เนื้อหา เรื่อง ปฏิบัติการในภาวะฉุกเฉินระบบทางเดินหายใจ

การช่วยเหลือภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจ


       โดยหน้าที่หลักของระบบหายใจ ก็คือ นำออกซิเจนเข้ามาสู่ร่างกายและขับคาร์บอนไดออกไซด์ และทำให้เกิดเสียงพูดจากการที่อากาศผ่านสายเสียง Vocal cord เป็นกระบวนการซึ่งต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนได้แก่ ส่วนองค์ประกอบภายนอก คือ อากาศที่ใช้ในการหายใจ และส่วนองค์ประกอบของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายในระบบหายใจ ทำหน้าที่ประสานกันอย่างเหมาะสม การหายใจจึงจะเกิดประสิทธิภาพ ในส่วนองค์ประกอบภายในร่างกายยังมีส่วนประกอบย่อยลงไปเป็น 2 ส่วนได้แก่


1.   ส่วนที่เป็นทางเดินของลมหายใจ ได้แก่ จมูก ปาก คอหอย กล่องเสียง ฝาปิดกล่องเสียง หลอดลมใหญ่  (trachea)หลอดลมเล็ก bronchiหลอดลมย่อย bronchioles (bronchi)  และ แขนงภายในปอดทั้งสองข้าง 

2.   ส่วนที่เป็นระบบการหายใจ ที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซ ได้แก่ ปอด ถุงลม กระบังลม หลอดเลือดและผนังหลอดเลือดการหายใจปกติ 


ในสภาพปกติการหายใจจะอาศัยขบวนการของการเคลื่อนตัวของกระบังลม โดยขณะหายใจเข้ากระบังลมจะหดตัว ดึงให้ปอดขยายตามมาทางช่องท้อง ในขณะที่หายใจออกกระบังลมจะพัก ในช่วงนี้(แรง) การคืนตัวของปอดทรวงอกและ ช่องท้อง (recoil force) จะดึงให้ปอดหดตัวสำหรับในช่วงที่มีความต้องการอากาศมาก ส่วนแรงที่จะช่วยให้การหายใจออกเกิดได้คือแรงที่ได้จากกล้ามเนื้อท้องที่จะดันให้อวัยวะในช่องท้องไปดันกระบังลมขึ้น 

ลักษณะของการหายใจที่ปกติ คือ

1)   อัตราการหายใจ โดยปกติในผู้ใหญ่มีค่า 12 – 20 ครั้ง/นาที ในเด็ก  15 – 30 ครั้งต่อนาที และในทารก 25 – 30 ครั้งต่อนาที

2)   จังหวะการหายใจ ควรสม่ำเสมอ ในสภาวะปกติอาจได้ยินเสียงหายใจเบาๆ

3)   ทรวงอกจะมีการขยายตัวและลดลงเท่ากันทั้งสองข้าง

4)   การหายใจปกติไม่ต้องใช้การออกแรงหรือใช้ความพยายามในการหายใจมาก

5)   ลักษณะการหายใจไม่มีสิ่งผิดปกติ เช่น ไม่ตื้นหรือลึกเกินไป ไม่มีอาการกระสับกระส่ายร่วมด้วย ระดับความรู้สึกตัวหรือสีผิวไม่มีการเปลี่ยนแปลง การพูดเป็นประโยคยาวๆได้ปกติ เป็นต้น

ภาวะฉุกเฉินของการหายใจ

1.   ลักษณะของการหายใจที่ผิดปกติ

1.1   การหายใจเสียงดังผิดปกติ ที่พบได้แก่

1)   เสียงครืดคราด ( crowing ) อาจพบได้ในเด็กหรือคนที่เป็นหวัด ถ้าพบในผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวต้องรีบเปิดทางเดินลมหายใจ ดูดเสมหะให้

2)   เสียงน้ำเดือด ( gurgling ) เกิดจากการที่มีน้ำ ( จากการสำลัก ) น้ำลาย เสมหะตกลงไปในทางเดินหายใจ ซึ่งต้องได้รับความช่วยเหลือโดยการดูดเสมหะให้ ระวังการสำลักซ้ำ

3)   เสียงกรน ( snoring ) เกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนถูกอุดกั้น จากลิ้นที่ตกไปด้านหลัง เสียงจะสม่ำเสมอบ้างไม่สม่ำเสมอบ้าง ตามตำแหน่งของลิ้น บางรายจัดท่านอนให้นอนตะแคงการกรนก็จะหายไป หากจัดท่าแล้วไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยปลุกไม่ตื่นไม่รู้สึกตัวต้องรีบช่วยเปิดทางเดินหายใจ 

4)   เสียง stridor ลักษณะเสียงคล้ายๆน้ำเดือด ผู้ป่วยมักมีการหายใจลำบาก ต้องรีบแก้ไข 

5)   เสียงวี๊ด (wheezing ) เป็นเสียงแหลมๆที่ได้ยินขณะหายใจออก พบในผู้ป่วยหอบหืด ถุงลมโป่งพองถ้าเป็นมากจะพูดไมมีเสียง

2.   ภาวะหายใจลำบาก  Dyspnea ลักษณะอาการและอาการแสดงที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะหายใจที่ไม่เพียงพอจนนำไปสู่ได้แก่

1)   หายใจเสียงดังผิดปกติ

2)   ไม่สามารถพูดได้เต็มประโยค

3)   จังหวะการหายใจไม่สม่ำเสมอ

4)   นอนราบไม่ได้ หรือต้องนั่งโน้มตัวไปข้างหน้า

5)   บางรายมีลักษณะการหายใจตื้น หายใจช้าลง หรือหายใจเร็วขึ้น ชีพจรเร็วขึ้น และอาจมีสีผิวเปลี่ยนไป เขียวคล้ำ ซีด

การดูแลผู้ป่วยในภาวะหายใจลำบาก

1)   การประเมินสภาวะผู้ป่วย

(1)   ประเมินระดับความรู้สึกตัว

(2)   ประเมินอัตราและจังหวะการหายใจ แยกระหว่างหายใจปกติกับผิดปกติ โดยสังเกตจาก

-   การเคลื่อนไหวของทรวงอก

-   อัตราการหายใจ

-   เสียงของการหายใจ

-   การใช้กล้ามเนื้อส่วนใดหายใจ

-   การแสดงท่าทางของผู้ป่วยขณะนั้น

-   สีผิว บ่งบอกถึงภาวการณ์ขาดอกซิเจนหรือไม่

2)   การซักประวัติและการตรวจร่างกาย สิ่งสำคัญที่ต้องถามได้แก่

(1)   เวลาที่เริ่มมีอาการ

(2)   เหตุกระตุ้นให้มีอาการ

(3)   ลักษณะและความรุนแรงของอาการ

(4)   ระยะเวลาที่เป็นนานเท่าใด

(5)   การดูแลเบื้องต้นที่ได้รับ

(6)   ประวัติโรคประจำตัว

3)   การช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะหายใจลำบาก

(1)   ถ้าผู้ป่วยบอกได้ว่าหายใจลำบาก

-   จัดท่านอนให้ผู้ป่วยรู้สึกสุขสบาย ควรจัดให้นั่งหรือนอนหัวสูง ถ้ามีอาการกระสับกระสายให้ขอกำลังสนับสนุนจากทีมปฏิบัติการระดับสูง

-   ให้ออกซิเจน ถ้าผู้ป่วยเคยมีประวัติหายใจลำบากและเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง COPD ควรให้ออกซิเจนปริมาณน้อยๆ 2 – 3 ลิตรต่อนาที

-   ตรวจวัดสัญญาณชีพเป็นระยะๆ

(2)   ถ้าผู้ป่วยมียาพ่นฝอยละออง ซึ่งเป็นยาที่ใช้ประจำ

-   ปรึกษาแพทย์ที่ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ เพื่อขอคำแนะนำ

-   ให้ผู้ป่วยพ่นยาหรือช่วยพ่นยาซ้ำเมื่อจำเป็นต้องให้

-   ประเมินว่าผู้ป่วยอาการดีขึ้นหลังพ่นยาหรือไม่

(3)   ถ้าผู้ป่วยไม่มียาพ่นฝอยละออง ให้ประเมินอาการผู้ป่วยต่อไปและรีบนำส่งโรงพยาบาล

(4)   รายงานอาการผู้ป่วยให้ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการเป็นระยะๆ เพื่อการตัดสินใจให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม

การจัดการทางเดินลมหายใจและการช่วยหายใจโดยไม่ใช้อุปกรณ์

1.   การเปิดทางเดินหายใจ

1.1   การเปิดทางเดินหายใจให้กับผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีปัญหาระบบหายใจที่ยังรู้สึกตัว ได้แก่

1)   การดูดเสมหะ (Suction) การดูดเสมหะ โดยการใช้ลูกสูบยางแดง ขนาดกลางใส่เข้าไปช่องปาก เพื่อดูดเสมหะหรือเศษอาหารออกจากปากผู้ป่วย  บางครั้งเศษอาหารมีขนาดใหญ่ทำให้ใช้เครื่องดูดเสมหะไม่ได้ผล อาจต้องใช้นิ้วมือของผู้ช่วยเหลือที่สวมถุงมือแล้วกวาดล้วงเอาเศษอาหารออกมา เศษอาหารจากการอาเจียน เสมหะ หรือภาวะเลือดออกดังกล่าว อาจทำให้เกิดภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้นโดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวได้ ดังนั้นจึงต้องรีบแก้ไขภาวะดังกล่าว เพื่อเปิดทางเดินหายใจและช่วยหายใจต่อไป   

1.2  การแก้ไขภาวะทางเดินหายใจถูกอุดกั้น การเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจมีหลายวิธีแต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าวิธีใดดีกว่ากัน ได้แก

1)   Abdominal thrust หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า Heimlich Maneuver  

ขั้นตอนการปฏิบัติ

(1)   ถามว่ามีประวัติการสำลักหรือไม่

(2) กรณีผู้ป่วยยังมีสติให้

ผู้ช่วยเหลือเข้าไปด้านหลังผู้ป่วยที่กำลังยืน ใช้สองมือโอบตัวผู้ป่วย โดยมือข้างหนึ่งกำหมัด ใช้นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านในชิดลำตัวผู้ป่วยวางในตำแหน่งหน้าท้องระหว่างสะดือกับลิ้นปี่แล้วใช้มืออีกข้างกำรอบมือที่กำหมัดอยู่ หรือใช้วิธีประสานมือสองข้างเข้าด้วยกัน จากนั้นออกแรงรัดกระตุกเข้าหาลำตัวผู้ป่วยอย่างแรงหลายๆครั้ง (ประมาณ 5 ครั้งโดยนับ 1 2 3 4 5) และทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่จะหลุดออกมา


(3)   เกรณีผู้ป่วยหมดสติให้จัดท่าให้นอนหงายราบ ให้ผู้ช่วยเหลือนั่งคร่อม

ผู้ป่วยแล้วใช้มือประสานกัน แล้วใช้สันมือกดกระแทกบริเวณเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่ในทิศทางเฉียงขึ้น ทำติดต่อกัน 5 ครั้งจากนั้นใช้นิ้วมือล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมออกมา แล้วจึงทำการตรวจการหายใจและให้การช่วยเหลือตามสภาพผู้ป่วยต่อไป


(4)   Modified Chest thrust

เป็นเทคนิคการเอาสิ่งแปลกปลอม ในกรณีผู้ป่วยเป็นคนอ้วนหรือในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ที่รู้สึกตัว โดยวางหมัดในลักษณะเดียวกับการทำ Abdominal thrust แต่วางไว้กึ่งกลางกระดูกหน้าอกแทนหน้าท้อง แล้วออกแรงกระตุกครั้งละจำนวน 5 ครั้งติดต่อกัน จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา


(5)   Back blow เป็นการ 

เอาสิ่งอปลกปลอมออกโดยการตบหลังใช้ในกรณีผู้ป่วยเป็นเด็ก โดยการใช้ส้นมือตบที่กลางหลังระหว่างปลายล่างของกระดูกสะบักทั้งสองข้าง ทำติดต่อกัน 5 ครั้งในทางยุโรปจะใช้วิธีตบหลังก่อนที่จะใช้วิธีกระตุกที่ท้อง ในสหรัฐอเมริกาไม่ใช้วิธีตบหลังเลย ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าวิธีการตบหลังในผู้ใหญ่จะได้ผลหรือไม่เพียงใด


2.   การช่วยหายใจในผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวโดยไม่ใช้อุปกรณ์

2.1   การดันคางและกดหน้าผาก Head Tilt – Chin Lift เป็นเทคนิคการดูแลทางเดินหายใจในผู้ป่วยหมดสติหลังทำการ CPR แล้ว ให้เปิดทางเดินหายใจผู้บาดเจ็บทันที โดยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า (Head tilt Chin lift)

(1)  จัดท่านอนหงายราบไม่หนุนหมอน

(2)  ใช้สันมือด้านที่อยู่ใกล้กับศีรษะผู้บาดเจ็บวางบนหน้าผากผู้บาดเจ็บพร้อมกับกดหน้าผาก 

(3)  ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของมืออีก ด้านจับที่กระดูกขากรรไกรเชยคางขึ้น 


2.2   การทำ Jaw Thrust ในผู้ป่วยที่สงสัยมีอาการบาดเจ็บของไขสันหลัง ให้ทำ Manual in Line ให้เปิดทางเดินหายใจด้วยท่ายกขากรรไกรล่างขึ้น Jaw Thrust Maneuver

(1)   ผู้ปฏิบัตินั่งคุกเข่าท่าคุดคู้ โดยก้มคุดคู้ด้านบนศีรษะผู้ป่วย                                                            

(2)   ให้ข้อศอกทั้งสองข้างวางบนพื้นหรือบนรถเข็นที่ผู้ป่วยนอน เพื่อให้จุดออกแรงงัดอยู่ที่แขนและมือ

(3)   ผู้ปฏิบัติใช้มือทั้ง 2 ข้าง จับกระดูกขากรรไกรล่าง หัวแม่มือกดที่ด้านหน้าของกระดูกขากรรไกร บริเวณอุ้งมือประคองด้านข้างศีรษะผู้ป่วย เพื่อป้องกันการเคลื่อนของศีรษะ

(4)   ออกแรงใช้นิ้วทั้งแปดยกกระดูกขากรรไกรล่างขึ้น ใช้หัวแม่มือกดด้านหน้าของกระดูกขากรรไกรล่างให้ปากอ้าออก โดยวิธีนี้ลิ้นที่กดทางเดินหายใจจะถูกยกขึ้นมาพร้อมกับกระดูกขากรรไกรล่าง


3.   การช่วยหายใจด้วยการให้ออกซิเจน เพื่อเพิ่มปริมาตรของออกซิเจนในกระแสเลือด เมื่อเปิดทางเดินหายใจให้กับผู้ป่วยแล้ว ถ้าผู้ป่วยหายใจไม่เพียงพอผู้ปฏิบัติการต้องให้ความช่วยเหลือในการช่วยหายใจ ดังนี้

การให้ออกซิเจน ออกซิเจนเป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ในชั้นบรรยากาศจะมีออกซิเจน 21 % ในทางการ แพทย์ ออกซิเจนจะถูกบรรจุในถังออกซิเจน ถังออกซิเจนประกอบด้วย Regulator ซึ่งทำหน้าที่ปรับความดันของก๊าซในถังไม่ให้มากเกินไปและทำหน้าที่ควบคุมปริมาณของก๊าซที่ไหลออกจากถังก๊าซแต่ละชนิดจะถูกบรรจุในถังที่มีสีต่างกันเพื่อป้องกันการให้ก๊าซผิด ก๊าซออกซิเจนถูกบรรจุอยู่ในถังสีเขียว

อุปกรณ์ในการให้ออกซิเจน

1)  Nasal Cannula  เป็นสายพลาสติกยาวประมาณ 1นิ้ว ใส่เข้าทางรูจมูกทั้ง 2 ข้างการใส่ต้องให้ปลายโค้งและชี้ไปทางส่วนหลังของจมูก ขณะใช้ต้องคอยตรวจสอบว่าCannula ตันหรือไม่ เพราะบางครั้งอาจมีสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่นละออง น้ำมูกแห้งติดอยู่ภายในทำให้ตันได้ การให้ออกซิเจน ด้วย nasal cannulaจะให้ความเข้มข้นของออกซิเจนในช่วงหายใจเข้าประมาณ 24-44 % เมื่อเปิดออกซิเจนในอัตราไหลตั้งแต่ 1-6 ลิตรต่อนาที ในทางปฏิบัติจะไม่เปิด flow มากกว่า 4 ลิตรต่อนาที เพราะอัตราไหลที่สูงกว่านี้จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ

ข้อควรระวัง

(1)   เข้มข้นของออกซิเจนที่ผู้ป่วยได้รับอาจสูงกว่าที่คิด  ถ้าผู้ป่วยหายใจช้าหรือเร็วกว่าปกติ

(2)   การให้ออกซิเจน flow  มากกว่า 6 ลิตรต่อนาที ไม่ทำให้ความเข้มข้นของออกซิเจนที่ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

(3)   เยื่อบุคอและจมูกอาจแห้ง  เกิดการระคายเคือง และมีเลือดกำเดาออกได้

(4)   ถ้า Nasal  cannula ลึกเกินไป  ก๊าซจะเข้ากระเพาะอาหารทำให้กระเพาะอาหารโป่งพอง

(5)   เนื่องจากสายท่อมีขนาดเล็ก จึงให้ความชื้นได้น้อย  ไม่ควรใช้ nebulizer เพราะละอองน้ำจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำก่อนไปถึงตัวผู้ป่วย ทำให้ไม่ได้ความชื้นตามต้องการ  นอกจากนั้นหยดน้ำในสายยังทำให้ความต้านทานในท่อสูงขึ้น  ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับความเข้มข้นของออกซิเจนตามที่แพทย์ต้องการ

2)   Simple  face  mask เป็นพลาสติก ใช้ครอบปากและจมูก ขนาดต้องพอเหมาะ

  

กับหน้าของผู้ป่วย ลักษณะจะเป็นรูปกรวย ปลายของกรวยเป็นทางเข้าของออกซิเจน บนตัว mask จะมีรูเจาะไว้เป็นรูเล็กๆ ข้างละหลายรู หรือรูใหญ่ข้างละ 1 รู เพื่อเป็นทางออกของลมหายใจหรือเป็นทางเข้าของอากาศภายนอกในขณะหายใจเข้า

การใช้ simple  mask นี้ ถ้าต่อกับเครื่องมือที่ให้ความชื้นแบบ humidifier ต้องใช้อัตราการไหลของออกซิเจนตั้งแต่ 5 ลิตรต่อนาทีขึ้นไป จึงจะไม่ทำให้เกิดการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ ความเข้มข้นของออกซิเจนได้ตั้งแต่ 40 – 60 % เมื่ออัตราการไหลของออกซิเจนอยู่ระหว่าง 5 – 8 ลิตรต่อนาที ถ้าอัตราการไหลของออกซิเจนมากกว่า 8 ลิตรต่อนาที ก็ไม่ทำให้เปอร์เซ็นต์ออกซิเจนที่ได้มากขึ้น

3)   Mask with reservoir bag เป็นการเพิ่ม


ปริมาณออกซิเจน เพื่อหวังผลในการเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจน ขณะหายใจเข้า ซึ่งถ้าใช้ถูกวิธีจะให้ความเข้มข้นของออกซิเจนได้ 50 – 80% เมื่อเปิด flow ออกซิเจน 6 – 10 ลิตรต่อนาที ขณะใช้ reservoir bag ต้องโป่งตึงและ mask ต้องแนบติดหน้าผู้ป่วยพอดีไม่รั่ว

ข้อควรระวัง

(1)   ถ้าอัตราการไหลของออกซิเจนต่ำกว่า 5 ลิตรต่อนาที จะมีคาร์บอนไดออกไซด์คั่งได้                          

(2)   Mask  ที่กดแน่นเกินไป  อาจทำให้เกิด รอยหดถ้าใช้อยู่นานๆ

(3)   เนื่องจากท่อทางเข้าออกซิเจนของเครื่องมือนี้มีขนาดเล็ก จึงไม่ควรใช้กับ nebulizer ด้วยเหตุผลว่า จะมีการกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเกาะในสายเช่นเดียวกับ nasal canular

ตารางแสดงปริมาณออกซิเจนที่ผู้ป่วยได้รับเมื่อให้ออกซิเจนแบบต่างๆ

 

Flow ออกซิเจนที่เปิด

(ลิตรต่อนาที)

ปริมาตรออกซิเจนที่ได้ (%)

 Nasal canular

1

24

 

2

28

 

3

32

 

4

36

 

5

40

 

6

44

 Simple  Mask

5 - 6

40

 

6 – 7

50

 

7 – 8

60

 Mask with Reservoir bag

6

60

 

7

70

 

8

80

 

9

80

 

10

80


4.   การพ่นยา ขยายทางเดินหายใจให้สะดวกตามที่แพทย์สั่ง โดยต้องมีการรายงานให้ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทราบก่อนด้วยทุกครั้งเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นยาประเภทพ่นฝอยละออง เช่น sulbutamal ชื่อการค้า Ventolin Beradual Bricanyl 

ข้อบ่งชี้ในการใช้ ซึ่งต้องมีครบทุกข้อต่อไปนี้

(1)   มีอาการหรือสิ่งตรวจพบในภาวะฉุกเฉินของระบบทางเดินหายใจ 

(2)   ผู้ป่วยมีคำสั่งจากแพทย์ให้ใช้ยาอยู่แล้ว(ต้องแจ้งให้ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทราบ)

(3)   พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ต้องได้รับอนุญาตให้ใช้ยาได้ถึงแม้จะมีคำสั่งของแพทย์แล้ว

ข้อห้ามในการใช้ยา

(1)   ใช้อุปกรณ์ในการพ่นยาไม่เป็น

(2)   ผู้ป่วยไม่มีคำสั่งแพทย์ให้ใช้ยา

(3)   หากยังไม่ได้แจ้งศูนย์แจ้งเหตุและสั่งการและแพทย์ยังไม่ได้อนุญาตให้ใช้ยาได้

(4)   ผู้ป่วยได้รับยาเต็มขนาดแล้วก่อนที่ชุดปฏิบัติการจะไปถึง ณ จุดเกิดเหตุ

วิธีการใช้ยาพ่นละอองฝอย

(1)   ได้รับคำอนุญาตจากแพทย์ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ

(2)   ต้องแน่ใจว่าให้ใช้กับผู้ป่วย และสามารถใช้อย่างถูกต้องและถูกวิธี 

(3)   ผู้ป่วยต้องรู้สึกตัวดีพอที่จะใช้ยาได้

(4)   ตรวจสอบว่าก่อนหน้าผู้ป่วยได้รับยาไปบ้างหรือยัง เมื่อใด

(5)   ขั้นตอนการพ่นยา

-   เปิดฝาครอบออก

-   เขย่าขวดยาพ่นแรงๆหลายๆ ครั้ง

-   ให้ผู้ป่วยหายใจลึก

-   ให้ผู้ป่วยใช้ปากอมท่อเปิดของเครื่องพ่นยาพ่น

-   ให้ผู้ป่วยกด หรือเปิดเครื่องพ่นยาให้ละอองยาพ่นออกทางปลายท่อในขณะที่หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

-   ให้ผู้ป่วยกลั้นหายใจนานเท่าที่จะทนได้ เพื่อให้ยาดูดซึม ประมาณ 5 – 10 วินาทีแล้วจึงค่อยๆหายใจออกช้าๆ

-   ให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วยต่อ

-   ปล่อยให้ผู้ป่วยหายใจสักครู่แล้วจึงพ่นยาซ้ำตามแพทย์สั่ง โดยทิ้งระยะห่างประมาณ 2 – 3 นาทีและใช้ได้ไม่เกิน 3 ครั้งหากอาการไม่ทุเลาต้องไปพบแพทย์

-   ถ้าเครื่องพ่นเป็นชนิดมีกระบอกต่อกับเครื่องพ่นยาให้ต่อเข้ากับเครื่องพ่นยาจะช่วยให้การใช้ยาพ่นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

-   สังเกตอาการข้างเคียงจากการพ่นยา เช่น ชีพจร สั่น ลุกลี้ลุกลน

-   การประเมินอาการผู้ป่วยซ้ำ โดยตรวจสัญญาณชีพ และตรวจร่างกายเฉพาะส่วนที่สำคัญ ถ้าผู้ป่วยอาการแย่ลงต้องรีบรายงานแพทย์ของศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทราบเพื่อรับคำสั่งการต่อไป

5.   การวัดระดับอ๊อกซิเจนในกระแสเลือด Pulse Oxymeter เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับวัดระดับออกซิเจนในเลือด  O2 Satuation จากภายนอก โดยไม่ต้องเจาะเลือด เหมาะสำหรับใช้ในการติดตามเฝ้าระวังระดับออกซิเจนในขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมีขนาดเล็กพกพาได้สะดวก 

วิธีใช้

1)   เปิดเครื่อง

2)   เสียบตัว sensor โดยให้บริเวณ sensor อยู่บริเวณเล็บผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยทาเล็บต้องล้างออกก่อน

3)   อ่านค่าระดับออกซิเจนในเลือด ซึ่งส่วนใหญ่เครื่องจะสามารถระบุค่าได้ 2 ค่า คือ ค่าระดับออกซิเจนในเลือด O2 Satuation และค่าอัตราการเต้นของชีพจร Pulse

4)   ค่าระดับออกซิเจนในเลือดโดยปกติ คือ 99 – 100% แต่ในระดับที่ยอมรับได้ คือ ควรมากกว่า 94% แต่ในผู้ป่วยบางโรค เช่น COPD อาจต่ำกว่านี้เล็กน้อย 

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 23 April 2019, 3:50PM