เนื้อหา เรื่อง ภาวะช็อค

ภาวะช็อค ( Shock )


หมายถึง ภาวะที่เนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ อันสืบเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ซึ่งส่งผลให้อวัยวะต่างๆของร่างกาย ได้แก่ หัวใจ สมอง ไต มีอาการขาดเลือดและทำหน้าที่ไม่ได้ ถือว่าเป็นภาวะที่มีอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตมาก อาจเกิดอย่างเฉียบพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นการตรวจหาภาวะช็อคให้พบแต่แรกเริ่มจึงมีความสำคัญ

สาเหตุ

1)   ภาวะช็อคจากปริมาตรของน้ำหรือเลือดในร่างกายลดลง Hypovolamic shock เป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุด อาจมีสาเหตุจากการตกเลือด เช่น เลือดออกจากบาดแผล ตกเลือดหลังคลอด แท้งบุตร หรือถ่ายเป็นเลือด ไข้เลือดออก การเสียน้ำ ท้องเดินอย่างรุนแรง อาเจียนรุนแรง บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก การสูญเสียภายใน เช่น การตกเลือดในครรภ์นอกมดลูก กระดูกหัก เป็นต้น

2)   ภาวะช็อคจากระบบประสาท Neurogenic shock เกิดโดยผ่านระบบประสาทอัตโนมัติและศูนย์ควบคุมหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายขยายตัว เป็นผลทำให้ความดันโลหิตต่ำ เช่น ตกใจ เสียใจ เจ็บปวดรุนแรง ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ ได้ยานอนหลับหรือยาสลบ อาการเป็นลมธรรมดาก็ถือว่าเป็นภาวะช็อคอย่างอ่อนๆชนิดหนึ่ง

3)   ภาวะช็อคจากโรคติดเชื้อ Septic shock ซึ่งเกิดจากพิษของแบคทีเรีย เช่น การอักเสบจากการติดเชื้อรุนแรง

4)   ภาวะช็อคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ Cardiogenic shock เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายจากหัวใจขาดเลือด ลิ้นหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะ ปอดทะลุ

5)   ภาวะช็อคจากการแพ้ Hypersensitivity shock หรือ Anaphylactic shock เช่น แพ้เพนนิซิลิน แพ้เซรุ่มต่างๆ แพ้พิษของผึ้งหรือแมลงต่างๆ

6)   ภาวะช็อคจากต่อมไร้ท่อ Endocrinic shock เช่น การใช้ยาประเภทสเตอรอยด์นานๆ

กลไกของร่างกาย

การเสียเลือด ( Bleeding ) 

         สาเหตุของภาวะช็อคส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการร่างกายได้รับบาดเจ็บ เนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ หรือมีการฉีกขาด เกิดบาดแผล มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อภายใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการเสียเลือด Bleeding อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องใน     ปริมาณมากๆ ซึ่งเป็นภาวะที่มีความล้มเหลวของระบบไหลเวียนโลหิตขึ้นความดันโลหิตจะลดลงเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆไม่เพียงพอปริมาตรของเลือดลดลง Hypovolamic shock  ขึ้นได้ 2 ลักษณะ

         1.  การเสียเลือดภายนอก External Bleeding การเสียเลือดจนถึงขั้นวิกฤต

              1)   ในผู้ใหญ่ปริมาณเลือดที่เสียไป  1,000  c.c.

              2)   ในเด็ก ปริมาณเลือดที่เสียไป  500 c.c.

              3)   ในทารกปริมาณเลือดที่เสียไป  100 - 200 c.c.

               ลักษณะของการเสียเลือดจากการบาดเจ็บภายนอก

               1)   การเสียเลือดจากหลอดเลือดแดง  มีลักษณะดังนี้

(1)   เลือดจะพุ่งออกจากแผล  สีแดงสด ปริมาณเลือดที่ไหลออกมักจะมีจำนวนมาก การห้ามเลือดทำได้ยากกว่าการเสียเลือดชนิดอื่นๆจนเกิดภาวะช็อคจากปริมาตรของเลือดลดลง Hypovolamic shock

(2)   เลือดจะมีลักษณะพุ่งแรงตามจังหวะการเต้นของชีพจร

(3)   ถ้าความดันโลหิตลดลงเลือดที่พุ่งออกมาก็จะน้อยลงด้วย

(4)  เส้นเลือดจะอยู่ลึกยกเว้นบริเวณข้อพับ

               2)   การเสียเลือดจากหลอดเลือดดำ  มีลักษณะดังนี้

                      (1)   เลือดจะไหลรินเป็นทาง  สีแดงคล้ำ ม่วง

                      (2)   เลือดจะไหลตลอดเวลา

                      (3)   เส้นเลือดที่ได้รับบาดเจ็บมักจะอยู่ตื้นกว่าหลอดเลือดแดง

                      (4)   เลือดที่ไหลออกมากแต่กดห้ามเลือดหยุดง่ายกว่า 

               3)   การเสียเลือดจากเส้นเลือดฝอย มีลักษณะดังนี้

                      (1)   เลือดซึมออกจากแผล  มีสีแดง

                      (2)   เลือดมีสีแดง 

                      (3)   เลือดไหลผิวหนังตื้นๆ เลือดมักจะหยุดได้เอง

               ความรุนแรงของอาการและอาการแสดงผู้บาดเจ็บ   

               ระยะที่ 1          

                      การเสียเลือด (c.c.)                     < 750

                      ร้อยละของการเสียเลือด (%)        10 - 15

                      ชีพจร (ครั้ง/นาที)                        < 100

                      ความดันโลหิต                             ปกติ

                      การหายใจ (ครั้ง/นาที)                 14 - 20

               ระยะที่ 2

                      การเสียเลือด (c.c.)                    750 - 1,500

                      ร้อยละของการเสียเลือด (%)        15 - 30

                      ชีพจร (ครั้ง/นาที)                        > 100

                      ความดันโลหิต                             ปกติ

                      การหายใจ (ครั้ง/นาที)                 20 - 30

              ระยะที่  3

                      การเสียเลือด (c.c.)                    1,500 - 2,000

                      ร้อยละของการเสียเลือด (%)        30 - 40

                      ชีพจร (ครั้ง/นาที)                        > 120

                      ความดันโลหิต                             ต่ำ

                      การหายใจ (ครั้ง/นาที)                 30 - 40

             ระยะที่  4

                      การเสียเลือด (c.c.)                     > 2,000

                      ร้อยละของการเสียเลือด (%)         > 40

                      ชีพจร (ครั้ง/นาที)                        > 140

                      ความดันโลหิต                             ต่ำ

                      การหายใจ (ครั้ง/นาที)                 < 35

        2.   การเสียเลือดภายใน Internal Bleeding

              สาเหตุ

              1)    จากการถูกกระแทก อาจพบรอยช้ำ ผิดรูป บวมรอยจากการกระทบ

              2)    บาดแผลทะลุ แผลภายนอกอาจดูเล็กน้อย แต่ภายในอาจเกิดการเสียเลือดอย่างมากได้

              อาการและอาการแสดง

              1)    ปวด  กดเจ็บ บวมช้ำบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ

              2)    เลือดออกจากปาก ทวารหนัก ช่องคลอดหรือทวารต่างๆ

              3)    อาเจียนเป็นเลือด

              4)    ถ่ายเป็นเลือด

              5)    ท้องอืด กดเจ็บ

              6)    ช็อค 

อาการของผู้เจ็บป่วยช็อค Shock

       ผู้ป่วยอาจจะมีอาการกระสับกระส่าย กระหายน้ำ ความรู้สึกตัวและความคิดอ่านลดลง ลุกขึ้นนั่งจะมีอาการจะเป็นลมจนต้องล้มตัวลงนอน ปัสสาวะน้อยลง มือเท้าแขนขาซีดและเย็น เหงื่อออก หายใจเร็ว เล็บเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นสีเขียวคล้ำ ในบางครั้งมือเท้าแขนขาของผู้ป่วยอาจเหมือนคนปกติที่รู้สึกอุ่นและไม่ชื้นก็ได้ ซึ่งอาจพบได้ในระยะแรกๆของอาการช็อคที่มีสาเหตุตามข้อ 2 3 ในรายที่เป็นนานๆ หรือรุนแรง จะมีอาการซึม สับสน กระหายน้ำมาก ผิวหนังซีดคล้ำ ตัวเย็นจัด หอบ ปัสสาวะแทบไม่มีเลย ผู้ป่วยจะหมดสติ และตายในที่สุด

อาการ

สาเหตุ

 ซีด เย็น เย็นชื้น

 มีการกระจายเลือดไปยังอวัยวะยังชีพมากขึ้น (หัวใจ สมอง ปอด)

 อาการเขียวคล้ำ

 เลือดไหลเวียนไปยังผิวหนังลดลง ปริมาณอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงลดลง

 ชีพจรเต้นเบา เร็ว >100 ครั้ง/นาที

 เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดออกจากหัวใจ คลำได้เบาเพราะความดันโลหิตลด

 หายใจตื้น เร็ว

 เพิ่มปริมาณอ๊อกซิเจนในกระแสโลหิต

 กระสับกระส่าย หมดสติ

 เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง

 ความดันโลหิตต่ำ และช่วงบนกับช่วงล่าง  ต่างกันน้อยกว่า 30 มม.ปรอท

 หัวใจวาย ปริมาณเลือดไหลเวียนลดลง

 ม่านตาขยาย คลื่นไส้ อาเจียน

 เป็นการตอบสนองระบบประสาท


การดูแลช่วยเหลือเบื้องต้น

1)   สวมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง ตามหลัก Universal Precaution เช่น ถุงมือ mask เอี้ยม ฯ

2)   จัดการทางเดินหายใจ และเปิดการหายใจให้สะดวก

3)   ยกขาผู้ป่วยสูงจากพื้น 8 – 12 นิ้วยกเว้นในรายที่มีอาการหายใจหอบและมีการบาดเจ็บที่สะโพก ขา ศีรษะ อก ท้อง คอ สันหลัง ให้นอนราบหงาย

4)   ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายผู้ป่วย ห่มผ้า ให้ออกซิเจน

5)   หาสาเหตุของการช็อก

(1)   ถ้ามีเลือดออก รับห้ามเลือดให้หยุด (ถ้าสามารถกระทำได้ )

(2)   ถ้ามีไข้สูง เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น

(3)   ถ้ามีรอยฟกช้ำหรือบาดแผลที่สงสัยกระดูกหัก ให้ตรึงส่วนนั้นไม่ให้เคลื่อนไหว

6)   ถ้าผู้ป่วยมีสติรู้สึกตัว ให้กำลังใจอาจให้ดมยาดมได้

7)   ไม่ให้คนมุงรอบตัวผู้ป่วย

8)   ถ้าผู้ป่วยหมดสติ ให้การดูแลช่วยเหลือเช่นเดียวกับผู้ป่วยหมดสติทั่วไป

9)   แจ้งศูนย์ประสานงานและสั่งการขอกำลังสนับสนุน เพื่อส่งต่อผู้ป่วยในทันที

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Wednesday, 17 April 2019, 11:25AM