหัสที่ใช้ในการสื่อสาร หรือประมวล ว.

รหัส ว.

ความหมาย

รหัสว.

ความหมาย

รหัส ว.

ความหมาย

ว. ๐

รับคำสั่ง

ว.๑๖

ความชัดเจนของสัญญาณวิทยุ

ว.๓๕

เตรียมกำลังพร้อม

ว. ๐๐

คอยสักครู่

 

ว.๑๖-๑  รับฟังไม่รู้เรื่อง

ว.๓๖

เตรียมกำลังเต็มกำลัง

ว. ๑

อยู่ที่ใด

 

ว.๑๖-๒  รับฟังไม่ชัดเจน

ว.๓๗

เตรียมกำลังครึ่งกำลัง

ว. ๒

ได้ยินแล้ว/ทราบ

 

ว.๑๖-๓  รับฟังชัดเจนพอใช้ได้

ว.๓๘

เตรียมกำลัง ๑/๓

ว. ๓

ทวนข้อความอีกครั้ง

 

ว.๑๖-๔  รับฟังชัดเจนดี

ว.๓๙

การจราจรคับคั่ง

ว. ๔

ออกปฏิบัติการ

 

ว.๑๖-๕  รับฟังชัดเจนดีมาก

ว.๔๐

อุบัติเหตุจราจร

ว. ๕

ราชการลับ

ว.๑๗

มีเหตุอันตราย ห้ามผ่าน

ว.๔๑

สัญญาณไฟจราจรเสีย

ว. ๖

สนทนาโดยตรง

ว.๑๘

ทดสอบเครื่องยนต์

ว.๔๒

จัดขบวนรถ

ว. ๗

ขอความช่วยเหลือด่วน

ว.๑๙

สถานีถูกโจมตี

ว.๔๓

จุดสกัด จุดตรวจ

ว. ๘

ข้อความต่อเนื่อง

ว.๒๐

ตรวจค้น จับกุม

ว.๔๕

ตรวจสอบบุคคล

ว. ๙

มีเหตุฉุกเฉิน

ว.๒๑

ออกเดินทางจาก ......

ว.๕๐

รับประทานอาหาร

ว.๑๐

หยุดสังเกตการณ์

ว.๒๒

ถึงปลายทางที่ ........

ว.๕๑

ป่วย

ว.๑๑

หยุดรถติดต่อวิทยุได้

ว.๒๓

ผ่านสถานที่ คือ ......

ว.๖๐

เพื่อน ญาติ

ว.๑๒

หยุดรถติดต่อวิทยุไม่ได้

ว.๒๔

แจ้งเวลา ........ เทียบเวลา

ว.๖๑

ขอบคุณ

ว.๑๓

ติดต่อทางโทรศัพท์

ว.๒๕

กำลังเดินทาง ผ่าน

ว.๗๑

บ้าน

ว.๑๔

เลิกปฏิบัติงาน

ว.๒๖

ติดต่อทางว.น้อยที่สุด

 

 

ว.๑๕

ให้ไปพบ/มาพบ

ว.๒๗

ติดต่อทางโทรศัพท์

 

 

 

 

ว.๒๘

ประชุม

 

 

 

 

ว.๒๙

มีราชการ มีภารกิจใด

 

 

 

 

ว.๓๐

จำนวนเท่าใด (คน สิ่งของ)

 

 

 

 

ว.๓๑

ใช้ช่องความถี่ที่ ๑

 

 

 

 

ว.๓๒

ใช้ช่องความถี่ที่ ๒

 

 

 

 

ว.๓๓

ใช้ช่องความถี่ที่ ๓

 

 

 

 

ว.๓๔

ใช้ช่องความถี่ที่ ๔

 

 


รหัส ว.

ความหมาย

รหัสว.

ความหมาย

รหัส ว.

ความหมาย

รหัสการแจ้งเหตุร้าย

๑๐๐

ประทุษร้าย

๒๐๐

ประทุษร้ายต่อร่างกาย

๓๐๐

การพนันเป็นบ่อน

๑๑๑

ลักทรัพย์

๒๑๑

ทำร้ายร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บ

๕๑๐

วัตถุต้องสงสัยเกี่ยวกับระเบิด

๑๒๑

วิ่งราวทรัพย์

๒๓๑

ทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ

๕๑๑

ได้เกิดระเบิดขึ้นแล้ว

๑๓๑

ชิงทรัพย์

๒๔๑

ฆ่าคนตาย

๕๑๒

วัตถุได้ตรวจสอบแล้วไม่ใช่ระเบิด

๑๔๑

ปล้นทรัพย์

 

 

 

 

   รหัสการแจ้งเหตุเพลิงไหม้                

รหัสแจ้งเหตุทะเลาะวิวาท

๕๐๑

การบริการน้ำ รถยก ตัดต้นไม้

๖๐๐

นักเรียนจะก่อเหตุทะเลาะวิวาท

 

 

๕๐๒

ขนส่งผู้ป่วย

๖๐๑

นักเรียนรวมกลุ่มมีเหตุว่าจะก่อเหตุ

 

๕๐๓

สาธารณภัยทางบก น้ำ อากาศ

๖๐๒

นักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาท

 

 

๒๐๑

เพลิงไหม้หญ้า

๖๐๓

นักเรียนยกพวกทำร้ายกัน

 

 

๒๐๒

ไฟฟ้าลัดวงจร

๖๐๔

นักเรียนยกพวกทำร้ายกันถึงตาย

 

๒๐๓

เพลิงไหม้ยานพาหนะ

 

 

 

 

๒๐๔

เพลิงไหม้ชุมชน ตึกแถว บ้าน

๖๐๕

นักเรียนยกพวกทำร้ายกัน มี

 

 

๒๐๕

เพลิงไหม้อาคารเก็บเชื้อเพลิง

 

วัตถุระเบิด

 

 

 

สารเคมี

 

 

 

 

๒๐๖

เพลิงไหม้อาคารสูง

 

 

 

 

 

อาคารขนาดใหญ่

 

 

 

 

13.   การทดลองใช้วิทยุคมนาคมในการสื่อสาร

13.1   การสื่อสารปกติ และการสั่งการ เพื่อให้การสื่อสารกระทำได้ไม่สะดวก เนื่องจากมีความถี่เพียงความถี่เดียว จึงต้องมีการควบคุมข่ายสื่อสารทำหน้าที่ในการควบคุมการใช้งาน

13.2   การสื่อสารเป็นข้อความที่เป็นทางการ หลักการ

-  นามเรียกขานของเจ้าหน้าที่

-  นามเรียกขานสถานี

-  นามเรียกขานอื่นๆ ที่เข้าร่วมใช้ข่ายการสื่อสาร

-  การส่งข่าวสำหรับหน่วยงาน การส่งและรับ ว8 หนึ่งฉบับ

-  ปัญหาระบบสื่อสารที่มีช่องความถี่แบบจำกัด

วิธีการสื่อสารด้วยวิทยุสื่อสาร

1)   การเตรียมการก่อนการเรียกขาน

(1)   ต้องจดบันทึกหรือเตรียมข้อความที่จะพูดไว้ก่อน เพื่อความรวดเร็ว การทวงถามความถูกต้องหรือตรวจสอบ และเป็นหลักฐานในการติดต่อของสถานีอีกด้วย

(2)   ข้อความที่จะพูดทางวิทยุ ต้องสั้น กะทัดรัด ชัดเจน และได้ใจความ

(3)   ก่อนพูดต้องฟังก่อนว่าข่ายสื่อสารนั้นว่างพร้อมที่จะสื่อสารข้อความ เพื่อไม่เป็นการรบกวนการทํางานของสถานีอื่น โดยต้องใช้นามเรียกขานที่กําหนดให้เท่านั้น

(4)   ตรวจสอบนามเรียกขานของหน่วยงานหรือบุคคลที่จะต้องทําการติดต่อสื่อสารก่อน

(5)   การเรียกขานหรือการตอบการเรียกขาน ต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติของข่ายสื่อสาร การเรียกขาน

2)   การสื่อสารปกติ และพูดคุยสนทนาเพื่อการสื่อสาร การเรียกขานมีองค์ประกอบ ดังนี้ตามลำดับ

– “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่ถูกเรียก (ผู้รับสาร)

– “จาก”

– “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่เรียก (ผู้ส่งสาร)

– “เปลี่ยน”

3)   การส่งข่าวที่เป็นข้อความ หลักการ

-  นามเรียกขาน เจ้าหน้าที่

-  นามเรียกขาน ของสถานี

-  นามเรียกขานอื่นๆที่เข้ามาร่วมใช้ข่ายวิทยุสื่อสาร

-  การส่งข่าวสำหรับหน่วยงาน การส่งและรับ ว8 หนึ่งฉบับ

-  ปัญหาระบบสื่อสารที่มีช่องความถี่แบบจำกัด 

4)   การตอบรับการเรียกขาน การตอบการเรียกขาน ครั้งแรกต้องตอบแบบเต็ม ซึ่งประกอบด้วย

- “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่เรียก (ผู้รับสาร)

- “จาก”

- “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่ถูกเรียก

- “เปลี่ยน”

ข้อดีของการสื่อสารด้วยวิทยุคมนาคม    

1)   สามารถสื่อสารได้สะดวก และรวดเร็ว

2)   บุคคลทั่วไปสามารถซื้อหามาใช้ได้ และไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน 

3)   ใช้เป็นอุปกรณ์สื่อสารแทนอุปกรณ์สื่อสารที่ไม่สามารถติดต่อได้ในพื้นที่ ที่มีความจำกัด

4)   ไม่จำกัดระยะเวลาการติดต่อสื่อสาร

5)   สามารถติดต่อระหว่างตัวเครื่อง / เครื่อง สามารถรับฟังได้ ครอบคลุมบริเวณพื้นที่กว้างขวางมาก  (ขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่อง)

6)   มีการกระจายเสียงที่มีจำนวนสถานีมาก ทำให้สามารถส่งข่าวสารไปยังผู้ฟังได้จำนวนมาก

7)   สามารถสื่อสารได้ครั้งละไม่จำกัดจำนวน

8)   เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก

9)   ขณะรับสารสามารถฟังไปพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นไปพร้อมๆกันได้

ข้อเสีย

1)   มีข้อจำกัดด้านการสร้างภาพได้

2)   ผู้ฟังที่มีความจำกัด หากผู้ฟังพลาดข่าวสารไม่สามารถย้อนมารับฟังได้อีก

3)   มีการแบ่งแยกกลุ่มผู้ฟัง 

4)   มีความยุ่งยากในการซื้ออุปกรณ์ใช้งาน มี

5)   ขั้นตอนและข้อกำหนดยุ่งยากกว่าอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ มาก

ข้อควรคำนึง

การสื่อสารผ่านวิทยุสื่อสารในการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วย มีข้อควรคำนึง คือ

-   หน่วยงานที่ถูกเรียกจะส่งสัญญาณให้พูดได้ เช่น ว.2 แล้วต่อด้วยชื่อของหน่วยงานหรือรหัสผู้เรียกเข้ามา เป็นการตอบให้แจ้งเข้ามาได้ 

-   พูดช้าๆ ชัดๆ และใช้คำสนทนาที่กระชับความสั้นๆ ในน้ำเสียงที่ราบเรียบ

-   หากจำเป็นต้องส่งข้อความที่ยาวเกินกว่า 3 วินาที ให้หยุดชั่วคราว 2-3 วินาที เพื่อที่จะให้หน่วยงานอื่นที่มีข่าวเร่งด่วนหรือมีความจำเป็นสามารถแทรกเข้ามาได้

-   ใช้คำที่มีความหมายชัดเจน สุภาพไม่หยาบคาย แต่ไม่ฟุ่มเฟือย

-   การสื่อสารอาจมีผู้ฟังจำนวนมาก หรือรับฟังอยู่ไม่ควรกล่าวชื่อผู้ป่วย ข้อมูลส่วนบุคคลออกอากาศ

-   ระวังการอธิบายความหมายซึ่งส่อความหมายต่อบุคคลอื่นในทางที่ไม่ดีซึ่งอาจถูกฟ้องร้องได้

-   เนื่องจากการทำงานเป็นหมู่คณะ ให้ใช้ชื่อของหน่วยปฏิบัติการหรือคำว่า พวกเรา แทนคำว่า ผม ดิฉัน หรือข้าพเจ้า

-   หลีกเลี่ยงการใช้คำที่อาจได้ยินไม่ชัดเจน ความหมายอาจเปลี่ยนไป เช่น คำว่า สิบเอ็ดให้ใช้สิบหนึ่งแทน 

-   เรียบเรียงข้อความให้ได้แบบมาตรฐาน

-   หลีกเลี่ยงรหัส ที่ไม่ได้มาตรฐาน

-   ไม่ใช้วิทยุคมนาคมในการรับ และส่งข้อมูลอันเป็นการละเมิดกฏหมาย

-   ใช้ความถี่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

-   พยายามลดเสียงรบกวนรอบข้าง ขณะทำการสื่อสาร

-   เมื่อจบการส่งข้อความให้แจ้งหมดข้อความว่า หมดข้อความ หมด ว. 8 และเลิก ว.6

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Wednesday, 17 April 2019, 11:01AM