เนื้อหา เรื่อง การดูแลผู้บาดเจ็บศีรษะและกระดูกสันหลัง

การดูแลผู้บาดเจ็บศีรษะและกระดูกสันหลัง


การบาดเจ็บที่ศีรษะ  Head Injury หมายถึง การบาดเจ็บที่เกิดจากแรงจากภายนอกที่เข้ามากระทบต่อศีรษะและร่างกายแล้วก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อหนังศีรษะ กะโหลกศีรษะ เส้นประสาทสมองและสมอง การบาดเจ็บที่รุนแรงสามารถทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เช่น อัมพาตและข้อจำกัดทางด้านจิตใจ การบาดเจ็บที่ศีรษะระดับปานกลาง สามารถทำให้เกิดความบกพร่องของทักษะทางด้านจิตใจ และการบาดเจ็บที่น้อยที่สุด หรือที่เรียกว่าสมองช้ำ concussion อาจทำให้เกิดลดลงของทักษะทางด้านจิตใจ การบาดเจ็บของสมองเป็นปัญหาที่ซับซ้อนบางครั้งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาหรือเห็นน้อยมาก แต่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย ความคิด สังคมและการประกอบอาชีพ อาจเป็นเพียงบางช่วงเวลา หรือถาวรได้

การบาดเจ็บที่ศีรษะและสมอง

การบาดเจ็บที่ศีรษะและสมองเกิดจากการที่มีแรงกระแทกที่ศีรษะ ซึ่งอาจเกิดการบาดเจ็บที่สมอง Traumatic Brain Injury TBI มีผลต่อเนื้อเยื่อของสมอง หรือการบาดเจ็บที่อาจเกิดจากได้รับอันตรายที่ไม่เห็นแรงกระทำที่ชัดเจน เช่น การที่ศีรษะถูกเขย่า จำแนกออกเป็น

 การบาดเจ็บที่สมอง Traumatic Brain Injury (TBI) เป็นผลจากการทำลายเนื้อเยื่อของสมอง ซึ่งมีสาเหตุจากแรงภายนอก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากอุบัติเหตุจราจร การทำร้ายร่างกาย การตกจากที่สูง บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาและสันทนาการ ฟ้าผ่า หรือการบาดเจ็บจากได้รับอันตรายที่ไม่เห็นแรงกระทำจากภายนอกชัดเจน เช่น การที่ศีรษะถูกเขย่าอย่างรุนแรง เกิดภาวะสมองช้ำ Concussion ซึ่งมักจะมีอาการไม่รู้สึกตัวตามมา หรือรู้สึกมึนงง อันตรายของภาวะสมองช้ำ คือ ในช่วง 2 – 3 วันของการเกิดสองช้ำ เซลล์สมองได้รับบาดเจ็บแต่ยังไม่ตาย การเปลี่ยนแปลงจากเลือดไปเลี้ยงสมองและการเพิ่มความดันในกะโหลกศีรษะ ทำให้ผู้ป่วยอาการเลวลงและหยุดหายใจได้ อาการของภาวะสมองช้ำอย่างแรก ก็คือ ปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ ขาดการรับรู้สิ่งแวดล้อมและคลื่นไส้ อาเจียน อาการแสดงระยะหลังต่อมาก็คือ ปวดศีรษะอย่างอ่อนๆ สมาธิสั้น ความจำเสื่อมไม่สามารถคิดเลขง่ายๆได้ ไม่สามารถคิดหาคำได้ ตอบสนองช้า เหนื่อยล้าและถูกกระตุ้นได้ง่าย ไม่สามารถทนแสงจ้าได้ มองภาพไม่ชัด ไม่ทนต่อเสียงดังดัง มีเสียงดังในหู วิตกกังวล ซึมเศร้า แปรปรวน และการนอนหลับถูกรบกวน

การบาดเจ็บที่ศีรษะ head injury เมื่อเกิดแรงกระแทกจากภายนอกต่อศีรษะ ทำให้เนื้อสองกระทบผนังกะโหลกศีรษะ เกิดการช้ำ ฉีกขาด บวม มีเลือดออกที่เนื้อสมอง บางครั้งการบาดเจ็บนี้สามารถหายได้โดยไม่เหลืออาการดังกล่าวไว้ แต่บางครั้งความผิดปกตินั้นก็อาจคงอยู่ไปตลอดชีวิต การที่เนื้อสมองถูกทำลายทำให้เกิดความผิดปกติซึ่งรบกวนต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วย เช่น การพูด การคิด ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ อาการที่พบบ่อยคือ ปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ อารมณ์ และความอ่อนล้า การบาดเจ็บเล็กน้อยอาจมีผลตลอดชีวิตได้ การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นทางการแพทย์ได้แบ่งระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บโดยดูจากระดับความรู้สึกตัวและการตอบสนองทางระบบประสาท ของการบาดเจ็บที่ศีรษะออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1.   ระดับรุนแรงที่สุด   สามารถทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เช่น อัมพาตและข้อจำกัดด้านจิตใจ ความรุนแรงมีลักษณะเป็นต่อเนื่อง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมักจะคงอยู่ตลอดชีวิตผู้ป่วย จากปัญหาที่ซับซ้อน บางครั้งไม่ปรากฏการบาดเจ็บด้วยตาหรือเห็นเพียงเล็กน้อย แต่มันสามารถเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย ความคิด สังคมและวิถีชีวิตทั้งชั่วคราว หรือเป็นการถาวรได้ ลักษณะของการบาดเจ็บ ได้แก่

1.1   การบาดเจ็บโดยตรง (direct injury) คือ บาดเจ็บที่เกิดบริเวณศีรษะโดยตรง มี 2 ลักษณะคือ

1)   บาดเจ็บที่เกิดขณะศีรษะอยู่นิ่ง (static head injury) การถูกตี ถูกยิง  พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นเฉพาะที่   หรือสมองอาจเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ถ้าวัตถุที่มากระแทกมีความเร็วสูง

2)   บาดเจ็บที่เกิดขณะศีรษะเคลื่อนที่ (dynamic head injury) ขณะที่ศีรษะมีความเร็วไปกระทบกับวัตถุที่อยู่นิ่งหรือกำลังเคลื่อนที่เกิดบาดเจ็บ  แก่สมองส่วนนั้น ( coup lesion ) ซึ่งมักมีการแตกร้าวของกะโหลกศีรษะร่วมด้วย พยาธิสภาพที่เกิดขึ้น ได้แก่

(1)   บาดเจ็บที่ศีรษะระยะแรก ( primary head injury ) เป็นการบาดเจ็บที่เกิดทันทีที่มีแรงกระทบต่ออวัยวะชั้นต่างๆ 

(2)   บาดเจ็บที่ศีรษะระยะที่สอง ( secondary head injury ) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดหลังจากการบาดเจ็บที่ศีรษะระยะแรก โดยใช้ระยะเวลาเป็นนาที ชั่วโมง หรือเป็นวัน

1.2   การบาดเจ็บโดยอ้อม ( indirect injury ) คือ การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับส่วนอื่นของร่างกาย แล้วมีผลสะท้อน ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะขึ้น เช่น ตกจากที่สูงก้นกระแทกพื้นศีรษะกระแทกลงมาบนส่วนของกระดูกคอ หรือการเคลื่อนไหวของลำตัวอย่างรวดเร็ว  ศีรษะขาดการรองรับ เป็นผลให้ ศีรษะคว่ำไปข้างหน้าหรือหงายไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ชนิดนี้ไม่มีบาดแผลที่หนังศีรษะและกะโหลกศีรษะ 

2.   ระดับรุนแรง Severe head injury มักเกิดจากการที่มีแรงกระแทกที่ศีรษะ หรือมีแผลทะลุทำให้สมองมีการฉีกขาด ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ การบาดเจ็บที่รุนแรงมักจะมีแผลเปิดกะโหลกศีรษะแตก ต้องการรักษาและฟื้นฟูเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งมักจะไม่สามารถทำให้ดีเท่ากับก่อนการบาดเจ็บได้มักเกิดจากที่มีแรงกระแทกที่ศีรษะหรือมีแผลทะลุ ทำให้เกิดการฉีกขาดของสมอง ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ มักพบว่ามีแผลเปิด กะโหลกศีรษะแตก ต้องการการรักษาในโรงพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพเป็นระยะเวลานานๆ

3.   ระดับปานกลางหรือเล็กน้อย Moderate and Minor Head Injury ส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บจากมีแรงกระแทกที่ศีรษะแบบไม่มีแผลทะลุ หรืออาจเกิดจากการถูกเขย่าศีรษะที่รุนแรง การบาดเจ็บปานกลางและเล็กน้อยเกิดจากแรงกระแทกที่ศีรษะแบบไม่มีแผลทะลุ หรือเกิดจากการถูกเขย่าศีรษะอย่างรุนแรง เกิดภาวะสมองช้ำ concussion ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความผิดปกติเหลืออยู่ตลอดชีวิต ความพิการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยมีความแตกต่างมาก ขึ้นกับระดับความรุนแรงและตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ ความผิดปกติที่พบบ่อย คือ ความยุ่งยากเกี่ยวกับความจำ อารมณ์ และสมาธิ อย่างอื่นๆที่พบ ทักษะในการใช้เหตุผลลดลงและการจัดการ การเรียนรู้ ความรู้ความเข้าใจและการทำหน้าที่ในเชิงบริหารการหายจากการบาดเจ็บที่ศีรษะไม่สม่ำเสมอ ในหลายๆรายมีอาการทรงตัวเป็นเวลานานนั่นไม่ได้หมายถึงการหยุดกระบวนการหายของโรค การหยุดในช่วงเวลาหนึ่งมักจะตามมาด้วยอาการดีขึ้น ไม่มีรูปแบบที่แน่นอนและไม่สิ้นสุด 

อาการแสดงการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ

1.   มีอาการสลบ ไม่รู้สึกตัวหรือเสียความทรงจำไปชั่วขณะแล้วฟื้นกลับมาปกติ

2.   มีบาดแผลหรือช้ำบวมที่หนังศีรษะ บริเวณตั้งแต่เหนือคิ้วไปจรดท้ายทอยและใบหู เช่น รอยเขียวช้ำบริเวณหลังหู battle sign หรือผิวหนังบริเวณรอบเบ้าตาเขียวคล้ำ บวม Racoon eye เป็นต้น


3.   เห็นกะโหลกศีรษะแตกหรือคล้ายกะโหลกยุบ ถ้ามีเลือด หรือน้ำไขสันหลังออกจากหูหรือจมูก จะพบลักษณะเป็นวงสีเหลืองโดยรอบขอบเขตของสารเหลวเดิม เรียกว่า Halo Sign ให้สันนิษฐานว่าอาจมีฐานกะโหลกแตก

4.   ผู้ได้รับบาดเจ็บไม่รู้สึกตัวหรือหมดสติ

5.   มีอาการเส้นประสาทสมองไม่ทำงาน เช่น หนังตาตก ตาเข เห็นภาพซ้อน ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด

6.   แขนอ่อนแรง หรือชาแขนขา

7.   ชักกระตุก หรือชักเกร็ง

8.   เดินเซทรงตัวไม่อยู่

9.   อาเจียนพุ่ง โดยไม่มีสาเหตุชักนำการให้ความช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุ

1)   การประเมินสถานการณ์ให้สามารถมั่นใจได้ว่าสถานการณ์ทั่วไปปลอดภัย

2)   การประเมินสภาวะของผู้บาดเจ็บ เริ่มต้นด้วย

(1)   ตรวจว่าผู้บาดเจ็บมีการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอร่วมด้วยหรือไม่ เช่น มีบาดแผลหรือการบวมช้ำที่ต้นคอ กดเจ็บที่ต้นคอ แขนขาสองข้างมีอ่อนแรงหรือไม่ หรือถ้าผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัวให้ใส่อุปกรณ์ดามคอไว้ก่อนเสมอ

(2)   ประเมินสภาวะผู้บาดเจ็บเบื้องต้น 

(3)   ตรวจร่างกาย ใช้การตรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า  (Head to toe) ซึ่งจะต้องตรวจทุกๆส่วนของร่างกายเพื่อค้นหาการบาดเจ็บ อาจใช้หลัก DCAP / BTLS

(4)   ประเมินระดับความรู้สึกตัวผู้บาดเจ็บ และประเมิน Glasgow Coma Scale  และตรวจ ม่านตา Pupil

3)   ให้การปฐมพยาบาล เช่น การห้ามเลือด พันผ้า

4)   ถ้าผู้บาดเจ็บมีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะดังกล่าวต้องนำส่งโรงพยาบาลทุกราย

5)   การนำผู้บาดเจ็บที่ไม่รู้สึกตัวส่งโรงพยาบาล ควรต้องรอให้ประวัติแก่แพทย์ พยาบาลก่อน


การบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง Spinal Injury

กระดูกสันหลัง และไขสันหลังเป็นส่วนหนึ่งในระบบประสาทส่วนกลางที่ต่อลงมาจากสมอง โดยกระดูกสันหลังเป็นส่วนกระดูกที่อยู่ที่หลัง เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในร่างกาย ช่วยในการพยุงลำตัว  ป้องกันเส้นประสาท ไขสันหลังและเส้นประสาทอื่นๆ และเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับการออกท่าทางและ

การเคลื่อนไหวการเกิดอาการบาดเจ็บ บางครั้งจะทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหว

ร่างกายได้กระดูกสันหลังในวัยผู้ใหญ่ยาวประมาณ 72 เซนติเมตร  ประกอบ

ด้วยกระดูก 33 ชิ้นซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่

 กระดูกส่วนคอ (Cervical Vertebrae)  7 ชิ้น

 กระดูกส่วนอก (Thoracic Vertebrae) 12 ชิ้น

 กระดูกส่วนเอว (Lumbar Vertebrae) 5 ชิ้น

 กระดูกกระเบนเหน็บ (Fused Sacral Vertebrae) 5ชิ้น

 กระดูกก้นกบ (Coccyx Vertebrae) 4 ชิ้น


ไขสันหลัง Spinal Cord เป็นส่วนของเส้นประสาทที่ออกจากช่องของกระดูกสันหลัง ไขสันหลังจะมีชื่อเรียกตามชื่อกระดูกสันหลังระดับเดียวกัน ในเด็กแรกเกิดไขสันหลังจะสิ้นสุดที่กระดูกสันหลังระดับ L3 ในผู้ใหญ่ ไขสันหลังอยู่ในส่วนบน 2/3 ของช่องกระดูกสันหลังและสิ้นสุดตรงกับกระดูกสันหลังกับ L1 หรือรอยต่อระหว่าง L1 กับ L2ไขสันหลังในผู้ใหญ่เพศชายยาวประมาณ 45 เซนติเมตร และใน เพศหญิงยาวประมาณ 42 เซนติเมตร 


ซึ่งเรียกว่าช่องกระดูกสันหลัง Vertebral canal หน้าที่สำคัญ คือ เป็นศูนย์รีเฟล็กซ์ เป็นทางผ่านของกระแสประสาทขึ้นหรือลงจากสมอง โดยมีเซลล์ประสาททำหน้าที่นำกระแสประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแขนขา เส้นประสาทไขสันหลัง Spinal Nerve ที่ลอดผ่านช่องหลังมีกระดูกสันหลังทั้งหมด 31 คู่

การบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง ส่วนใหญ่จึงมีความหมายรวมถึงการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังและไขสันหลัง รวมถึงรากประสาทที่ออกจากส่วนปลายของไขสันหลังซึ่งพบได้บ่อย (3% ของผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุTrauma ก่อให้เกิดความพิการจนถึงเสียชีวิตตามความรุนแรง  ซึ่งจำเป็นต้องรีบตรวจวินิจฉัยและรักษาก่อนที่ไขสันหลังจะเสียหายจนไม่สามารถฟื้นคืนหน้าที่ได้ สิ่งสำคัญคือ การดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลาเพื่อให้ระบบประสาทฟื้นตัวได้มากที่สุดและคนไข้สามารถช่วยเหลือตนเอง,ทำงานได้ตามปกติหรือดำรงชีวิตในสังคมได้

การบาดเจ็บต่อไขสันหลัง หมายถึง อันตรายที่เกิดต่อไขสันหลังจากแรงกระทบบนกระดูกสันหลังแล้วมีผลให้เกิดการบาดเจ็บและทำลายประสาทไขสันหลัง อันตรายที่สำคัญที่สุดจากการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง คือ การเสียความรู้สึกและไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายส่วนที่อยู่ต่ำกว่าระดับไขสันหลังที่ได้รับบาดเจ็บลงไป ซึ่งสาเหตุเดียวกับการบาดเจ็บที่ศีรษะ สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ การตกจากที่สูงศีรษะกระแทกพื้นและอุบัติเหตุการจราจร รองลงมาคือ การถูกยิงหรือวัตถุหนักหล่นทับ ลักษณะแรงกระแทกลงบนกระดูกสันหลังจำแนกเป็น ดังนี้

1.   แรงกระแทกทำให้กระดูกสันหลังงอมากผิดปกติ Hyperflexion injury เป็นแรงที่ทำให้ประสาทไขสันหลังมีการบาดเจ็บมากที่สุด มักจะเกิดที่กระดูกสันหลังบริเวณคอ คือ ระดับ C4 ถึง C7 และบริเวณลำตัว เช่น การตกจากที่สูงและกระแทกพื้นในท่านั่ง แรงจะกระทบที่กระดูกสันหลังบริเวณทรวงอกต่อเอว

2.   แรงกระแทกที่ทำให้กระดูกสันหลังเหยียดหรือยืดออก Hyperreflexion injury เป็นการบาดเจ็บต่อกระดูกสันหลังในท่าเงยศีรษะ หรือแอ่นตัวมากเกินไป ทำให้เกิดแรงดึงตัวขึ้น จึงอาจจะเกิดการฉีกขาดที่หมอนรองกระดูก หรือที่ริมขอบของส่วนตัวของกระดูกสันหลัง ของกระดูกคอ  บริเวณคอด้านหลังจะถูกกดด้วย ทำให้มีการหักของส่วนของกระดูกสันหลัง จนเกิดการเคลื่อนและกดรากประสาท

3.   แรงกระแทกที่ทำให้กระดูกสันหลังงอและหมุน Flexion rotation injury แรงที่เกิดจากการหมุนบิดลำตัวจะทำลายและทำให้มีการหักและเคลื่อนที่ของแนวกระดูกสันหลัง มักเกิดขึ้นที่รอยต่อกระดูกสันหลังบริเวณทรวงอกกับเอว มีอัตราการตายสูง

4.   แรงกระแทกแนวดิ่ง Ventrical direct injury เกิดจากการบาดเจ็บเนื่องจากมีแรงกระแทกตามแนวดิ่งของกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกคอข้อที่หนึ่งหัก   ผู้ป่วยอาจตายเนื่องจากก้านสมองเคลื่อนที่ ฉีกขาด อาจมีการกดที่กระดูกสันหลังส่วนอกและเอว ในรายที่ตกจากที่สูงก้นกระแทก

ลักษณะของไขสันหลังที่ได้รับบาดเจ็บ

1.   ไขสันหลังเสียหน้าที่โดยสิ้นเชิง Complete Cord Lesion อาการและอาการแสดง

1.1   กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก

1.2   ไม่มีรีเฟล็กซ์ใดใด

1.3   ไม่มีการหลั่งเหงื่อ

1.4   ความดันโลหิตต่ำ และไม่คงที่ ชีพจรเต้นช้ากว่าปกติ

1.5   ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะเองไม่ได้

1.6   ความผิดปกติขององคชาติในผู้ป่วยเพศชาย

2.   ไขสันหลังถูกทำลายบางส่วน Incomplete Cord Lesion อาการและอาการแสดง ปวดบริเวณหลังและกดเจ็บ

1)   อัมพาตแบบอ่อนเปียก 

-   การเคลื่อนไหวที่อยู่ในอำนาจของจิตใจและรีเฟล็กซ์ที่เสียไป

-   การสูญเสียความรู้สึกสัมผัสทั้งหมด

-   การสูญเสียการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะ

-   หมดสมรรถภาพทางเพศ

2)   อัมพาตแบบแข็งเกร็ง

-   มีอาการเกร็งและกระดูกของร่างกายส่วนบน

-   มีอาการเกร็งของกระเพาะปัสสาวะและหูรูดทวารหนัก

-   รีเฟล็กซ์ต่างมีมากผิดปกติ 

ภาวะช็อกของไขสันหลัง Spinal Shock

คือ การที่ไขสันหลังส่วนที่ต่ำกว่าตำแหน่งที่มีพยาธิสภาพเกิดการเกร็งแบบชั่วคราว จะเกิดขึ้นทันทีที่สันหลังได้รับบาดเจ็บ อาการช็อกของไขสันหลังเกิดขึ้น  เนื่องจากการขาดการเชื่อมต่อระหว่างการส่งคลื่นประสาทจากสมอง  ซึ่งอยู่ส่วนบนมายังไขสันหลังอย่างกะทันหัน  หลังการบาดเจ็บ ผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก  ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายส่วนที่ต่ำกว่าตำแหน่งที่มีพยาธิสภาพ

ลักษณะที่พบ

1)   ปวดลึก เจ็บลึก หรือบวมลึกที่คอหรือหลัง

2)   ปวดเวลาเคลื่อนไหว

3)   มึนชาหรือไม่รู้สึกหักที่แขนหรือขา

4)   ไม่มีแรง ขยับตัวไม่ได้

5)   ท่าผิดปกติ รูปร่างผิดปกติ

6)   ช็อค (พบได้บางครั้ง)

7)   หายใจลำบาก

8)   หมดสติ ในคนที่สวมหมวกป้องกันอันตรายที่ศีรษะ

ข้อควรระวัง

1.   ห้ามเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่คาดว่ามีการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังจนกว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่เฉพาะให้เคลื่อนย้ายด้วยความระมัดระวัง และการประสานงานพร้อมเพรียงกัน

2.   คิดเสมอว่าผู้บาดเจ็บหมดสติจากแรงกระแทกนั้นมีการบาดเจ็บที่ไขสันหลังจนกว่าจะพิสูจน์ว่าไม่ใช่ 

3.   ปกติผู้บาดเจ็บจะห้าเคลื่อนย้ายตามข้อ 1 และ 2 แต่ยกเว้นเฉพาะข้อจำกัด ดังนี้

-   ในสถานการณ์เสี่ยงต่อชีวิต

-   สถานการณ์บาดเจ็บกลุ่มชน หรือผู้บาดเจ็บหลายคน

-   เมื่อช่วยเหลือครบแล้วต้องแน่ใจว่าทางเดินลมหายใจยังโล่งและการหายใจยังดีอยู่

4.   ให้ผู้ช่วยเหลือใส่เฝือกคอค้ำคางกับหัวไหล่

5.   อย่าฝืนดัดหรือจัดศีรษะ ถ้าพบว่าเมื่อดึงและแหงนคอแล้วติด ให้ค้ำหรือใส่เฝือกคอค้ำคางให้ยันกับหัวไหล่ในสภาพคอที่บิดเบี้ยว

การช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุ

1)   ประเมินสถานการณ์สถานที่มีความปลอดภัย หากมีความจำเป็นให้เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บจากบริเวณอันตรายโดยเร็ว Scoop and run แล้วจากนั้นจึงช่วยการหายใจ ห้ามเลือดตามความจำเป็น

2)   ถ้าพบผู้บาดเจ็บอยู่ในท่านอนตะแคงหรือท่านอนคว่ำ ให้ผู้ช่วยเหลืออย่างน้อย 2 คน ช่วยกันพลิกตะแคงตัวผู้บาดเจ็บให้อยู่ในท่านอนหงายก่อน โดยผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ต้องทำการประคองศีรษะให้อยู่นิ่งและตรงตลอด โดยการจับศีรษะค่อยๆแหงนคอโดยยกดันไปทางหลังเล็กน้อยพร้อมๆกับดึงขึ้นจนอยู่ในลักษณะปกติ อย่าดึงมากไป และดึงไว้ตลอดเวลา

3)   เมื่อผู้บาดเจ็บอยู่ในท่านอนหงายแล้ว ให้ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 (ควรเป็นหัวหน้าทีม) ทำการประเมินการตอบสนองของผู้บาดเจ็บก่อน และถ้าพบว่าผู้บาดเจ็บมีหน้ากากหมวกกันน็อคปิดหน้าอยู่ ให้ทำการเปิดหน้ากากก่อนการประเมินการตอบสนองของผู้บาดเจ็บ

4)   เริ่มขั้นตอนการถอดหมวกกันน็อค มีวิธีปฏิบัติอย่างถูกวิธี

5)   ใส่อุปกรณ์ดามคอ ขณะที่มีการซักประวัติสถานการณ์เพิ่มเติมในกรณีที่ผู้บาดเจ็บรู้สึกตัวดี

6)   ให้การปฐมพยาบาล ณ จุดเกิดเหตุที่จำเป็น เช่น ทำการห้ามเลือด ทำแผล ดามส่วนอื่นๆที่ได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น

7)   ทำการเคลื่อนย้ายโดยใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่น Long Spinal broad และนำส่งโรงพยาบาลต่อไป

การถอดหมวกกันน็อค

        หมวกนิรภัยหรือหมวกกันน็อค ที่มีมาตรฐาน จะช่วยดูดซับและกระจายแรงไม่ให้ส่งต่อไปยังสมองด้านในด้วยวัสดุที่มีคุณสมบัตินุ่มและยืดหยุ่นพิเศษในการซับแรงกรณีเกิดอุบัติเหตุจากการใช้รถจักรยานยนต์ แต่การถอดหมวกกันน็อคเองอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อไขสันหลังและระบบประสาทของผู้ขับขี่หากไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ถูกต้องได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงวิธีปฏิบัติกับการถอดหมวกที่ถูกวิธี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้บาดเจ็บวิธีการถอดหมวกกันน๊อค มีดังนี้

1)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 เอามือสองข้างจับด้านล่างของหมวก ให้นิ้วติดกับขากรรไกรล่างผู้บาดเจ็บ โดยให้ศีรษะและคอของผู้บาดเจ็บอยู่ในท่าปกติ


2)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 ตัดหรือปลดสายรัดคางออกใน ขณะที่ผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ยังคงตรึงศีรษะและคอในท่าเดิม


3)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 เอามือข้างหนึ่งประคองคางโดยให้ง่ามมือระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้อยู่ในลักษณะประคองคางและอีกมือค่อยๆประคองต้นคอด้านท้ายทอยไว้   เพื่อให้ศีรษะและคออยู่ในท่าปกติ จากนั้นผู้ช่วยเหลือคนแรกค่อยๆปล่อยให้ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2ทำหน้าที่ในการประคองศีรษะแทนผู้ช่วยเหลือคนที่ 1    


4)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ซึ่งอยู่ด้านบนศีรษะผู้บาดเจ็บค่อยๆดึงหมวกออก โดยมีข้อคำนึงดังนี้

-   หมวกกันน็อคเป็นทรงรูปไข่ ดังนั้นจะต้องดึงถ่างออกด้านข้างเพื่อให้พ้นหู

-   หากใส่หมวกชนิดคลุมหน้าทั้งหมดจะต้องเอาแผ่นพลาสติกใสด้านหน้าออก

-   หากใส่หมวกกันน็อคชนิดคลุมหน้า ขณะเอาออกอาจติดที่จมูก ให้โยกหมวกไปด้านหลังเล็กน้อยและยกขึ้น เพื่อให้พ้นจมูก

-   หมวกบางชนิดมีถุงลมอยู่ จะต้องปล่อยลมออกเสียก่อน


5)   ในขณะที่ผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 กำลังทำการดึงหมวกออก 


6)   ให้ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 ยังคงอยู่ในท่าประคองคาง และคอด้านหลังอยู่ในท่าเดิม


7)   เมื่อผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ดึงหมวกหลุดออกมาแล้ว  ให้เลื่อนมือลงมาประคองด้านข้างศีรษะผู้บาดเจ็บ และผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 ปล่อยมือจากการประคองคอเตรียมการใส่ Cervical Collar


การใส่อุปกรณ์ดามคอ

อุปกรณ์ดามคอเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากที่จะใช้ในการยึดตรึงกระดูกส่วนคอและบริเวณศีรษะไม่ให้มีการก้มหรือเงยได้เฝือกคอทำจากพลาสติกแข็งและโฟม  เพื่อเป็นที่รองไม่ให้เกิดการระคายเคือง ซึ่งก่อนจะนำไป

ใช้ดามคอผู้บาดเจ็บจะต้องเลือกขนาดที่เหมาะสม ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดสั้น ขนาดปกติและขนาดยาวเสียก่อน

วิธีการวัดขนาดอุปกรณ์ดามคอ Cervical Hard Collar



1)   ในกรณีผู้บาดเจ็บอยู่ในท่านอนให้ใช้นิ้วมือวัดช่วงความกว้างของคอผู้บาดเจ็บทางด้านข้าง โดยกำหนดแนวจากปลายคางลากมาถึงจุดระหว่างคอด้านข้างและไหล่ แล้วดูว่าความกว้างจากจุดระหว่างคอด้านข้างจนถึงไหล่นั้น มีความกว้างกี่นิ้วมือ แล้วนำมาเทียบวัดกับขนาดของ Hard collar


2)   ในกรณีที่ผู้บาดเจ็บอยู่ในท่านั่งให้กำหนดแนวจากปุ่มกระดูกขากรรไกรล่างแล้วลากมาถึงจุดระหว่างคอด้านข้างและไหล่ แล้วนำมาเทียบกับ ขนาดของ Hard collar เช่นเดียวกับ



กรณีผู้บาดเจ็บท่านอน

วิธีใส่อุปกรณ์ดามคอ

1)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ทำหน้าที่ยึดตรึงศีรษะและคอโดยกางนิ้วมือทั้งสองข้างแนบบริเวณข้างศีรษะ แก้ม คางและลำคอของผู้บาดเจ็บ ( ถ้าเป็นปฏิบัติการต่อจากการถอดหมวกกันน็อคให้ปฏิบัติขั้นตอนที่ 7 ของการถอดหมวก)

3)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 (ถ้าเป็นปฏิบัติการต่อจากการถอดหมวกกันน็อคให้เป็นหน้าที่ของผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 ในการเตรียมการใส่ Hard collar) โดยการเตรียม collar ให้ได้ขนาดพอดีกับขนาดความกว้างของคอผู้บาดเจ็บ


ผู้บาดเจ็บท่านอน


ผู้บาดเจ็บท่านั่ง


การพลิกตะแคงผู้บาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง และคอ


วิธีพลิกตะแคงตัวผู้บาดเจ็บ

1)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ทำหน้าที่ยึดตรึงศีรษะและคอ โดยกางนิ้วมือทั้งสองข้างแนบบริเวณข้างศีรษะ แก้ม คางและลำคอของผู้บาดเจ็บ ประคองศีรษะผู้บาดเจ็บให้อยู่ท่าปกตินิ่งๆด้วยความระมัดระวัง

2)   หากผู้บาดเจ็บยังรู้สึกตัวดีให้บอกความช่วยเหลือในการพลิกตะแคงตัวจากด้านใดไปด้านใด และขอความร่วมมือจากผู้บาดเจ็บให้ทำตัวให้แข็งตรง เคลื่อนตัวตามที่ผู้ช่วยเหลือปฏิบัติ

3)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 นั่งคุกเข่าด้านที่ต้องการพลิกตะแคงตัวผู้บาดเจ็บไป จับมือผู้บาดเจ็บด้านตรงข้ามวางไว้ในตำแหน่งหน้าท้อง

4)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2จับบริเวณไหล่และสะโพกด้านตรงข้ามของผู้บาดเจ็บ

5)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 ให้สัญญาณพลิกลำตัวผู้บาดเจ็บเข้าหาตัว พร้อมผู้ช่วยเหลือคนที่ 1 ประคองศีรษะผู้บาดเจ็บตามการขยับลำตัว ในท่าคล้ายผู้บาดเจ็บนอนหงายราบ

6)   ผู้ช่วยเหลือคนที่ 2 จัดเข่าบนให้ล้ำมาชิดลำตัวผู้ช่วยเหลือเล็กน้อยให้ผู้บาดเจ็บตะแคงตัวในท่าใกล้ธรรมชาติมากขึ้น โดยแนวลำตัวและศีรษะตรงกันไม่บิดเบี้ยว

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 23 April 2019, 3:03PM