เนื้อหา เรื่อง การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย


ผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินทุกรายต้องได้รับการประเมินสภาวะเบื้องต้น Initial assessment ก่อนให้การช่วยเหลือผู้ป่วยทุกราย หรือ ที่เรียกว่า การทำ Primary survey ในผู้บาดเจ็บ การซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่งในการปฏิบัติการตามลำดับ ทันทีที่ชุดปฏิบัติการถึงที่เกิดเหตุ ขั้นตอนมีดังนี้

1)   การประเมินสถานการณ์เรื่องความปลอดภัย ณ จุดเกิดเหตุ Scene safety

2)   การประเมินสภาวะเบื้องต้น Initial assessment หรือ Primary survey ในผู้บาดเจ็บ  ได้แก่  

(1)   การประเมิน ระดับความรู้สึกตัว AVPU 

(2)   การประเมิน ABC ( Air way / Breathing / Circulation ) 

(3)   การประเมินระดับความรุนแรงของผู้ป่วย จากการทำการซักประวัติ Focus History และการตรวจร่างกาย Physical examination ค้นหาอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือการดูแลเบื้องต้นอย่างไร 

3)   แจ้งเหตุ รายงานขอคำสั่งการและการสนับสนุน 

4)   การแก้ไขภาวะคุกคามชีวิต 

5)   การประเมินสภาวะผู้ป่วยอีกครั้ง หรือที่เรียกว่า Secondary survey หลังจากนั้นจึงทำการซักประวัติ Focus History เพิ่มเติมและการตรวจร่างกาย Physical examination  เพื่อประเมินหรือทำการค้นหาอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยว่าจำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือการดูแลเบื้องต้นอย่างไรต่อไป 

แหล่งที่มาซึ่งข้อมูล

1)   ผู้เจ็บป่วย

2)   ญาติ หรือผู้ดูแล ผู้ใกล้ชิด

3)   ผู้พบเหตุ หรือผู้ที่เห็นเหตุการณ์

การซักประวัติและตรวจร่างกายในผู้ป่วยทั่วไป 

การประเมินอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยว่าต้องการได้รับการดูแลอย่างฉุกเฉินหรือไม่ ประกอบด้วย

1.   การซักประวัติ

       นับเป็นขั้นตอนที่มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง ในการประเมินผู้ป่วย เพราะเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น การพยากรณ์แนวโน้มของโรค ข้อมูลที่มีความครบถ้วนและถูกต้องมากเท่าใด การวินิจฉัยโรคก็จะมีความถูกต้องมากเท่านั้น การให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าว   คือ 

1.1   การซักประเด็นสำคัญของการป่วยอาการและอาการแสดง Initial survey ประเด็นสำคัญคือ การเจ็บป่วยสำคัญที่เกิดขึ้นสำคัญซึ่งเป็นปัญหาปัจจุบันของผู้ป่วยและมีผลทำให้ผู้ป่วยต้องขอความช่วยเหลือ ผู้ป่วยมักจะเริ่มต้นด้วยการอธิบายถึง ปัญหาหลักของผู้ป่วยที่ทำให้ต้องไปพบแพทย์ ซึ่งเรียกว่า อาการสำคัญ (CC : Chief Complaint ) เช่น ฉันหายใจไม่ออก หรือ ซึมลง หรือชัก หลังจากนั้น ควรจะซักถามอาการเจ็บป่วยปัจจุบันเพิ่มเติมตามระบบร่างกายซึ่งจะมีความสัมพันธ์กันกับอาการสำคัญ ตามลำดับก่อนหลัง และรวมถึงประวัติการเจ็บป่วยในอดีต

1.2   การซักประวัติการป่วยทั่วไป ประวัติการเจ็บป่วย Secondary Survey เรื่องราวของเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นและสัมพันธ์กับปัญหาปัจจุบันของผู้ป่วย มีผลทำให้ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ป่วยมักจะเริ่มอธิบายถึงอาการสำคัญแล้ว หลังจากนั้นจะเป็นการซักถามอาการหรือเหตุการณ์ซึ่งสัมพันธ์กับอาการสำคัญตามลำดับก่อนหลัง ทางการแพทย์เรียกว่า ประวัติอาการ ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ การซักประวัติจึงมีหลักการซักประวัติง่ายๆ การซักประวัติ  ใช้หลัก S-A-M-P-L-E ในการตั้งคำถามเช่นเดียวกับผู้ป่วยอุบัติเหตุตามลำดับ ดังนี้

Sign  คือ อาการและอาการแสดง

Allergies  คือ ประวัติการแพ้ยา  อาหาร  หรือสารเคมี

Medication คือ ยาที่ได้รับ

Past history คือ ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต

Last oral intake คือ อาหารหรือสิ่งที่บริโภคครั้งสุดท้าย

Event คือ เหตุการณ์ที่นำมาถึงการเจ็บป่วย ครั้งนี้

ซึ่งการซักประวัตินี้ จะต้องครอบคลุมสาระสำคัญเกี่ยวกับ

1)   อาการและการแสดงออก Sign กรอบของคำถามที่ใช้ คือ

-   อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณไม่สบาย

-   ทำไมคุณถึงต้องตามหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน

-   นอกจากอาการสำคัญที่คุณบอกแล้ว มีอาการผิดปกติอื่นอีกหรือไม่ เช่น อ่อนเพลีย ไข้ บวม โดยพยายามเรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง อาจใช้หลัก O-P-Q-R-S-T  หรือ 6 ร เพิ่มเติมในการซักถามข้อมูลอาการและอาการแสดง 

 Onset คือ เวลาที่เริ่มเจ็บป่วย                                 เริ่ม

 Provocation คือ อะไรเป็นสาเหตุกระตุ้นที่ทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น    อะไร

 Quality คือ ลักษณะอย่างไร                                                   ลักษณะ

 Radiation คือ เจ็บร้าวไปที่ใด                                                          ร้าว

 Severity คือ ความรุนแรง                                                           รุนแรง

 Time คือ ระยะเวลาที่เจ็บปวด                                                          ระยะเวลา

2)   ประวัติเกี่ยวกับการแพ้สารต่างๆ Allergies อาจช่วยแยกสาเหตุของโรคได้ เช่น ผู้ป่วยภูมิแพ้มักสัมพันธ์กับโรคหอบหืด การสัมผัสสารน้ำที่ผู้ป่วยแพ้ อาจกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการได้

3)   ยาที่ผู้ป่วยใช้เป็นประจำ และถ้าผู้ป่วยนำมาให้ก็ควรจดบันทึกหรือนำไปโรงพยาบาลด้วย

4)   ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต Past History คุณมีโรคประจำตัว

5)   อาหารมื้อสุดท้ายที่ได้รับ Last oral intake เวลาเท่าใด

6)   เหตุการณ์ที่นำมาซื่งการเจ็บป่วยครั้งนี้ Event หรืออาจเป็นกิจกรรมใดที่กระทำก่อนเกิดอาการสำคัญ

2.   การตรวจสัญญาณชีพ Vital signs ของผู้ป่วยทั้งหมด ในช่วงเวลาสั้นๆ ควรเริ่มจากจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนราบและเริ่มทำการตรวจสัญญาณชีพทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาไม่เกิน 60 วินาทีประกอบด้วยการประเมิน

3.   การตรวจประเมินผู้ป่วยทั่วไปหรือการตรวจร่างกาย Physical examination ในกรณีที่ผู้ป่วยรู้สติและสามารถให้ประวัติที่ชัดเจนได้ การตรวจร่างกาย เน้นการตรวจตามอาการสำคัญ Primary Survey สำคัญกว่าการตรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า Head to toe  ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว หรือมีอาการไม่ชัดเจน จะเน้นการใช้วิธีการตรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า Head to toe และการซักประวัติเพิ่มเติมจากสมาชิกในครอบครัวหรือเพิ่มเติมจากบุคคลซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ได้

ขั้นตอนการปฏิบัติการด้วยการประเมินผู้ป่วย

ช่วงเวลาปฏิบัติการ

ขั้นตอนการประเมิน

 รับแจ้งเหตุออกปฏิบัติการ

 

 การประเมินสถานการณ์ Scene size up

 เตรียมความพร้อมของตนเอง

 เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย 

 การประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 ถึงที่เกิดเหตุ

 การประเมิน Scene safety

 ความพร้อมและความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงาน

 ลดความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม

 ถึงตัวผู้ป่วย ณ จุดเกิดเหตุ 

 การประเมินสภาพผู้ป่วยขั้นต้น Initial assessment (บันทึกรายงาน)

 1.   การประเมินสภาวะความรู้สึกตัว AVPU

 2.   การประเมินสภาพผู้ป่วยทั่วไป ABC

 3.   การตรวจประเมินสภาพผู้ป่วยขั้นต้น

 4.   การวินิจฉัยตัดสินระดับความรุนแรงของผู้ป่วย

 แจ้งเหตุและรายงาน

 การช่วยเหลือลดความเสี่ยงและแก้ไข บรรเทาภาวะคุกคามชีวิต

 ระหว่างรอการเคลื่อนย้าย

 การประเมินต่อเนื่อง Ongoing assessment

 เป็นการประเมินเพื่อทราบการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยเป็นระยะตาม ระดับความรุนแรง

 เคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากจุดเกิดเหตุ

 การประเมินซ้ำ

 เพื่อให้แน่ใจสภาวะผู้ป่วยมีความพร้อมเพียงพอ มีการเปลี่ยนแปลงในระดับทรงตัว ปลอดภัยที่จะถูกเคลื่อนย้ายนำส่ง

 ระหว่างนำส่ง

 การประเมินต่อเนื่อง Ongoing assessment

 เป็นการประเมินเพื่อทราบการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยเป็นระยะตามระดับความรุนแรง

 ถึงโรงพยาบาลปลายทาง

 ก่อนเคลื่อนย้ายลง ห้องฉุกเฉิน

 การประเมินซ้ำ (ลงบันทึกรายงาน)

 เพื่อให้แน่ใจสภาวะผู้ป่วยมีความพร้อม ก่อนเคลื่อนย้ายนำส่ง

การซักประวัติผู้บาดเจ็บ

       การทำความเข้าใจและวินิจฉัยให้ได้ว่าผู้บาดเจ็บได้รับบาดเจ็บ มีความรุนแรงเพียงใดจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากการประเมินสภาพผู้บาดเจ็บเบื้องต้น Initial assessment เสียก่อน หากพบว่าผู้บาดเจ็บมีภาวะที่ถูกคุกคามชีวิต ให้ทำการประเมินและตรวจร่างกายตามระบบอย่างรวดเร็ว Rapid assessment ร่วมกับการพิจารณาถึงกลไกการบาดเจ็บร่วมด้วย โดยใช้เวลาไม่เกิน 90 วินาที  แล้วจึงลงมือปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บให้รอดพ้นภาวะคุกคามนั้น และหากแน่ใจว่าผู้บาดเจ็บมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยไม่มีภาวะคุกคามชีวิต จึงทำการประเมินแบบเฉพาะเจาะจง Focus assessment ต่อไป การให้ได้มาซึ่งหลักข้อมูลการบาดเจ็บจากการซักประวัติที่ง่ายและใช้เวลาไม่มาก เพื่อให้ง่ายต่อการจำให้ยึดหลักการซักตาม SAMPLE ดังนี้

S  =  Signs and symptoms คือ อาการและอาการแสดงที่ผู้บาดเจ็บบอก

A  =  Allergy  คือ  ประวัติการแพ้ยา แพ้อาหารหรือสิ่งอื่นใด

M =  Medications คือ ประวัติการใช้ยา หรือยาที่ใช้เป็นประจำ

P  =  Past History คือ ประวัติความเจ็บป่วยในอดีต

L  =  Last  meal (Last oral intake) คือ การบริโภคอาหาร เครื่องดื่มหรือสิ่งอื่นใดครั้งล่าสุด

E  =  Events คือ เหตุการณ์สำคัญ ก่อนการเกิดเหตุหรือเหตุที่นำมาซึ่งการบาดเจ็บนั้น 

การประเมินและตรวจร่างกายอย่างรวดเร็ว Rapid Trauma assessment

       เป็นการประเมินสภาพผู้บาดเจ็บในการประเมินผู้ป่วยเบื้องต้น Initial assessment การตรวจร่างกาย (Primary survey)  เพื่อค้นหาสาเหตุและภาวะคุกคามต่อชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินภาวะคุกคามชีวิต ได้แก่การประเมิน A (Air  way)  B (Breathing)  C (Circulation) และทำการประเมิน D (Define) โดยทำการตรวจร่างกายส่วนต่างๆของผู้บาดเจ็บอย่างรวดเร็ว Rapid Trauma assessment  ตามระบบจากศีรษะจรดปลายเท้า Head to toe และเฉพาะเจาะจงส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ Focus assessment อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 90 วินาที เพื่อง่ายแก่การจำหลักการตรวจประเมินดังกล่าวใช้คำว่า DCAP – BTLS ได้แก่

D  =  Deformities  คือ ตรวจดูอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บมีการผิดรูปจากเดิมหรือไม่

C  =  Contusions  คือ อวัยวะนั้นมีรอยฟกช้ำหรือไม่

A  =  Abrasions  คือ อวัยวะส่วนนั้นมีบาดแผลที่เป็นแผลถลอกหรือไม่

P  =  Penetrations or Punctures  คือ อวัยวะส่วนนั้นมีบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุมีคมหรือไม่


B  =  Burns คือ อวัยวะส่วนนั้นมีแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือไม่

T  =  Tenderness คือ อวัยวะส่วนนั้นกดแล้วเจ็บหรือไม่

L  =  Lacerations  คือ อวัยวะส่วนนั้นมีแผลฉีกขาดหรือไม่

S  =  Swelling คือ อวัยวะส่วนนั้นมีลักษณะบวมหรือไม่


หลักการตรวจร่างกายตามระบบอย่างรวดเร็ว

1)   ใช้เวลาไม่เกิน 90 วินาที

2)   พิจารณาทำการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเพื่อนำส่งโรงพยาบาล หรือรอชุดปฏิบัติการระดับสูงมาดูแลต่อ

3)   กรณีนำส่งด้วยตนเอง ระหว่างการนำส่งต้องทำการประเมินสัญญาณชีพ เป็นระยะๆซึ่งมีความสำคัญต่อการรักษาของแพทย์

ขั้นตอนในการประเมินผู้บาดเจ็บอย่างรวดเร็ว Rapid assessment

1)   ให้ผู้ช่วยเหลือ 1 คนประคองศีรษะผู้บาดเจ็บให้อยู่นิ่งตลอดเวลา

2)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 เริ่มประเมินตามระบบ ดังนี้

(1)   DCAP – BTLS บริเวณศีรษะ


(2)   DCAP – BTLS บริเวณใบหน้า


(3)  DCAP – BTLS บริเวณคอ


(4)   DCAP – BTLS บริเวณหน้าอก


(5)   DCAP – BTLS บริเวณท้อง โดยการกดหน้าท้อง 4 ส่วนดังนี้ ช่องท้องส่วนบนขวา ส่วนบน ซ้าย ส่วนล่างขวาและส่วนล่างซ้าย


(6)   DCAP – BTLS บริเวณสะโพก


(7)   DCAP – BTLS บริเวณขาทั้ง 2 ข้าง และตรวจ PMS ( pulse motor sensory ) เท้าทั้ง 2 ข้าง


(8)   DCAP – BTLS บริเวณแขน 2 ข้าง และตรวจ PMS ( pulse motor sensory ) แขนทั้ง 2 ข้าง


(9)   DCAP – BTLS บริเวณด้านหลัง


การประเมินและตรวจร่างกายเฉพาะตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ (Focus assessment)

เป็นการประเมินผู้บาดเจ็บที่อาการไม่รุนแรงหรือได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย Minor injury ซึ่งจะกระทำหลังทำการประเมินขั้นต้น (Initial assessment) แล้วพบว่าผู้บาดเจ็บอาการไม่มีภาวะคุกคามชีวิต กล่าวคือ ไม่มีปัญหาที่ต้องแก้ไขในเรื่อง การหายใจ การไหลเวียนโลหิตรวมทั้งระบบประสาท ผู้บาดเจ็บก็ควรได้รับการตรวจร่างกายโดยละเอียดให้ครบทุกระบบ โดยเน้นในระบบที่ผู้บาดเจ็บมีอาการและอาการแสดงร่วม การตรวจแบบเฉพาะเจาะจงจะให้ความสำคัญกับร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บ โดยยังใช้หลักการตรวจประเมินดังกล่าวใช้คำว่า DCAP – BTLS ได้ในอวัยวะทุกส่วนที่จำเป็นต้องตรวจประเมินตามกลไกของการบาดเจ็บที่ได้จากการซักประวัติสาเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและพฤติกรรมผู้บาดเจ็บกระทำหรือเกิดขึ้นจากเหตุดังกล่าว การบาดเจ็บที่แสดงว่าเป็นเหตุที่มักจะมีระดับความรุนแรงมาก ได้แก่

-   การตกจากที่ที่มีความสูงมากกว่า 6 เมตร (20ฟุต) หรือ ความสูงมากกว่า3 เท่าของส่วนสูง

-   อุบัติเหตุที่คนขับหรือผู้โดยสารกระเด็นจากตัวรถ

-   อุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุ

-   อุบัติเหตุยานพาหนะพลิกคว่ำ

-   อุบัติเหตุยานพาหนะที่ใช้ความเร็วสูง

-   กรณีที่มีผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัว / สะลึมสะลือ

-   การถูกแทงที่ศีรษะ, อก , ท้อง

แนวทางในการตรวจร่างกาย และประเมินสภาพผู้บาดเจ็บ/เจ็บป่วย


การบาดเจ็บภายใน 

การทำความเข้าใจในเรื่องกลไกการบาดเจ็บ Mechanism of injury เพื่อให้สามารถคาดการณ์หรือพยากรณ์ถึงอวัยวะที่อาจได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าวได้อย่างครอบคลุม กลไกการบาดเจ็บเป็นข้อมูลเหตุที่จะบ่งได้รับบาดเจ็บได้ครอบคลุม สามารถคาดการณ์สถานการณ์และความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ กลไกของเหตุการบาดเจ็บที่พบได้บ่อย ได้แก่ 

1.   การตกจากที่สูง การบาดเจ็บเกิดจากแรงกด อัด จากการตกจากที่สูง กระโดดน้ำ การแบกของหนัก องค์ประกอบที่จะส่งผลต่อความรุนแรงการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น ได้แก่

1)   ความสูงจากที่ผู้บาดเจ็บตกกระแทกพื้นผิว 

2)   สภาพพื้นผิวที่ตกกระทบ

3)   ลักษณะการตก ตลอดจนลำดับการกระทบกระแทกของร่างกาย

4)   อวัยวะที่ตกกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ ขาหรือแขน ก้น หลัง และศีรษะ

5)   ตัวผู้บาดเจ็บ ได้แก่ น้ำหนักตัว อายุผู้บาดเจ็บ

2.   อุบัติเหตุจราจร  ความรุนแรงที่เกิดจากอุบัติเหตุจราจรแต่ละครั้งขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งขนาด ความเร็ว จำนวน รวมถึงการใช้อุปกรณ์ป้องกัน โดยทันทีที่วัตถุสองอย่างชนกัน พลังงานที่สะสมจะถูกถ่ายทอดออกมาทำให้เกิดการบาดเจ็บแก่ฝ่ายที่รับพลังงาน ปกติข้อมูลกลไกการบาดเจ็บจะได้มาจากการซักประวัติผู้ประสบภัยหรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ อย่างไรก็ตามไม่ควรเสียเวลาซักถามประวัตินานเกินไป และควรให้การรักษาภาวะเร่งด่วนของผู้ป่วยก่อน  ลักษณะการชนของรถยนต์แบ่งเป็น คือ            

2.1   ชนทางด้านหน้า (FRONT IMPACT CRASHES) (HEAD - ON CRASHES) เป็นลักษณะ เมื่อรถยนต์ชนต่อสิ่งใดข้างหน้าและหยุดหรือลดความเร็วอย่างรวดเร็ว ร่างกายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารถ้าไม่ได้ยึดเหนี่ยวกับอะไรจะยังคงเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วเท่าเดิม ผลก็คือร่างกายจะปะทะกับสิ่งต่าง ๆในรถซึ่งอยู่เบื้องหน้า  

1)   กรณีผู้ขับขี่  ศีรษะและใบหน้าอาจปะทะกับกระจกหน้ารถหรือขอบกระจก หรือหลังคารถส่วนใกล้กระจก อาจมีแผลถลอก ช้ำ และฉีกขาด ตั้งแต่หน้าผาก จมูก ใบหน้าถึงปลายคาง และอาจเป็นแผลฉีกขาดเล็ก ๆ จากถูกเศษกระจกหน้ารถแตกฝังเข้าไปในบาดแผลส่วนคออาจจะมีกระดูกคอหักหรือเคลื่อนจากฐานกะโหลก ทรวงอกและลำตัวอาจกระแทกกับพวงมาลัย และที่สำคัญคือ แกนพวงมาลัยทำให้หัวใจ ปอดฉีกขาดอยู่ภายในช่องอกได้ กระดูกขา ต้นขา จนถึงกระดูกเชิงกรานแตกหักจากการกระแทกพื้นรถ

 2)   กรณีผู้โดยสาร  ถ้าการชนรุนแรงเครื่องยนต์อาจถูกดันเข้ามากระแทกผู้โดยสารหรือผู้ขับขี่ ในรถได้ทำให้บดลำตัวตั้งแต่ช่วงอกลงมาถึงช่วงล่างของลำตัวได้  ถึงแม้ว่าจะคาดเข็มขัดนิรภัยก็อาจไม่สามารถป้องกันชีวิตได้ หรือวัตถุอื่นใด เช่น เสาไฟ หรือเศษส่วนของที่ชนหักตำเข้ามาในห้องผู้โดยสาร ทำให้เกิดบาดแผล อาจถึงเสียชีวิต สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้คาดเข็มขัดก็จะเกิดลักษณะเดียวกัน แต่จะไม่มีบาดแผลของพวงมาลัยหรือแกนพวงมาลัย ในขณะที่ผู้โดยสารทางด้านหลังจะได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกเข้ากับด้านหลัง ของที่นั่งคนขับหรือที่นั่งผู้โดยสารข้างหน้า การบาดเจ็บก็อาจจะน้อยกว่ากันมาก    อาจจะได้รับแต่รอยถลอกเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น 

2.2   การชนทางด้านข้าง (SIDE IMPACT CRASHES) การชนทางด้านใดการบาดเจ็บของผู้อยู่ในรถจะมากทางด้านนั้น การกระทบกระแทกทางด้านข้างสามารถทำให้อวัยวะ  ภายในช่องอกช่องท้องฉีกขาดได้เท่า ๆ กับการชนกันทางด้านหน้า การบาดเจ็บในกรณีที่รถเกิดไถลหรือเสียการทรงตัวแล้วปะทะกับของที่อยู่กับที่ เช่น ต้นไม้ หรือเสาไฟฟ้า ทางด้านข้างนั้น บางครั้งผู้ที่นั่งอยู่ด้านนั้นตัวหรือศีรษะจะพุ่งออกไปชนต้นไม้หรือเสาไฟฟ้านั้น ทางหน้าต่างแล้วจึงตกกลับลงมานั่งที่เดิมก็ได้ 

2.3   รถพลิกคว่ำ (ROLLOVERS)  ผู้ที่อยู่ในรถมีอัตราตายสูงเท่า ๆ กัน อันตรายเกิดขึ้นจากการยุบตัวของ หลังคา การที่ส่วนของลำตัวหรือทั้งตัวหลุดออกไปนอกรถและการที่อาจจะมีอะไร ภายนอกทิ่มตำเข้ามาภายในห้องโดยสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลิกหลายตลบ

2.4   การชนทางด้านท้าย (REAR IMPACT CRASHES)  การบาดเจ็บที่เกิดจากการถูกชนท้ายนั้นมักไม่ค่อยเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากรถที่ถูกชนท้ายได้รับการบังจากท้ายรถและที่นั่ง อันตรายที่พบคือ อันตรายจากกระดูกคอเคลื่อน  

การบาดเจ็บภายนอก

มักจะแสดงให้เห็นในรูปของบาดแผล มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในร่างกาย   เป็นสิ่งที่ตามมาของการเกิดอาการบาดเจ็บ (Trauma)ซึ่งอาจเกิดจากการได้รับแรงกระแทกจากของแข็ง (Mechanical Forces) หรืออาจเกิดจากของมีคม ผลของบาดแผลที่ควรสนใจเป็นพิเศษคือ เลือดออกการตกเลือด ภาวะช็อก และติดเชื้อ ลักษณะของการบาดเจ็บที่พบ แบ่งเป็น

1.   แผลปิด (closed wound) หมายถึง บาดแผลที่ผิวหนังหรือเยื่อบุไม่ฉีกขาดออกจากกัน แต่เนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ผิวหนังได้รับบาดเจ็บ มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอยบริเวณนั้น ทำให้เลือดออกมาคั่งรวมกันเป็นก้อน (hematoma) ทำให้เกิดการเจ็บปวด มักเกิดจากการกระแทก ถูกดึงรั้งหรือถูกกระตุกอย่างแรง ได้แก่

1.1   รอยฟกช้ำ (contusion )  ผิวหนังบวมและมีสีแดงคล้ำ กดเจ็บ

1.2   ผิวหนังผิดรูป จากการที่มีกระดูกโครงร่างหักจากแรงกระแทกทำให้กระดูกนั้นหักโดยไม่มีแผลภายนอก

1.3   แผลไหม้พอง จากไฟไหม้ น้ำร้อนลวกหรือผลจากสารเคมีจะพบว่าผิวหนังมีการเปลี่ยนสี ปวดแสบร้อน เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังถูกทำลาย แต่ไม่ปรากฏบาดแผลให้เห็น

2.   แผลเปิด (opened wound) หมายถึง แผลที่ผิวหนังบางส่วนฉีกขาดออกจากกัน ได้แก่

2.1   แผลถลอก (abrasion) ผิวหนังถูกขูดเป็นรอยจากการเสียดสีกับวัตถุหรือพื้นผิวที่แข็ง หยาบ และขรุขระลักษณะแผลตื้น มีรอยเปิดเพียงชั้นนอกของผิวหนัง หรือเยื่อบุ มีเลือดซึมเล็กน้อย สาเหตุเกิดจากอุบัติเหตุ ถูกขีด ข่วน หรือลื่นไถลบนพื้นหยาบขรุขระ การทำแผลเพื่อเป็นการนำสิ่งแปลกปลอมและทำความสะอาดให้กับบาดแผล 

2.2   แผลฉีกขาด (laceration wound) ลักษณะเป็นแผลตัดลึกและมีผิวหนังฉีกขาดขอบไม่เรียบ ฉีกขาด กระรุ่งกระริ่ง และมีการทำลายของเนื้อเยื่อแผลมาก มักมีเลือดไหลออกมาอย่างรวดเร็วหรือกระจายเป็นบริเวณกว้าง เสี่ยงต่อการติดเชื้อ สาเหตุเกิดจาก อุบัติเหตุ เช่น รถล้ม หกล้ม ถูกของมีคมเกี่ยว ถูกสะเก็ดระเบิด (explosive wound) แผลถูกบดขยี้ (cursh wound) เช่น จากเครื่องจักรบด เป็นต้น

2.3   แผลถูกบาด : เป็นแผลตัดที่เกิดจากการถูกของมีคมบาด เช่น มีด หรือเศษแก้ว โดยแผลมักมีเลือดไหลออกมามากและอย่างรวดเร็ว หากแผลถูกบาดลึก ปากแผลมีลักษณะเป็นช่องขนาดเล็ก เนื่องจากถูกวัตถุปลายแหลมหรือมีความยาวแทงทะลุผิวหนังเข้าไป แม้อาจมีเลือดออกภายนอกไม่มาก แต่อาจสร้างความเสียหายแก่เนื้อเยื่อและอวัยวะภายในได้ เมื่อเกิดแผลลักษณะดังกล่าว แม้แผลจะมีขนาดเล็กอาจรุนแรงจนสร้างความเสียหายแก่กล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็นได้ 

2.4   แผลถูกตัด (incision wound) ลักษณะแผลขอบแผลจะเรียบซึ่งเกิดจากของ มีคมผ่านผิวหนังเข้าไป เช่น ถูกมีดบาด แผลถูกแทง (puncture wound) ปากแผลแคบลึก แผลลักษณะนี้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคที่ไม่ใช้ออกซิเจน เช่น เชื้อบาดทะยัก

2.5   แผลทะลุทะลวง (penetration wound) ลักษณะแผลมีการฉีกขาดและการบดทำลายของเนื้อเยื่อ ซึ่งเกิดจากวัตถุแทงทะลุผ่านผิวหนังเข้าไปถึงเนื้อเยื่อที่อยู่ลึก ๆ หรืออวัยวะภายใน ทำให้มีการตกเลือด เช่น แผลถูกยิง (gun shot wound) กระสุนวิ่งผ่านเยื่อบุผิวหนัง และเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ ผิวหนัง ทำให้เกิดการฉีกขาด (laceration) การบดทำลาย (crushing) เกิดคลื่น (shock wave) และเกิดช่องว่างชั่วคราวตามที่แนวกระสุนผ่านไป ซึ่งเกิดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเร็วของกระสุน

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Thursday, 14 March 2019, 1:47PM