เนื้อหา เรื่อง การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ( Basic Cardiopulmonary resuscitation : Basic CPR )


       โดยทั่วไปการตัดสินว่าคนเป็นผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะดูที่การทำงานของอวัยวะสำคัญ  2 ส่วน ได้แก่ ภาวะหัวใจหยุดเต้น และภาวะหยุดการหายใจ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนต่างมีความสัมพันธ์ต่อกัน  โดยข้อเท็จจริงทางการแพทย์เมื่อ  เกิดภาวะฉุกเฉินขึ้นอย่างฉับพลันหากมีใครสักคนที่สามารถทำการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน Basic Life Support ได้อย่างถูกต้องภายในเวลา 4 นาที เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ปอดและมีออกซิเจนไหลเวียนไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆของร่างกาย ทำให้ไม่เกิดภาวะสมองตาย และสามารถกลับมามีชีวิตปกติได้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ทุกคนรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์จักต้องมีความรู้ ความสามารถในการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน และมีทักษะในการให้ความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ

       ภาวะหยุดการหายใจ Respiratory Distress ภาวะหยุดการหายใจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การมีสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ  หรืออยู่ในที่ที่ไม่มีอากาศ การจมน้ำ และการสูดดมควันเข้าไปมากทำให้ขาดออกซิเจนและขัดขวางการแลกเปลี่ยนของออกซิเจนภายในปอด การได้รับยาเกินขนาด ไฟฟ้าดูด หรือการได้รับบาดเจ็บที่ทรวงอกทำให้กระบวนการทำงานของระบบหายใจผิดไป 

       ภาวะหัวใจหยุดเต้น Cardiac Arrest ภาวะหัวใจหยุดเต้น หมายถึงการไหลเวียนโลหิตหยุดลงอย่างสิ้นเชิง จากหลายสาเหตุ เช่น จากโรคของหัวใจ  กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงจากเส้นเลือดตีบเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน สมองและอวัยวะต่างๆของร่างกายขาดเลือดไหลเวียนไปเลี้ยง เซลล์ต่างๆiรวมทั้งเซลล์สมองจะเริ่มตายไปและเกิดความเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาที่หัวใจหยุดการทำงาน

การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน: Basic CPR

การช่วยฟื้นคืนชีพ หมายถึง การช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนกลับคืนสู่สภาพเดิม ป้องกันเนื้อเยื่อได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวรได้โดยการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic life support) ซึ่งได้แก่ การผายปอด และการนวดหัวใจภายนอก ในคนที่หยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นหากได้รับความช่วยเหลือโดยทำการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน Basic Life support ได้ถูกต้องตามหลักการก็จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ปอดและมีการไหลเวียนนำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ ซึ่งได้แก่ สมอง ไตและตับอย่างเพียงพอ สมองสามารถกลับไปทำงานได้ต่อไปได้โดยสมองไม่เกิดการตาย คนนั้นก็จะสามารถกลับฟื้นคืนชีวิตมาสู่ปกติได้ ซึ่งการช่วยเหลือด้วยการทำการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานจะต้องกระทำภายใน 4 นาทีแรกของการหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นจึงจะได้ผลดี หลังจากนั้นเนื้อเยื่อสมองจะเริ่มตายไปตามระยะเวลาที่ผ่านไป ทำให้หน้าที่ของสมองส่วนนั้นเสียไปอย่างถาวร ดังนั้นเมื่อพบคนที่หมดสติให้ปฏิบัติตามหลักปฏิบัติตามขั้นตอน  DRCAB ดังนี้

D = Dangerous การประเมินความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุ  สภาพแวดล้อมต้องปลอดภัยต่อผู้ช่วยเหลือและผู้ป่วย

R = Response คือการตรวจเช็คการตอบสนองของผู้เจ็บป่วย เริ่มต้นการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน โดยการใช้มือทั้ง 2 ข้างจับบริเวณหัวไหล่ของผู้เจ็บป่วยเขย่าหรือตบให้แรงพอควร พร้อมเรียกดังๆ หากผู้เจ็บป่วยไม่ตอบสนอง แสดงว่าระบบประสาทของผู้เจ็บป่วยมีความผิดปกติ ให้ตะโกนเรียกและขอความช่วยเหลือจากคนใกล้เคียงและรายงานศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการให้เร็วที่สุด

C = Cmpression and Circulation ให้ผู้ช่วยเหลือทำการตรวจเช็คชีพจรที่บริเวณคอทันที  ใช้ระยะเวลาประเมินไม่เกิน  10 วินาที เมื่อผู้ช่วยเหลือทำการเช็คชีพจรและไม่พบการเต้นของชีพจร ให้ผู้ช่วยเหลือทำการปั๊มหัวใจทันที

A = Air way หลังจากผู้ช่วยเหลือปั๊มหัวใจตามจำนวนที่มาตรฐานกำหนดแล้ว ให้ทำการเปิดทางเดินหายใจผู้เจ็บป่วยทันที โดยใช้เทคนิค Head tilt Chin lift โดยการใช้สันมือด้านที่อยู่ใกล้กับศีรษะผู้เจ็บป่วยวางบนหน้าผากผู้บาดเจ็บพร้อมกับกดหน้าผาก และใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของมืออีกด้านจับที่กระดูกขากรรไกรเชยคางขึ้น

B = Breathing ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือที่วางบนหน้าผากบีบจมูกผู้เจ็บป่วย สูดลมหายใจเข้า วางปากผู้ช่วยเหลือครอบปากผู้เจ็บป่วยแนบให้สนิท และเป่าลมเข้าไป โดยการเป่าแต่ละครั้งให้ยาวประมาณ 1 – 2 วินาที จนเห็นหน้าอกผู้เจ็บป่วยยกตัวขึ้น พร้อมกับปล่อยให้หน้าอกผู้เจ็บป่วยยุบลงมาอยู่ตำแหน่งเดิม ก่อนที่จะเป่าการช่วยหายใจครั้งที่ 2   

ขั้นตอนปฏิบัติในการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

1.   การประเมินสภาวะผู้ป่วย เพื่อประเมินระดับสติสัมปชัญญะของผู้ป่วย โดยการเรียกเสียงดังๆ พร้อมใช้มือตบที่แขน หรือไหล่ผู้ป่วยแรงๆ เพื่อดูการตอบสนองของผู้ป่วย ถ้าไม่มีการตอบสนองใดใด ให้สันนิษฐานว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะฉุกเฉินที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ก้มเอาแก้มอังบริเวณจมูกของผู้เจ็บป่วยพร้อมตามองบริเวณทรวงอก เพื่อสังเกตลมหายใจกระทบแก้มผู้ช่วยเหลือ และทรวงอกมีการเคลื่อนไหวหรือไม่  ในกรณีสงสัยว่าจะมีการบาดเจ็บของศีรษะและคอ ให้พยายามขยับตัวผู้ป่วยหมดสติให้น้อยที่สุด เพราะการขยับตัวมากอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังเป็นอัมพาตได้ ลักษณะของการหายใจไม่พียงพอ

1)   การหายใจเข้าผู้ใหญ่ น้อยกว่า 8 ครั้ง/นาที

เด็ก น้อยกว่า 10 ครั้ง/นาที

ทารกน้อยกว่า 20 ครั้ง/นาที

2)   การเคลื่อนไหวของทรวงอกไม่เพียงพอ

3)   ตัวเขียว Cyanosis

4)   ระดับความรู้สึกเปลี่ยนแปลง

5)   ต้องออกแรงในการหายใจ

6)   หายใจเฮือก Gasping

7)   มีเสียงครืดคราด

8)   อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงสัมพันธ์กับการหายใจ


2.   การคลำชีพจร สำหรับประชาชนทั่วไปไม่แนะนำให้ทำ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ให้คลำชีพจร ในตำแหน่งที่ข้อมือ radial artery หรือที่คอ carotid arteryโดยใช้เวลาประเมินไม่เกิน 10 วินาที หากผู้ประเมินไม่มั่นใจว่าผู้ป่วยมีชีพจรหรือไม่ ให้ทำการกดหน้าอกในทันทีและทำการประเมินชีพจรซ้ำทุก 2 นาทีของการช่วยฟื้นคืนชีพ


3.   การร้องขอความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที 

1)   ตะโกนเสียงดังๆขอให้มีคนมาช่วย พร้อมทั้งขอเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าใกล้เคียง และให้โทรแจ้งขอความช่วยเหลือจากโทร 1669 

2)   กรณีที่ไม่มีคนอยู่ใกล้เคียงที่จะมาช่วย ก่อนลงมือปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพให้โทรแจ้งขอความช่วยเหลือที่หมายเลข 1669 ทันที

4.   จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นราบแข็ง ไม่มีน้ำชื้นแฉะ

5.   ลงมือปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ CPR ด้วยการกดหน้าอกผู้ป่วย chest compressing กรณีมีผู้ช่วยคนเดียว  แต่หากมีผู้ช่วย 2 คน ให้แบ่งหน้าที่กันดูแลทางเดินหายใจและกดหน้าอก ตามหลักการ C – A – B ดังนี้

5.1   การกดหน้าอกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้เกิดการไหลเวียนโลหิตในขณะทำการช่วยฟื้นคืนชีพและช่วยหายใจ

5.2   นั่งคุกเข่าข้างลำตัว ระยะห่างผู้ป่วยเล็กน้อยให้รู้สึกถนัดเวลากดหน้าอก และวางมือตรงตำแหน่งกึ่งกลางอกตัดแนวราวนมทั้งสองข้าง ยืดลำแขนทั้งสองข้างให้ตึงพร้อมกดน้ำหนักในแนวดิ่งได้ถนัด


5.3   การกดหน้าอกต้องแรงและเร็ว โดยกดความลึกที่ 2 นิ้วหรือ 5 ซ.ม. อัตราความเร็ว 100 ครั้ง/นาที และมีการปล่อยให้ทรวงอกยกกลับคืนจนสุดระหว่างการกดทุกครั้ง จนกว่าจะมีคนมาช่วยและวางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัว อาจมีการติดต่อจากศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ


5.4   ในกรณีที่มีผู้ช่วยเหลือ 2 คนให้เปลี่ยนหน้าที่ในการกดหน้าอกทุก 2 นาทีหรือการกดครบ 5 รอบ

5.5   รบกวนการกดหน้าอกให้น้อยที่สุด และสามารถหยุดการกดได้ไม่เกิน 10 วินาทีในช่วงที่จะต้องดำเนินการ

-  การคลำชีพจร

-  มีการช็อกไฟฟ้า

-  ต้องการใส่อุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจ

6.   เปิดทางเดินหายใจ Open air way เป็นการช่วยการหายใจ โดยการเปิดทางเดินหายใจที่ไม่ใช้อุปกรณ์

1)   การดันคางและกดหน้าผาก Head Tilt – Chin Lift เป็นเทคนิคการดูแลทางเดินหายใจในผู้ป่วยหมดสติหลังทำการ CPR แล้ว ให้ทำการเปิดทางเดินหายใจผู้บาดเจ็บทันที โดยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า(Head tilt Chin lift) 


-   วางสันมือข้างหนึ่งบนหน้าผากและกดให้ศีรษะแหงนไปด้านหลัง

-   วางนิ้วของมืออีกข้างที่ใต้ปลายคางและยกปลายคางขึ้นจะทำให้ศีรษะผู้ป่วยแหงนไปข้างหลังและปากต้องไม่เปิด

2)   การทำ Jaw Thrust ในผู้ป่วยที่สงสัยมีการบาดเจ็บของไขสันหลัง ให้ทำ Manual in Line ให้เปิดทางเดินหายใจด้วยท่ายกขากรรไกรล่างขึ้น Jaw Thrust Maneuver โดยวางมือ 2 ข้างบริเวณด้านข้างของศีรษะ เพื่อป้องกันการเคลื่อนของศีรษะและเปิดทางเดินหายใจด้วย

7.   ช่วยการหายใจ จุดประสงค์หลัก คือ รักษาระดับออกซิเจนให้เพียงพอและขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกดังนั้นผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นจากการขาดอากาศ เช่น จมน้ำ จึงต้องรับกดหน้าอกและช่วยหายใจ 5 รอบหรือ 2 นาทีก่อนการร้องขอความช่วยเหลือ โดยมีหลักปฏิบัติ ดังนี้

7.1   ช่วยหายใจมากกว่า 1 วินาทีในแต่ละครั้ง

7.2   สังเกตการณ์เคลื่อนไหวของหน้าอกแสดงว่าปริมาตรของอากาศที่เข้าสู่ร่างกายเพียงพอ การช่วยหายใจด้วยปริมาตรสูงเกินไปจะทำให้เกิดการโป่งพองของกระเพาะอาหาร และเสียงต่อการสำลัก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเพิ่มของแรงดันภายในทรวงอก ส่งผลให้เลือดกลับไปเลี้ยงหัวใจลดลง หัวใจจะสูบฉีดเลือดลดลงด้วย

7.3   ใช้อัตราการกดหน้าอก 30 ครั้งต่อการช่วยหายใจ 2ครั้ง

7.4   หยุดการกดหน้าอก เฉพาะเมื่อปฏิบัติการโดยใช้เครื่อง AED ช็อก 1 ครั้ง

8.   กรณีที่มีเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ  ติดตั้งเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า กรณีที่มีผู้นำเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า AED มา ยังคงกดหน้าอกต่อไปจนมีการติดตั้งแผ่นสัญญาณตามตำแหน่งพร้อมให้มีการช็อก

8.1   ติดตั้งแผ่นสัญญาณตามตำแหน่งพร้อมให้มีการช็อก 

8.2   เปิดเครื่อง 

8.3   ปฏิบัติตามคำแนะนำอัตโนมัติของเครื่อง

8.4   หลังปฏิบัติการช็อกโดย AED 1 ครั้งให้ตรวจเช็คการเต้นของหัวใจซ้ำ และตามด้วยปฏิบัติการกดหน้าอกต่อทันที 

9.   ปฏิบัติการช่วยเหลือหลังทำการช็อคกระตุ้นหัวใจ

1)   กรณีที่ชีพจรเริ่มมา ให้กดหน้าอกต่อทันทีอีก 2 รอบ นำส่งโรงพยาบาล

2)   กรณีที่ยังไม่ปรากฏชีพจรให้กดหน้าอกต่ออีก 2 นาที ทำการช็อคกระตุ้นหัวใจซ้ำ

10.   การจัดท่านอน ท่าพักฟื้น Recovery Position สำหรับผู้ป่วยทั่วไปเท่านั้น ไม่ควรใช้ท่าพักฟื้นในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

ปฏิบัติการในการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน 

        กรณีปฏิบัติการคนเดียว หลังจากโทรแจ้งขอความช่วยเหลือ ผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นราบแข็ง ไม่มีน้ำชื้นแฉะ ประเมินสภาพผู้ป่วยเบื้องต้นแล้ว วินิจฉัยผู้ป่วยอยู่ในภาวะฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลือทันทีดังนี้

1.   การจัดท่าเตรียมพร้อมปฏิบัติ

1)   จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นราบแข็ง ไม่มีน้ำชื้นแฉะ

2)   ให้นั่งคุกเข่าด้านข้างลำตัวผู้ป่วยด้านใดด้านหนึ่งและโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย


3.   การช่วยการหายใจในผู้เจ็บป่วยวิกฤติได้แก่  

 3.1   เปิดทางเดินหายใจ โดยการ

1)  ทำดันคางและกดหน้าผาก Head Tilt Chin Lift


2)  การทำยกคาง Jaw Thrust 


3.2   ช่วยหายใจ จุดประสงค์ เพื่อการรักษาระดับออกซิเจนให้เพียงพอและขับคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการเป่าปาก  ในผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้น เนื่องจากการขาดอากาศจึงควรช่วยการหายใจก่อนปฏิบัติการอื่นๆ (การร้องขอความช่วยเหลือ) โดยการช่วยหายใจในแต่ละครั้งนานมากกว่า 1 วินาทีและต้องสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของทรวงอก แสดงปริมาตรของอากาศที่เข้าไปในปอดเพียงพอไม่สูงหรือต่ำเกินไป ด้วยวิธีการเป่าอากาศเข้าทางปาก ดังนี้

1)   Mouth to mouth ผู้ปฏิบัตินั่งคุกเข่าด้านข้างส่วน ศีรษะผู้ป่วยใช้มือข้างหนึ่งบีบจมูกผู้ป่วยสูดหายใจเต็มที่และใช้มืออีกข้างกดที่คางด้านล่างของผู้ป่วยให้มีลักษณะอ้าปาก พร้อมก้มลงใช้ปากประกบปากผู้ป่วยกดให้สนิทพร้อมค่อยปล่อยลมหายใจออกทางปากผ่านเข้าปากผู้ป่วยนานประมาณ 6 – 8 วินาทีแล้วจึงปล่อยปากยืดลำตัว และเริ่มทำเช่นนี้ติดต่อกัน 2 ครั้งก่อน 


2)   Mouth to Mask ผู้ปฏิบัติครอบหน้ากาก Mask หรือ Pocket mask ลงบนปากและจมูก โดยให้สันจมูกเป็น guide เลือกขนาดหน้ากากให้พอเหมาะกับใบหน้าผู้เจ็บป่วยเพื่อป้องกันลมรั่วขณะเป่าช่วยหายใจ ใช้ โคนนิ้วหัวแม่มือประกบ 2 ด้านแล้วกดน้ำหนักลงบนขอบของ mask ให้แน่นและใช้นิ้วชี้วางบนขอบของ mask ที่ครอบอยู่บนคาง ส่วนนิ้วอื่นๆเกี่ยวขากรรไกรทั้ง 2 ข้างยกขากรรไกรขึ้นดันให้ศีรษะแหงนไปด้านหลัง สูดลมและเป่าเข้าไปใน mask อย่างช้าๆใช้เวลาประมาณ 1 1/2 – 2 วินาทีให้ทรวงอกกระเพื่อมขึ้น อัตรา

-   ในผู้ใหญ่เป่า 10 – 12 ครั้ง/นาที

-   ในเด็กและทารกเป่า 20 ครั้ง/นาที

-   ในทารกแรกเกิดเป่า 40 ครั้ง/นาที


4.   ลงมือปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ โดย

4.1   วางส้นมือด้านที่ไม่ถนัดลงที่ตำแหน่งกลางอกแนวเดียวกับราวหัวนมทั้งสองข้าง และวางมืออีกข้าง ทับประสานลงไป การลงมือปฏิบัติการตามขั้นตอน

4.2   เริ่มกดหน้าอก  30 ครั้ง ให้มือทั้งสองทับประสานกันโดยใช้น้ำหนักตัวของตนเองกดลงไปในทรวงอก ลึกจมจมลงจากปกติประมาณ 2 นิ้วหรือประมาณ5 ซม. และผ่อนกำลังกดให้สุดโดยไม่ยกสันมือขึ้นจากทรวงอกจะกลับสู่ปกติ แล้วจึงกดซ้ำๆ ต่อไปด้วยอัตราความเร็วหรือจังหวะการกดหน้าอก 100 – 120 ครั้ง/นาทีติดต่อกัน สลับกับการช่วยการหายใจ2 ครั้งๆละยาวประมาณ 6 – 8 วินาทีนับเป็นการกด หน้าอก 1 รอบ กรณีการปฏิบัติการคนเดียวจะใช้หลักการ CPR 2010

และสำหรับประชาชนคือ ให้ความสำคัญกับการกดหน้าอกที่มีประสิทธิภาพสามารถกดหน้าอกอย่างถูกต้องสม่ำเสมอเพียงอย่างเดียวไม่ต้องสลับกับการช่วยหายใจได้


กรณีปฏิบัติการด้วยบุคลากร 2 คน 

แบ่งหน้าที่ในการกดหน้าอกพร้อมช่วยการหายใจกันอัตราการกดหน้าอก : การช่วยหายใจคือ 30 : 2 ทุก 2 นาทีหรือ จะทำติดต่อกันจนครบ 5 รอบ จะทำการคลำชีพจรซ้ำ และสลับหน้าที่กัน


5.   การช็อกไฟฟ้าหัวใจโดยใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจแบบอัตโนมัติ Automated External Difibrilation : AED เมื่อมีการนำเครื่อง AED มา มีขั้นตอนวิธีปฏิบัติ ดังนี้

1)   ประเมินสภาพผู้ป่วยขั้นต้น ด้วยการคลำชีพจรหากยังไม่ปรากฏว่าหัวใจมีการเต้น

2)   หยุด CPR หากผู้ป่วยดีขึ้น ถ้าผู้ป่วยยังไม่มีการตอบสนองให้เตรียมทำ Defibrillation 

3)   เปิดเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจ

4)   ติดแผ่นนำสัญญาณไฟฟ้า electrode ในตำแหน่งที่กำหนด 2 จุดตามตำแหน่งที่กำหนด 2 จุด ได้แก่ ขอบบนขวาของ sternum และที่ cardiac apex      

5)   บอกให้แน่ใจว่าผู้ช่วยเหลือทุกคนถอยห่างจากตัวผู้ป่วย

6)   กดปุ่ม Analyse ( ถ้ามี ) เครื่องจะทำ การวิเคราะห์การเต้นของหัวใจ

7)   ปฏิบัติตามเครื่องแนะนำ

-   เมื่อเครื่องพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติเครื่องจะแนะนำให้ช็อกไฟฟ้าหัวใจ กดปุ่มshock เมื่อสัญญาณไฟขึ้น

-   หากเครื่องไม่แนะนำให้ทำการช็อกไฟฟ้า  ถ้ามีชีพจร ให้ตรวจการหายใจ

8)   ให้กดหน้าอกทันทีไม่ควรทิ้งระยะห่างเกิน 10 วินาทีเริ่มทำการกดหน้าอกต่อเนื่องและถ้าไม่หายใจให้ช่วยหายใจได้ ให้ออกซิเจน 

6.   การจัดท่าพักฟื้น Recovery Position เมื่อปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพได้ผลและสิ้นสุดลง ขณะรอชุดปฏิบัติการระดับที่สูงกว่า หรือขณะการลำเลียงนำส่งควรจัดท่านอนให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าพักฟื้นซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินทั่วไป ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่

ได้รับบาดเจ็บ วิธีปฏิบัติ

1)   ยกแขนซ้ายขึ้นเหนือศีรษะ จับขาขวาไขว้ซ้าย

2)   ประคองหน้า และจับไหล่ขวาของผู้ป่วย

3)   ผลักผู้ป่วยไปทางด้านซ้าย

4)   วางมือขวาของผู้ป่วยไว้ข้างๆใบหน้า

5)   ศีรษะ ลำตัวและไหล่ของผู้ป่วยจะต้องเคลื่อนไปพร้อมกันโดยไม่บิดหรือเอี้ยวตัว

6)   จัดศีรษะให้อยู่ตรงกลางมากที่สุด

7.   การส่งมอบผู้เจ็บป่วยให้กับชุดปฏิบัติการระดับสูง หรือบุคลากรแพทย์ พยาบาลของโรงพยาบาลปลายทาง

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Friday, 19 April 2019, 11:26AM