เนื้อหา เรื่อง ปฏิบัติการช่วยคลอดฉุกเฉิน

ปฏิบัติการช่วยคลอดฉุกเฉิน 


       โดยบทบาทหน้าที่ของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ไม่สามารถทำคลอดได้ แต่เนื่องจากภาวะการคลอดฉุกเฉินเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและอาจเกิดขึ้นได้ในหญิงตั้งครรภ์ได้เกือบทุกช่วงของการตั้งครรภ์ จึงต้องมีความสามารถที่จะช่วยดูแลในกรณีเกิดการคลอดฉุกเฉินขึ้นได้ ด้วยความเรียบร้อยได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มารดาและทารกมีความปลอดภัย

กายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบสืบพันธุ์

มดลูก Uterus อวัยวะที่ทารกในครรภ์เจริญเติบโตอยู่ภายใน ทำหน้าที่ในการคลอดและบีบให้เด็กคลอดออกมา

รก Placenta อวัยวะที่ทารกในครรภ์ใช้แลกเปลี่ยนสารอาหารและขับถ่ายของเสียระหว่างอยู่ในครรภ์ช่องทางการคลอด ช่องคลอดและส่วนล่างของมดลูก

ทารกในครรภ์  Fetus วิวัฒนาการของทารกที่ยังไม่เกิด

สายสะดือ Cord เป็นสายที่เป็นส่วนยื่นของรก เป็นทางผ่านที่ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารและขับถ่ายของเสียระหว่างที่อยู่ในมดลูก

ถุงน้ำคร่ำ Membrane ถุงซึ่งล้อมรอบทารกที่อยู่ในมดลูก

ช่องคลอด Vagina canal ส่วนล่างของช่องทางการคลอด

ปากช่องคลอด Vagina ส่วนของผิวหนังระหว่างช่องคลอดและปากทวารหนัก มักจะฉีกขาดระหว่างการคลอด

การคลอดบุตร Childbirth ฉุกเฉิน 

       มีความเป็นไปได้เมื่อได้รับมอบหมายให้ออกปฏิบัติหน้าที่รับสตรีตั้งครรภ์ไม่ว่าจะอายุครรภ์เท่าใดโอกาสที่อาจจะเกิดการคลอดฉุกเฉินเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินทุกคนจึงควรมีความรู้ ความเข้าใจและสามารถที่จะให้การดูแลช่วยเหลือได้  การคลอดฉุกเฉินแบ่งออกเป็น 3 ช่วงได้แก่

1.   ระยะใกล้คลอด เป็นระยะที่มดลูกเริ่มบีบตัวเพื่อขับให้ทารกเคลื่อนตัวต่ำลง และทำให้ปากมดลูกเริ่มเปิด อาการสำคัญ คือ เจ็บท้องคล้ายท้องแข็งเป็นระยะ อาจมีน้ำหรือเมือกมีเลือดปนเล็กน้อยหรือไม่ก็ได้ มีระยะเวลาของการเข้าสู่ระยะที่ 2 ไม่แน่นอนบางรายอาจจะสั้นไม่กี่นาที แต่บางรายอาจจะนานเป็นชั่วโมงหรือนานกว่านั้น 

2.   ระยะที่มีส่วนนำของทารก เป็นระยะที่ทารกเคลื่อนตัวต่ำสุดปากมดลูกเปิดกว้างมากหรือเปิดหมดพร้อมที่ทารกจะคลอดออกสู่ภายนอกแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่มารดามีความรู้สึกคล้ายอยากจะเบ่งเป็นระยะที่ถี่ขึ้น ติดต่อกันและจะพบว่าส่วนนำของทารกได้เคลื่อนตัวลงมาในช่องคลอดให้เห็น ส่วนใหญ่ปกติก็จะเป็นศีรษะ ปรากฏให้เห็นที่ปากช่องคลอด ระยะของการคลอดค่อนข้างสั้นโดยเฉพาะในรายที่มีประสบการณ์การคลอดมาแล้ว

3.   ระยะขณะการคลอด เป็นระยะที่มดลูกบีบตัวผลักดันให้ทารกไหลออกจากมดลูกทั้งตัว เพื่อสู่ภายนอก ทารกจะเริ่มสัมผัสกับบรรยากาศภายนอกตามกลไกธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเป็นอันตราย และการสำลักน้ำคร่ำของทารกได้หากไม่ได้รับการดูแลช่วยเหลือที่ถูกต้อง

การปฏิบัติการช่วยเหลือ จะประกอบด้วย

ระยะใกล้คลอด ปฏิบัติการทางการแพทย์ คือ 

1)   อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจเหตุที่ต้องพยายามให้การคลอดช้าลงด้วยเหตุผลเพื่อความปลอดภัยในกระบวนการคลอด

2)   จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนอยู่ในท่าที่พร้อมจะเข้าสู่ระยะการคลอด และท่านอนที่เหมาะสมได้แก่ การนอนตะแคงซ้าย เพื่อลดการกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อมดลูกและทารกในครรภ์

3)   แนะนำการหายใจที่ถูกต้อง โดยหายใจเข้า ออกลึกๆ ช้าๆ

4)   สังเกตการณ์หดรัดตัวของมดลูกเป็นระยะๆ ถึงช่วงระยะที่มีส่วนนำของทารก การหดตัวความถี่เพิ่มขึ้นหรือไม่

5)   สังเกตว่ามีน้ำ หรือมูกหรือเลือดออกทางช่องคลอดหรือไม่

6)   หากขณะนำส่งหรือขณะรอชุดปฏิบัติการมาสนับสนุน ซึ่งการปรากฏส่วนนำของทารก ได้แก่ ศีรษะเด็ก หรือก้น หรืออวัยวะส่วนอื่นๆ หรือสายสะดือ นั่นหมายถึง ผู้ป่วยก้าวสู่ภาวะการคลอดฉุกเฉินแล้ว

ระยะมีส่วนนำของทารกปรากฏ ที่ปากช่องคลอด เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะการคลอด ประสานชุดปฏิบัติการระดับสูงเพื่อรับส่งต่อผู้ป่วยรายนี้ต่อไป ปฏิบัติการในช่วงระยะนี้ ได้แก่

1.   การประเมินสถานการณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีอาการแสดงเข้าสู่ภาวการณ์คลอดฉุกเฉินระยะใกล้คลอดหรือระยะส่วนนำของทารกเคลื่อนออกมายังปากช่องคลอดแล้ว และกำลังก้าวสู่ระยะคลอด ปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน ได้แก่

1.1   การประเมินสภาวะผู้ป่วยเบื้องต้น

(1)   AVPU +

(2)   ABCD + 

(3)   การซักประวัติการอาการสำคัญเพิ่มเติม ดังนี้

-   ครรภ์ครบกำหนดเมื่อใด

-   ท้องนี้เป็นท้องที่เท่าใด มีบุตรกี่คนแท้งกี่ท้อง

-   มีอาการนำ เช่น เริ่มเจ็บครรภ์ มีเลือดหรือน้ำเดินเมื่อใด

-   เริ่มมีเจ็บท้อง ถุงน้ำแตกและมีลมเบ่ง หรือไม่ อย่างไร ซึ่งการมีลมเบ่งถือเป็นการก้าวสู่ระยะของการคลอด เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วยและทารก ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์มีหน้าที่ที่จะชะลอให้กระบวนการในขั้นตอนระยะใกล้คลอดนี้ดำเนินไปอย่างช้าๆ  ไม่ควรให้เกิดการคลอดฉุกเฉิน

2.   การแจ้งเหตุไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการขอการสนับสนุนจากชุดปฏิบัติการระดับสูง

3.   การเตรียมความพร้อมในการช่วยคลอดฉุกเฉิน

3.1   การเตรียมความพร้อมตนเอง ในการช่วยคลอด และสวมอุปกรณ์การป้องกันตนเอง

3.2   จัดท่านอนให้แก่มารดาเพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะการคลอด นอนหงายชันเข่าสองข้าง แยกขาออกห่างกันพอประมาณ 

3.3   เตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น 

1)   อุปกรณ์ในการประเมินสภาวะผู้ป่วย ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิต ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด

2)   อุปกรณ์ในภาวะฉุกเฉิน เช่น ออกซิเจนพร้อมสาย canular mask with bag

3)   อุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เช่น รถเข็น เปลตัก หรือ stair chair 

4)   อุปกรณ์ทางการแพทย์ในการช่วยคลอดฉุกเฉิน ได้แก่

(1)   ลูกสูบยางแดง สำหรับใช้กับทารก 1 ลูก

(2)   clamp เหล็กหรือพลาสติก จำนวน 2 อัน

(3)   ถุงมือปราศจากเชื้อ 2 คู่

(4)   สำลีปราศจากเชื้อ

(5)   ป้ายข้อมือสำหรับทารก 

(6)   น้ำเกลือสำหรับเช็ดตาทารก

(7)   ผ้าสะอาด จำนวน 2 ผืน

(8)   ผ้าสำหรับเช็ดตัวทารก

(9)   ผ้าขนหนูสำหรับห่อตัวทารก

(10)   ผ้าสำหรับซับเลือดมารดา

4.   การให้ความช่วยเหลือในการช่วยคลอดฉุกเฉิน กรณีมารดามีลมเบ่งอยากคลอด อธิบายมารดาให้เข้าใจว่ายังไม่ควรเบ่งให้หายใจเข้า ออกลึกๆ ช้าๆ และรีบนำส่งโรงพยาบาล การดูแลระหว่างการนำส่งโรงพยาบาล

(1)    ให้มารดานอนตะแคงซ้าย เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์

(2)    สังเกตการณ์หดรัดตัวของมดลูกเป็นระยะๆ ว่ามีช่วงเวลาการหดรัดตัวถี่ขึ้นหรือไม่

(3)    แนะนำให้มารดาหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ

(4)    สังเกตว่ามีน้ำหรือมูกเลือดออกทางช่องคลอดหรือไม่

(5)    หากมารดาเริ่มมีการคลอดฉุกเฉิน ให้ประสานขอการสนับสนุนจากชุดปฏิบัติการระดับสูง

ระยะขณะคลอด ในกรณีที่การคลอดดำเนินเข้าสู่ระยะคลอด เมื่อปรากฏส่วนนำของทารกที่ปากช่องคลอด ส่วนนำเคลื่อนลงต่ำมารดาเริ่มมีลมเบ่งเกิดกลไกการคลอดซึ่งจะเป็นไปโดยธรรมชาติ ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องเร่งการคลอด ระยะนี้มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยหลากหลายประเด็น การดูแลเป็นสิ่งสำคัญ ควรแบ่งหน้าที่ในการดูแลมารดาและทารก ขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือภาวะคลอดฉุกเฉิน

               1.   ผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยแยกกันปฏิบัติหน้าที่ ดังนี้

                             การดูแลช่วยเหลือมารดา

           1)   จัดให้ผู้ป่วยนอนหงาย ตั้งเข่าทั้งสองข้างและแยกขาออกจากกัน ไม่หนีบขาเข้าหากันเพื่อให้การคลอดดำเนินต่อไปอย่างสะดวก

           2)   เตรียมชุดอุปกรณ์ช่วยคลอดฉุกเฉิน ให้พร้อมใช้

           3)   ให้กระบวนการคลอดเป็นไปตามธรรมชาติ คอยดูแลผู้ป่วยไม่ให้เกิดภาวะอันตราย จากการเสียโลหิต และไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรือสิ่งไม่คาดคิดขณะการคลอด หากพบสิ่งผิดปกติต้องรีบแจ้งศูนย์ประสานงานและสั่งการทราบทันที

           4)   ผู้ปฏิบัติทำการประเมินสภาวะผู้ป่วยต่อเนื่อง เป็นระยะๆ

           5)   แจ้งศูนย์ประสานงานและสั่งการ เพื่อขอกำลังชุดปฏิบัติการระดับสูงสนับสนุนการปฏิบัติการ ณ จุดเกิดเหตุ

           6)   ผู้ปฏิบัติให้การช่วยเหลือตามอาการและสถานการณ์ เช่น หากมีอาการเหนื่อย อาจให้อ๊อกซิเจน เป็นการ support  ปลอบและให้กำลังใจ การเขียนและผูกป้ายข้อมือทารก การประคองเพื่อให้มารดาดูทารก ฯ

           7)   เมื่อการคลอดเกิดขึ้น สังเกตการณ์อาการและรวบรวมข้อมูลการคลอด เพื่อรายงานมีดังนี้

          (1)   เวลาการคลอด

          (2)   เวลาที่รกคลอด (ถ้ามี) 

          (3)   ลักษณะของรก

          (4)   การเสียเลือดของมารดาหลังคลอด

          (5)   ขนาดของบาดแผลจากการฉีกขาดของปากช่องคลอด

          8)   ประคองมารดาให้ดูทารกเพื่อยืนยันข้อมูลของเพศ บันทึกเวลาคลอด เพศของทารก จำนวนการเสียเลือด การฉีกขาดของช่องคลอด การคลอดของรก และเวลาที่รกคลอด ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นในการให้การดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง

          9)   จัดเตรียมเก็บรกที่อาจคลอดก่อนชุดปฏิบัติการระดับสูงมาถึง ใส่ถุงเตรียมส่งมอบต่อให้ชุดปฏิบัติการระดับสูงต่อไปพร้อมมารดาและทารก 

         10)   กรณีชุดปฏิบัติการนำส่งผู้ป่วยมารดาและทารก ไปยังโรงพยาบาลเองโดยไม่มีชุดปฏิบัติการอื่นมารับช่วงการดูแลต่อ ปฏิบัติเช่น การนำส่งผู้ป่วยทั่วไปให้กับ แพทย์ พยาบาลห้องฉุกเฉินพร้อมรกที่จัดเก็บไว้

เมื่อทีมปฏิบัติการระดับสูงมาถึง รายงานข้อมูลผู้ป่วย และข้อมูลการคลอด ตลอดจนข้อมูลของทารกให้แพทย์ พยาบาลที่มารับผู้ป่วยไปดูแลต่อเนื่อง

            การดูแลทารกขณะการคลอด การคลอดดำเนินเข้าสู่ระยะขณะคลอด เมื่อปรากฏส่วนนำของทารกที่ปากช่องคลอด ปฏิบัติการช่วยเหลือ ได้แก่

1)   ปูผ้าสะอาดรองใต้ก้นของผู้ป่วย เพื่อตรียมรับการคลอดของทารก

2)   เมื่อศีรษะทารกคลอดพ้นปากช่องคลอดแล้ว  โดยกลไกการคลอดธรรมชาติศีรษะเด็กจะมีการหมุนผู้ช่วยเหลือใช้มือทั้งสองประคองศีรษะและลำตัวทารกป้องกันตกกระแทกพื้น

3)   ผู้ปฏิบัติที่ทำหน้าที่ในการบริบาลทารกใช้สองมือประคองศีรษะและลำตัวทารกอย่างระมัดระวังไม่ดึงทารก ลำตัวทารกจะมีความลื่นจากเมือกที่ติดตัวมา โดยให้กระบวนการคลอดจะดำเนินต่อไปจนทารกคลอดออกมาพ้นปากช่องคลอดทั้งตัวโดยมีสายสะดือยังติดค้างภายในโพรงมดลูก

4)   ใช้ลูกสูบยางแดงดูดน้ำเมือกในปากและจมูกทั้งสองข้างของทารก เป็นการเคลียร์ Airway   2-3 ครั้ง  จนหมดตั้งแต่ศีรษะเด็กคลอดพ้นปากช่องคลอดหรือเมื่อทารกคลอดพ้นทั้งหมด โดยใช้ความระมัดระวังเทคนิคการปฏิบัติการต้องถูกต้องตามหลักกรดูแลทารก โดยธรรมชาติจะเป็นการกระตุ้นให้ทารกเริ่มร้อง มีการหายใจเองตามธรรมขาติ เป็นการประเมิน Breathing

5)   ใช้มือข้างที่ถนัดจับล็อคเท้าทั้งสองข้างของทารกไว้ระหว่างล่องนิ้ว และค่อยๆวางตัวทารกในระดับเดียวกับช่องคลอด หรือพื้นที่ปูผ้าแห้งไว้รอท่าแล้ว บันทึกเวลาคลอดของทารก

6)   อาจต้องดูดเสมหะในปากและจมูกทารกซ้ำได้ถ้าเสมหะยังไม่หมด 

7)   ผู้ปฏิบัติทำการผูกหรือ Clamp สายสะดือทารกด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ใน 2 จุดๆที่หนึ่งห่างจากลำตัวทารกประมาณ 4 นิ้วหรือ 1 ฝ่ามือ จุดที่สองห่างจากจุดแรกอีกประมาณ 4 นิ้วหรือ 1 ฝ่ามือเช่นกันโดยไม่มีการตัดสายสะดือแยกทารกออกจากมารดา เพื่อเป็นการแยกระบบการไหลเวียนโลหิตของทารกออกจากมารดา

8)   ผู้ปฏิบัติทำการประเมินสภาวะของทารกด้วยหลักการให้คะแนนครั้งที่ 1 ตาม  APGAR Score แปลผลเป็นค่าคะแนน ซึ่งเป็นการประเมิน 5 ข้อค่าคะแนนข้อละ 2 คะแนนรวมคะแนนสูงสุด 10 คะแนน เพื่อค้นหาปัญหาของทารกครั้งที่ 1 ดังนี้

(1)  A = Appearance ลักษณะทั่วไป สีผิวไม่มีเขียวคล้ำช่วงกลางลำตัวและปลายมือปลายเท้า 

(2)  P = Pulse ชีพจรเต้นมากกว่า 100 ครั้ง/นาที

(3)  G = Grimace ท่าทางการร้อง แสดงออก รุนแรง

(4)  A = Activity การเคลื่อนไหวการขยับ ยกแขนขา

(5)  R = Respiration การหายใจและการร้อง 

การแปลผล APGAR Score


9)   ทำการเช็ดตาทารกโดยเริ่มจากเช็ดที่หัวตาไปยังหางตาทั้งสองข้างด้วยสำลีชุบน้ำเกลือหมาดๆ

10)   ผู้ปฏิบัติทำการกระตุ้นทารก โดยเช็ดเลือดและมูกต่างๆออกจากตัวทารก โดยเช็ดจากอวัยวะส่วนปลายเข้าหาลำตัวและอกทารกด้วยน้ำหนักพอประมาณ เพื่อเป็นการกระตุ้นการไหลเวียน Circulation ร่วมด้วย จนตัวแห้ง

11)   ทำการนวดหลังหรือใช้การดีดที่ฝ่าเท้าของทารกเบาๆ กระตุ้นให้ทารกหายใจ

12)   ผู้ปฏิบัติทำการประเมินสภาวะของทารก ครั้งที่ 2 เป็นประเมินหลังให้ความช่วยเหลือตามผลการประเมินปัญหาของทารกในการประเมิน ครั้งที่ 1 

13)   ทำการผูกข้อมือทารกด้วยป้ายข้อมือ

14)   ผู้ปฏิบัติยกทารกให้มารดาดูทารกและรับทราบเพศของบุตร

15)   ห่อตัวทารกด้วยผ้าห่ม หรือผ้าสะอาดตามเทคนิคการห่อตัวทารกแบบ Mummy style

16)   วางทารกไว้กับมารดาในตำแหน่งหน้าท้อง หรือข้างลำตัว

การช่วยเหลือมารดา ทารกแรกเกิดที่มีอาการและอาการแสดงผิดปกติภาวะผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในมารดาหลังการคลอดฉุกเฉิน

1.   อาการอ่อนเพลีย คล้ายจะเป็นลม การช่วยเหลือได้แก่

1)   จัดให้นอนในท่านอนหงายศีรษะสูงเล็กน้อย

2)   ให้ออกซิเจนทาง mask with bag 10 ลิตร/นาที หรือ canular 3 – 4 ลิตร/นาที

3)   การประเมินอาการอย่างต่อเนื่อง

4)   รายงานศูนย์แจ้งเหตุและสั่งการให้ทราบทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลง

2.   การหายใจที่ผิดปกติ หายใจเหนื่อยหอบหรือหายใจช้า

1)   จัดให้นอนหัวสูงเล็กน้อย สบายๆ

2)   ให้ออกซิเจนทาง mask with bag 10 ลิตร/นาที หรือ canular 3 – 4 ลิตร/นาที

3)   รายงานศูนย์แจ้งเหตุและสั่งการให้ทราบทันทีขอคำแนะนำจากแพทย์  

3.   การตกเลือด มีเลือดออกทางช่องคลอดเป็นจำนวนมาก การช่วยเหลือได้แก่

1)   การให้ออกซิเจนทาง mask with bag 10 – 12 ลิตร/นาที

2)   สวมผ้าอนามัย support บริเวณแผลฉีกขาด

3)   การเฝ้าระวังการเสียเลือด ติดตามภาวะช็อกจากการเสียเลือด ตรวจระดับความรู้สึกตัวและสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่อง

4)   รายงานศูนย์แจ้งเหตุและสั่งการให้ทราบทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลง

4.   หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น ความช่วยเหลือได้แก่

1)   การประเมินสภาวะผู้ป่วยเบื้องต้น

2)   ตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนใกล้เคียง 

3)   รายงานศูนย์แจ้งเหตุและสั่งการให้ทราบทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลง

4)   ทำการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน

5.   ภาวะน้ำคร่ำอุดกั้นปอด ถุงน้ำคร่ำที่หุ้มตัวทารกขณะที่อยู่ในครรภ์เกิดแตกออกในช่วงที่มารดาเริ่มเจ็บท้อง หรือช่วงคลอด ทำให้น้ำคร่ำรวมทั้งชิ้นส่วนของทารกเกิดหลุดเข้าไปตามรูแตกบนเส้นเลือดที่ตัวมดลูก ไปอุดอยู่ตามเส้นเลือดเล็ก ๆ ของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย และที่สำคัญที่สุด คือ ปอด ทำให้เกิดการอุดตันและหดเกร็งของเส้นเลือดในปอด ร่างกายจึงขาดอากาศ และทำให้หัวใจล้มเหลวตามมา เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปุบปับ คาดไม่ถึง และอธิบายไม่ได้ จัดว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงมาก เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีโอกาสรอดชีวิตน้อย อาการแสดงสำคัญได้แก่

5.1   กระสับกระส่าย

5.2   หายใจลำบาก

5.3   ปาก เล็บและผิวหนังตามตัวเขียวคล้ำ

5.4   ช็อก หมดสติ ชักเกร็ง

5.5   เลือดไม่แข็งตัว และเสียชีวิตในที่สุด การช่วยเหลือ

1)   รายงานศูนย์แจ้งเหตุและสั่งการให้ทราบทันทีขอคำแนะนำ

2)   หากมีการเปลี่ยนแปลงต้องรีบรายงาน

3)   ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และรีบดำเนินการนำส่งโรงพยาบาล

ภาวะผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในทารกแรกคลอด

1.   อาการสีผิวคล้ำของลำตัวและมีการหายใจเองพร้อมทั้งการเต้นหัวใจที่เพียงพอ ความช่วยเหลือ

1)   ให้ดมออกซิเจนแต่เพียงอย่างเดียว 10 – 15 ลิตร โดยวางท่อนำออกซิเจนใกล้ทารกที่สุด

2)   ห่อตัวให้อบอุ่น Keep warm เพื่อไม่ให้ทารกสูญเสียความร้อนจากร่างกาย

2.   การเต้นของหัวใจผิดปกติ หากพบว่า

2.1   ต่ำกว่า 100 ครั้ง/นาที

1)   ทำการช่วยหายใจ 40 ครั้ง/นาที

2)   ประเมินใหม่หลังให้การช่วยเหลือไปแล้ว 30 วินาที

3)   ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ให้เริ่มปฏิบัติการช่วยต่อและประเมินใหม่

4)   รายงานศูนย์แจ้งเหตุและสั่งการให้ทราบทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลง

2.2   ต่ำกว่า 80 ครั้ง/นาทีและไม่ตอบสนองต่อ bag valve mask 

1)   รายงานศูนย์แจ้งเหตุและสั่งการให้ทราบทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลง

2)   ให้เริ่มกดหน้าอกทารก และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์

2.3   ต่ำกว่า 60 ครั้ง/นาทีให้รายงานแพทย์ผ่านศูนย์ประสานงานและสั่งการ หรือแพทย์ผู้รับผิดชอบเพื่อขอคำแนะนำแนวทางปฏิบัติช่วยเหลือทารกต่อไป

3.   การหายใจที่ผิดปกติ

3.1   อาการเหนื่อยหอบ

3.2   การหายใจ ที่ตื้น ช้าหรือไม่หายใจ ให้ปฏิบัติดังนี้

1)   ช่วยหายใจ 40 ครั้ง/นาที

2)   ประเมินซ้ำหลังช่วยหายใจไปแล้ว 30 วินาที

3)   ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ให้เริ่มปฏิบัติการช่วยต่อและประเมินใหม่

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 23 April 2019, 8:39AM