เนื้อหา เรื่อง ปฏิบัติการในเหตุสาธารณภัย

 ปฏิบัติการในเหตุสาธารณภัย ( Disaster )


       สาธารณภัยนับเป็นสถานการณ์ที่สร้างความเสียหายให้เกิดแก่ชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมหาศาล และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติการเผชิญกับเหตุดังกล่าว ถึงแม้หน่วยงานแต่ละแห่งจะมีแผนงานรองรับอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สาธารณภัยขึ้นจริงมักจะพบกับปัญหาการควบคุมสถานการณ์ ซึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่น ขาดการสั่งการ ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อควบคุมการปฏิบัติการโดยรวมที่มีประสิทธิภาพ  รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติงานของทีมกู้ภัย และทีมกู้ชีพให้เกิดความสอดคล้องเอื้อประโยชน์ต่อกัน งานที่เกินกำลังทรัพยากรที่มีอยู่ รวมถึงการบริหารทรัพยากร คน  ของใช้และเวชภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม  ปัจจุบันได้มีการคิดหาแนวทางในการบริหารจัดการสถานการณ์สาธารณภัยที่ดีวิธีหนึ่ง คือ ระบบบัญชาการเหตุการณ์ Incident Command System : ICS หลักการสำคัญซึ่งเป็นสากล คือ ระบบที่ใช้เพื่อการสั่งการ ควบคุม และประสานงานความร่วมมือของแต่ละหน่วยงานในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีผู้สั่งการเป็นลำดับขั้น และเป็นระบบปฏิบัติการเพื่อการระดมทรัพยากรไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินให้สามารถปกป้องชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมได้อย่างบรรลุเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างระบบบัญชาการเหตุการณ์ สาธารณภัย


การจัดลำดับชั้นของการสั่งการ ในการเผชิญเหตุ Incident Command ให้สอดคล้องตามพื้นที่


บทบาทหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ในสถานการณ์สาธารณภัย Disaster

       การปฏิบัติการทางการแพทย์ในเหตุสาธารณภัย อยู่ภายใต้การอำนวยการของผู้บัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งอาจจะเป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่เกิดเหตุหรือผู้แทน หรือหัวหน้าชุดปฏิบัติการด้านกู้ภัยสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้วแต่กรณี เมื่อชุดปฏิบัติการแรก (การแพทย์) เข้าถึงพื้นที่จะไม่ด่วนเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่จะมีหน้าที่ในการแจ้งเหตุและประเมินสถานการณ์ภัยและผู้ประสบเหตุ เตรียมความพร้อมของสถานที่ คัดแยกผู้บาดเจ็บ เพื่อให้มีการรักษาพยาบาล ณ จุดเกิดเหตุและนำส่งยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในด้านการรักษาที่ตรงกับอาการของผู้บาดเจ็บตามการสั่งการของผู้สั่งการทางการแพทย์ 

หลักการสำคัญในการปฏิบัติการเพื่อตอบสนองสาธารณภัย คือการบริหารทรัพยากร คน  เวชภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม  ส่วนการรักษาผู้ป่วยนั้นจะเกิดขึ้นตามมาอย่างมีประสิทธิภาพตามสถานการณ์นั้นๆ  เมื่อมีการบริหารจัดการที่ดี โดยมีหลักการบริหารจัดการในภาวะสาธารณภัย ให้เกิดความครอบคลุม สามารถสนับสนุนการปฏิบัติการทางการแพทย์ในเหตุดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีหลักคิด คือ CSCATTT ดังนี้

C  คือ Command มีการสั่งการด้านการแพทย์ (Field  medical commander) เป็นหัวใจสำคัญของการจัดการสาธารณภัย  เนื่องจากการควบคุมทรัพยากรอย่างมีระบบจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด  โดยนำข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดประมวลถึงความรุนแรงของเหตุการณ์  ประมาณการถึงทรัพยากรและแผนที่ต้องใช้  ผู้ที่ทำหน้าที่ในการสั่งการโดยเริ่มจากหัวหน้าทีมชุดปฏิบัติการแรกที่ถึงที่เกิดเหตุ และมีการถ่ายโอนหน้าที่ให้แก่ผู้ที่เหมาะสมที่เข้ามาในพื้นที่ต่อไป ในการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการทำงานร่วมกันอย่างเคร่งครัด ซึ่งประกอบด้วย 

1)   ประเมินสถานการณ์ในภาพรวม

2)   ตัดสินใจประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ

3)   รายงานสถานการณ์มายังศูนย์สั่งการ

4)   เลือกพื้นที่ที่จะเป็นสถานที่จอดรถAmbulance

5)   พิจารณาและตัดสินใจว่าจะต้องระดมทรัพยากร ประเภทไหน ปริมาณเท่าไร

6)   กำหนดพื้นที่ปฏิบัติการต่างๆ

S คือ Safety ทำให้เกิดความปลอดภัย เป็นการเฝ้าระวังความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติงานและผู้บาดเจ็บ  รวมถึงการดูแลเรื่องความเหมาะสมของการแต่งกาย  ชุดป้องกันตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ  และพื้นที่เขตปฏิบัติการที่จะเข้าไปปฏิบัติการ

1)   commander ดูแลความปลอดภัยทั้งหมด

2)   การมอบหมายงานให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัย

C คือ Communication  การสื่อสารและประสานงาน มีการกำหนดช่องทางที่ใช้ในการสั่งการและประสานงานที่ชัดเจน และครอบคลุมตั้งแต่มีการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีการมอบหมายผู้รับผิดชอบในการสื่อสารกับหน่วยงานภายนอกและภายในเหตุการณ์  เพื่อลดความสับสน และความคับคั่งของการใช้ช่องสัญญาณ ตลอดจนรูปแบบการสื่อสารที่ไม่ผ่านเจ้าหน้าที่สื่อสารจะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่รักษาพยาบาลประสานตรงกับเจ้าหน้าที่นำส่ง และเจ้าหน้าที่นำส่งประสานตรงกับเจ้าหน้าที่จุดจอดรถเท่านั้นให้ผู้ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่สื่อสารรายงานข้อมูล ไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 

A  คือ Assessment ประเมินจุดเกิดเหตุและทรัพยากรในพื้นที่เกิดเหตุ การประเมินสถานการณ์ต้องทำโดยเจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้น  และมีการประเมินอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากเหตุการณ์มักจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ บทบาทในการประเมินทรัพยากร จะเด่นชัดในบทบาทของผู้นำและเจ้าหน้าที่แต่ละส่วน เพื่อจะจัดสรรทรัพยากรที่มีและขอเพิ่มทรัพยากรจากหน่วยงานภายนอกได้เกี่ยวกับ

1)   จำนวนรถพยาบาลฉุกเฉิน

2)   บุคลากรทางการแพทย์

3)   หน่วยงานสนับสนุน

4)   เครื่องมืออุปกรณ์

T คือ Triage  มีการคัดแยกผู้บาดเจ็บตามประเภท โดยการจัดกลุ่มผู้บาดเจ็บตามระดับความรุนแรง ซึ่งจะมีการปฏิบัติใน 2 ขั้นตอน

1)   Triage Sieve  ปฏิบัติการ ณ จุดเกิดเหตุทันที

2)   Triage Sort  ปฏิบัติการที่จุดรักษาพยาบาล

T คือ Treatment การรักษา ณ จุดเกิดเหตุ จุดรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ (Casualty Cleaning station) ซึ่งควรอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุในระยะที่ปลอดภัย เป็นจุดที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากจึงมักจะมีความขาดแคลนค่อนข้างมาก  จุดนี้จะมีการทำ Triage sort  ที่จะคัดแยกผู้ป่วยละเอียดมากกว่า Triage sieve  เป็นการคัดแยกผู้ป่วยทุติยภูมิเพื่อลดความผิดพลาดในการคัดแยกปฐมภูมิ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยเพียงพอที่จะนำส่งโรงพยาบาล

T คือ Transport ขนย้ายลำเลียงผู้บาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่จุดนำส่ง  (Loading officer)  ประสานกับจุดรักษาพยาบาลจุดจอดรถและโรงพยาบาลปลายทาง  ในการนำส่งผู้ป่วยถูกที่ถูกเวลา  และยานพาหนะที่เหมาะสม เส้นทางการจราจรในพื้นที่เกิดเหตุควรเป็นการเดินรถทางเดียวเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่จุดนำส่งจำเป็นต้องมี  Surge capacity (รายการแสดงจำนวนเตียงที่โรงพยาบาลสามารถรับผู้ป่วยได้กี่เตียง) รายการเหล่านี้จะช่วยในการตัดสินใจนำส่งผู้ป่วยออกไปแบบกระจายส่งไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเหมาะสมกับผู้บาดเจ็บไม่ไปแออัดที่ใดที่หนึ่ง และรวบรวมข้อมูลของผู้บาดเจ็บที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งหมดก่อนนำส่งไปยังสถานพยาบาล เจ้าหน้าที่จุดจอดรถ (Parking officer) มีหน้าที่ควบคุมความเป็นระเบียบของรถพยาบาลและพาหนะ อื่น ๆ  ที่จำเป็นต้องเข้ามาในจุดจอดรถ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งานพาหนะนำส่งผู้ป่วยและต้องควบคุมพลขับรถแต่ละคันให้สามารถเรียกใช้งานได้ทันที

การปฏิบัติการทางการแพทย์ ในเหตุสาธารณภัย

1.   บทบาทของทีมกู้ชีพที่ถึงที่เกิดเหตุเป็นทีมแรก มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการประเมินและตัดสินใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสาธารณภัย หรือภัยพิบัติ Major incident และต้องการกำลังสนับสนุนการปฏิบัติการจากเครือข่าย กล่าวกันว่าผลงานของทีมปฏิบัติการแรกที่ไปถึงที่เกิดเหตุเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จของการควบคุมสถานการณ์ในครั้งนั้น โดยมีบทบาททันทีที่ถึงที่เกิดเหตุ

1)   ประเมินสถานการณ์โดยตัดสินใจว่าสมควรที่จะประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติหรือไม่

2)   การรายงานสถานการณ์ไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ มีการประสานการรายงานสถานการณ์อย่างชัดเจน รัดกุมและครบถ้วน การรายงานข้อมูลเหตุการณ์มายังศูนย์สั่งการตามแนวทาง METHANE ดังนี้

ภัยหมู่        M   Major Incident                      เป็นเหตุสาธารณภัยใช่หรือไม่

รู้จุด           E    Exact Location               ระบุสถานที่เกิดเหตุที่ชัดเจน

รู้เหตุ          T    Type of Incident                ประเภทของสาธารณภัย

เภทภัย       H    Hazard                                มีอันตรายหรืออาจเกิดอันตรายอะไรบ้าง

ไปพบ        A    Access                                ข้อมูลการเดินทางเข้า – ออกจากที่เกิดเหตุ

ผู้ประสบ     N   Number of Casualties        จำนวนและความรุนแรงของผู้บาดเจ็บ

ครบช่วย     E    Emergency service        หน่วยฉุกเฉินไปถึงหรือยังต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง

3)   การกั้นจัดแบ่งพื้นที่ปฏิบัติงาน เป็นการกำหนดความชัดเจนของพื้นที่ปฏิบัติการแต่ละส่วน ซึ่งอาจสื่อสารด้วยเทปสีต่างๆ หรือวัสดุอย่างอื่น เพื่อกั้นแบ่งพร้อมทั้งกำหนดให้ใครที่สามารถเข้าออกพื้นที่ต่างๆได้ โโยมีหลักการดังนี้ คือ


       -  เส้นทางการเข้า ออกพื้นที่เกิดเหตุควรเป็นช่องทางเดียวไม่สวนทาง

       -  ทุกจุดปฏิบัติการควรระบุและจัดสรรอย่างชัดเจน

       -  พื้นที่ใช้ในการจอดรถพยาบาลอาจอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุได้ แต่ต้องกำหนดช่องทางการสื่อสารระหว่างพื้นที่ปฏิบัติการและผู้ที่รับผิดชอบกำกับดูแลพื้นที่ส่วนที่จอดรถไว้ชัดเจน

       -  การกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการอาจปรับได้ตามสภาพพื้นที่จริง ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะพื้นที่ ลอดจนศักยภาพด้านกำลังพลการแพทย์ที่ร่วมปฏิบัติการเป็นสำคัญ ควรสามารถปรับให้ลดหรือขยายขนาดได้ตามศักยภาพที่เปลี่ยนแปลงไปได้

4)   เลือกพื้นที่ที่จะเป็นที่จอดรถพยาบาลฉุกเฉิน ที่มีทางเข้าออกสะดวกที่ปลอดภัยสำหรับการปฏิบัติงาน ไม่กีดขวางการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งอาจจะห่างออกไปจากพื้นที่ปฏิบัติการ

5)   ตัดสินใจว่าการระดมทรัพยากรประเภทใดมาสนับสนุนปฏิบัติการทางการแพทย์และควรมีจำนวนเท่าใด

6)   กำหนดพื้นที่ปฏิบัติการทางการแพทย์เป็นส่วนๆชัดเจน แสดงด้วยสัญลักษณ์ ได้แก่

6.1   กองบัญชาการ

6.2   จุดรักษา Casualty clearing station 

6.3   จุดจอดรถพยาบาล Parking point

6.4   ในระหว่างรอชุดสนับสนุนปฏิบัติการ สามารถทำการคัดแยกผู้บาดเจ็บได้ขณะรอ


7)   เส้นทางการเข้า ออกของทีมปฏิบัติการ ควรเป็นการเดินรถทางเดียวเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติการ

2.   การปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าทีม หัวหน้าชุดปฏิบัติการทีมแรกที่ถึงเกิดเหตุจะทำหน้าที่หัวหน้าทีมปฏิบัติการทางการแพทย์ไปจนกว่าจะมีผู้ที่เหมาะสมมารับช่วงหน้าที่ต่อไป โดยรับผิดชอบดังนี้

1)   ทำหน้าที่ในการประเมินสถานการณ์โดยรวม ตัดสินใจว่าจะประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติหรือไม่ และรายงานสถานการณ์ไปยังศูนย์ประสานงานและสั่งการ

2)   ปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการทางการแพทย์ รายงานตัวปฏิบัติการทางการแพทย์ และประสานงานร่วมกับทีมปฏิบัติการกู้ภัย จนกว่าจะมีผู้ที่เหมาะสมรับช่วงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

3)   เลือกพื้นที่ที่จะเป็นที่จอดรถพยาบาล Parking

4)   พิจารณาและตัดสินใจว่าจะต้องระดมทรัพยากรประเภทไหนบ้างมาสนับสนุนและจำนวนเท่าใด

5)   กำหนดพื้นที่ปฏิบัติการต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นจริง ได้แก่ 

(1)   จุดบัญชาการปฏิบัติการ control point 

(2)   จุดส่งมอบผู้บาดเจ็บ

(3)   จุดรักษาพยาบาล casualty clearing station ซึ่งอาจแบ่งตามระดับความรุนแรงของผู้บาดเจ็บ

(4)   จุดลำเลียงและนำส่ง

(5)   จุดจอดรถพยาบาล parking point  

3.   การเป็นสมาชิกในทีม/ผู้ช่วย

1)   จอดรถพยาบาลในพื้นที่ใกล้ที่เกิดเหตุมากที่สุดที่คิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่กีดขวางการปฏิบัติงานของผู้อื่น หรือพื้นที่ที่กำหนดเป็นจุดจอดรถพยาบาล

2)   รายงานตัวต่อผู้บัญชาการเหตุการณ์ และหัวหน้าทีมด้านการแพทย์เพื่อรับมอบหมายหน้าที่ 

3)   ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ได้แก่

(1)   ขนย้าย ลำเลียง

(2)   จุดรักษาพยาบาล treatment 

(3)   ประสานสั่งการ และสื่อสาร communication 

(4)   จุดลำเลียง Loading point

(5)   ประจำรถพยาบาล Care intransit 

4)   พนักงานขับรถยนต์อยู่ประจำรถ พร้อมที่จะทำการเคลื่อนย้ายได้ทันทีเมื่อเหตุการณ์ไม่ปลอดภัย

4.   การคัดแยกผู้ป่วย Triage      

       การคัดแยก คือ การจัดกลุ่มและนำผู้เจ็บป่วยตามระดับความรุนแรงเพื่อให้ผู้เจ็บป่วยที่มีอาการรุนแรงได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วตามลำดับความเร่งด่วนของการเจ็บป่วย ไปส่งยังสถานที่ที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้เจ็บป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม ในกรณีที่ผู้เจ็บป่วยมีจำนวนมากเกินบุคลากรที่ให้การช่วยเหลือ การคัดแยกเพื่อช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยส่วนใหญ่ที่มีโอกาสรอดโดยผู้ที่มีอาการรุนแรงและมีโอกาสรอดชีวิตไม่มากนักอาจไม่ได้รับการช่วยเหลือ เป็นระบบที่ใช้ในสถานการณ์ที่มีอุบัติภัยหมู่ มีความจำเพาะสูง  สามารถจำแนกผู้บาดเจ็บที่ต้องการความช่วยเหลือก่อนได้ดี และ มีการบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยใช้ Triage card เป็นส่วนของระบบการคัดแยกที่ถูกออกแบบมาเพื่อจำแนกผู้เจ็บป่วยตามระดับความรุนแรง พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลสภาวะของผู้เจ็บป่วยได้อย่างต่อเนื่อง มี รูปแบบและวัสดุที่ใช้ที่หลากหลาย หลักการใหญ่ๆที่ต้องการสื่อความด้วยการพับแสดงผลการประเมินในแต่ละช่วงเวลาให้ผู้เกี่ยวข้อง  ซึ่งติดตัวผู้เจ็บป่วยไว้ตลอดเวลา และสามารถ     ติดตามข้อมูลการเปลี่ยนแปลงต่างๆของผู้เจ็บป่วยได้ต่อเนื่อง

 

หมายเหตุ ส่วนรอยปรุที่ฉีกออก จุดลำเลียง Loading เป็นผู้รวบรวม สรุปจำนวนผู้บาดเจ็บและข้อมูลนำส่ง

การพับ Triage card ให้เหลือพื้นที่แสดงข้อมูลเฉพาะสภาวะของผู้เจ็บป่วยเพียง 2 ด้านซึ่งด้านแรกต้องเป็นด้านที่แสดงข้อมูลผู้ป่วย และด้านที่สองแสดงผลการประเมินสภาวะผู้เจ็บป่วยก่อนหน้าล่าสุด โดยปกติการคัดแยกเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องในกระบวนการดูแลผู้เจ็บป่วยอย่างน้อย 2 ครั้ง ดังนี้

การทำการคัดแยกครั้งแรก Primary Triage หรือ Triage sieve มักจะทำเมื่อพบผู้เจ็บป่วยเป็นการตรวจดูอย่างรวดเร็วและใช้ข้อมูลไม่มาก ทั้งนี้เพื่อการจัดกลุ่มผู้เจ็บป่วยในเบื้องต้น โดยเรียงลำดับตามความเร่งด่วนในการดูแลรักษา ซึ่งการจัดกลุ่มที่ใช้มีหลายระบบหลักใหญ่ๆแบ่งเป็น 4 กลุ่ม

T1 หรือ Red   คือ  ผู้เจ็บป่วยที่ต้องการการดูแลรักษาเพื่อช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน

T2 หรือ Yellow  คือ ผู้เจ็บป่วยที่ต้องการการดูแลรักษาภายใน 2 – 4 ชั่วโมงมิฉะนั้นจะเป็นอันตรายถึงชีวิต

T3 หรือ Green คือ ผู้เจ็บป่วยที่อาการไม่รุนแรงสามารถรอได้นานไม่เกิน 24 ชั่วโมง

T4 หรือ Blue คือ ผู้เจ็บป่วยที่มีอาการหนักมีโอกาสรอดชีวิตน้อย อาจเสียชีวิตได้แม้ให้การรักษา อย่างเต็มที่ โดยใช้บุคลากรจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ผู้เจ็บป่วยที่มีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าต้องเสียโอกาสในการรักษา


ทั้งนี้โดยใช้หลักในการคัดแยก ตาม Triage sieve card ดังนี้


วิธีทำ Triage sieve ในผู้ใหญ่

1)   ให้ผู้เจ็บป่วยที่สามารถเดินได้เอง จัดรวมกลุ่มเป็นกลุ่ม T3

2)   กลุ่มที่ไม่สามารถเดินได้เอง ต้องประเมิน ABC อย่างรวดเร็ว

      ประเมินทางเดินหายใจ A 

:   ถ้าหายใจได้ให้ประเมินการหายใจต่อ

:   ถ้าไม่หายใจ ให้เปิดทางเดินหายใจด้วยวิธีพื้นฐาน เช่น Jaw thrust

-   หลังทำแล้วหายใจได้ ให้จัดอยู่ในกลุ่ม T1 และเปิดทางเดินหายใจไว้ตลอดเวลา

-   หลังทำแล้วไม่หายใจ จัดไว้ในกลุ่มผู้เสียชีวิต

ประเมินการหายใจ B  ในการตรวจนับอัตราการหายใจ

:  ถ้าอัตราการหายใจ < 9 หรือ > 30 ครั้ง/ นาที ให้จัดในกลุ่ม T1

:  ถ้าอัตราการหายใจอยู่ระหว่าง 10 – 29 ครั้ง/นาที ให้ประเมินการไหลเวียนต่อไป

ประเมินการไหลเวียน C มี 2 วิธี ได้แก่

:  การทำ Capillary refill 

-   ผล > 2 วินาทีให้จัดในกลุ่ม T1

-   ผล < 2 วินาทีให้จัดในกลุ่ม T2

:  การจับชีพจร ถ้ามากกว่า 120 ครั้งจัดในกลุ่ม T1

วิธีการทำการคัดแยก Triage sieve ในเด็กเนื่องจากกายวิภาคและสรีรวิทยาในเด็กที่มีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ การประเมินในเด็กจึงใช้การประเมินสัดส่วนระหว่างความสูง อายุ น้ำหนักและสัญญาณชีพของเด็ก

ความสูง ( ซ.ม. )

อัตราการหายใจ

ชีพจร

50

20 - 50

90 - 100

80

15 - 40

80 - 160

100

10 - 30

70 - 140


หมายเหตุ ซึ่งโดยทั่วไปเด็กเล็กที่ยังเดินไม่ได้ให้จัดในกลุ่ม T2 เป็นอย่างน้อย และการตรวจ Capillary refill ให้ตรวจที่หน้าผากแทนการตรวจที่เล็บเนื่องจากสังเกตได้ชัดกว่า 

กรณีเด็กที่ติดในรถ หรือสิ่งก่อสร้างให้ถือในกลุ่ม T1 ไว้จนกว่าจะสามารถ นำเด็กออกมาได้จึงประเมินซ้ำ

การทำการคัดแยกครั้งที่สอง Secondary Triage หรือ Triage sort เมื่อผู้เจ็บป่วยถูกเคลื่อนย้ายจากจุดเกิดเหตุ หรือจากจุดที่ได้พบผู้เจ็บป่วยครั้งแรก จะต้องทำการคัดแยกโดยละเอียดอีกครั้ง ซึ่งในขั้นตอนนี้ต้องอาศัยการใช้ Trauma score มาใช้ในการจัดกลุ่มผู้เจ็บป่วย ซึ่งวิธีการประเมิน 3 อย่าง ได้แก่  การประเมินอัตราการหายใจ  ความดันโลหิต systolic blood pressure และ Glasgow coma score แล้วปรับค่าที่วัดได้แต่ละตัวมีค่าเป็น 0 – 4 โดย 4 เป็นค่าในเกณฑ์ปกติ ลดหลั่นลงไปจนถึง 0 ดังตารางแสดงค่าดังนี้

ตารางแสดง การประเมินโดย Triage revised trauma score ( TRTS)

ค่าทางสรีรวิทยา

ค่าที่วัดได้

Score

 Respiratory

10 - 29

4

 

29

3

 

6 - 9

2

 

1 - 5

1

 

0

0

 Systolic blood pressure

> 90

4

 

76 - 89

3

 

50 - 75

2

 

1 - 49

1

 

0

0

Glasgow coma score

13 - 15

4

 

9 - 12

3

 

6 - 8

2

 

4 - 5

1

 

3

0


การแปลผล ค่าคะแนนเต็ม 12 

ค่า TRTS อยู่ระหว่าง 1 – 10 จัดในกลุ่ม T1

ค่า TRTS อยู่ที 11  จัดในกลุ่ม T2

ค่า TRTS อยู่ที่ 12 จัดในกลุ่ม T3

ค่า TRTS อยู่ที่ 0 จัดในกลุ่ม เสียชีวิต 


แก้ไขครั้งสุดท้าย: Wednesday, 17 April 2019, 11:21AM