เนื้อหา เรื่อง การบาดเจ็บของกระดูกและกล้ามเนื้อ

การบาดเจ็บของกระดูกและกล้ามเนื้อ


กระดูกและกล้ามเนื้อเป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงร่างของมนุษย์ ซึ่งยังมีส่วนประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ ข้อ เอ็น กระดูกอ่อนเอ็นยึดกระดูกรวมกัน มีหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกาย การได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นที่เหมาะสมและรวดเร็ว 

จะช่วยบรรเทาอาการปวดและลดโอกาสของการบาดเจ็บเพิ่มเติมต่ออวัยวะข้างเคียง 

ลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของการบาดเจ็บ 

ลดอัตราความพิการ การเสียชีวิตของผู้ได้รับบาดเจ็บได้  

กระดูก ในร่างกายมีกระดูกทั้งสิ้น 206 ชิ้นแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่

1.   กระดูกแกนของร่างกาย Axial skeleton มีหน้าที่หลักพยุงและปกป้องอวัยวะภายใน เช่น กะโหลกศีรษะและใบหน้า กระดูกสันหลังและช่องอก

2.   กระดูกระยางค์ Appendicular skeleton มีหน้าที่หลักเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว พยุงส่วนร่างกายและปกป้องอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน ได้แก่ กระดูกระยางค์บนและล่าง กระดูกไหล่ กระดูกเชิงกราน

การบาดเจ็บต่อระบบโครงร่าง

1.   การแตกหักของกระดูก Fracture แบ่งเป็น

1.1   กระดูกหักชนิดสมบูรณ์ Complete fracture คือ กระดูกแตกหักที่ชิ้นกระดูกขาดจากกันโดยตลอด

1.2   กระดูกแตกหักชนิดไม่สมบูรณ์ Incomplete fracture หรือกระดูกหักร้าว เป็นชนิดที่กระดูกหักโดยไม่ตลอด ยังตงมีบางส่วนติดกัดอยู่

2.   ข้อแพลง Sprains เป็นการบาดเจ็บของเอ็นกระดูกเป็นผลมาจากแรงยืด

3.   การเคล็ด Strains เป็นการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ หรือเอ็นยึดกล้ามเนื้อ เป็นผลมาจากแรงยึดที่มากเกินปกติ หรือ การหดรั้งของกล้ามเนื้อที่รุนแรง

4.   การเคลื่อนหลุดของข้อต่อ Dislocations เป็นการบาดเจ็บของข้อต่อกระดูกที่มีการเคลื่อนหลุดผิดไปจากตำแหน่งปกติ อาจพบร่วมกับการบาดเจ็บทั้ง 3 แบบข้างต้น

การบาดเจ็บของกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ 

1.   กระดูกแตกหัก

1.1   กระดูกแตกหักชนิดบาดแผลเปิด Open fracture 

1.2   กระดูกแตกหักชนิดบาดแผลปิด Close fracture

2.   เนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ หรือมีการฉีกขาด บาดแผลที่มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อภายใต้ผิวหนัง เกิดการปริแยก หรือฉีกขาดของผิวหนัง และเนื้อเยื่อไม่ลึกมาก ไม่มีเลือดออกมาก เช่น แผลฟกช้ำ ห้อเลือด ข้อเท้าพลิก ข้อแพลง หลักสำคัญของการดูแลอยู่ใน 24 ชั่วโมงแรกโดยใช้น้ำแข็ง หรือถุงน้ำเย็นประคบ เพื่อไม่ให้เลือดออกและช่วยระงับอาการปวด

3.   การเสียเลือดลักษณะของการบาดเจ็บที่มีการเสียเลือด

3.1   การเสียเลือดจากหลอดเลือดแดง  มีลักษณะดังนี้

1)   เลือดจะพุ่งออกจากแผล  สีแดงสด

2)   เลือดจะมีลักษณะพุ่งแรงตามจังหวะการเต้นของชีพจร

3)   ถ้าความดันโลหิตลดลงเลือดที่พุ่งออกมาก็จะน้อยลงด้วย

3.2   การเสียเลือดจากหลอดเลือดดำ  มีลักษณะดังนี้

1)   เลือดจะไหลรินเป็นทาง  สีคล้ำ

2)   เลือดจะออกมากแต่กดห้ามเลือดหยุดง่ายกว่า 

3.3   การเสียเลือดจากเส้นเลือดฝอย

1)   เลือดซึมออกจากแผล  มีสีแดงคล้ำ

2)   เลือดมักจะหยุดได้เอง

อาการและอาการแสดง

1)   ปวดและการกดปวด พบได้บ่อยที่สุดของการบาดเจ็บที่กระดูก การเจ็บปวดจะต่างกันไปตามสภาพการณ์ที่เกิด และความอดทนของแต่ละบุคคล

2)   การผิดรูปหรือการโก่งงอ การโก่งงอของลำกระดูกเกิดจากการผิดรูป แรงโก่งนูนในส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ และอาจพบลักษณะขาสั้นผิดรูปเนื่องจากการซ้อนกันของกระดูกที่หัก หรือพบลักษณะที่แยกห่างกัน

3)   การบวม และผิวหนังมีสีผิดปกติ เป็นผลจากการคั่งของน้ำหรือเลือดออกในตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ

4)   สภาพที่อวัยวะใช้การไม่ได้ อวัยวะใช้การไม่ได้ส่วนใหญ่เกิดจากการปวด หรือในเด็กเล็กมักแสดงอาการคล้ายอัมพาต ขยับไม่ได้แม้กระทั่งนิ้วมือ หรือ นิ้วเท้า

5)   การเคลื่อนไหวผิดปกติ และมีเสียงขัดสีของรอยหัก อาจพบการขยับของกระดูกในส่วนที่ไม่ใช่ข้อ หรือได้ยินเสียงขัดสีของรอยหัก จะเจ็บปวดมากไม่ควรทดสอบจะทำให้เกิดการบาดเจ็บมากขึ้น

6)   กระดูกโผล่ พบลักษณะกระดูกโผล่ออกมานอกผิวหนังที่ปกคลุมอวัยวะนั้น

ขั้นตอนในการดูแล ณ จุดเกิดเหตุ

เมื่อโครงร่างของร่างกายอันประกอบด้วย กระดูก ข้อต่อ หรือกล้ามเนื้อ หรือเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บจากเหตุต่างๆ มักจะเกิดร่องรอยของการบาดเจ็บ และมีบาดแผลปรากฏให้เห็น หากมีบาดแผลก็ต้องห้ามเลือด และดูแลแผลก่อนที่จะมีการดามกระดูก เนื่องจากกระดูกหักมักมีการเสียเลือดอยู่แล้วด้วยแม้จะเป็นแผลปิดก็ตาม โดยการเสียเลือดขึ้นอยู่กับชนิดของกระดูกที่หัก จึงมีขั้นตอนในการดูแลให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุ ดังนี้

1.   ประเมินความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุ  ก่อนให้การช่วยเหลือ

2.   ประเมินสภาพผู้บาดเจ็บเบื้องต้น โดย Primary survey

3.   แก้ไขภาวะคุกคามชีวิตเร่งด่วน ( ถ้ามี ) ตามสภาพปัญหา

4.   ทำการห้ามเลือดในตำแหน่งที่มีบาดแผล และดูแลแผล ตามหลักการดังนี้

1)   ถ้าไม่มีการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูก  ให้ยกส่วนที่เลือดออกให้สูง

2)   ถ้ามีบาดแผลและมีเลือดออกให้ใช้นิ้วมือหรือผ้าก๊อสสะอาดกดตรงจุดที่มีเลือดออกหากเลือดไม่หยุดให้เพิ่มความหนาของผ้าก๊อสและอาจใช้การกดด้วยการปิดทับ stap เพิ่มน้ำหนักเพื่อให้เลือดหยุด 

3)   กรณีที่มีวัสดุหักคา  

-  ห้ามดึงวัสดุนั้นออกนอกจากวัสดุกีดขวางการช่วยหายใจและการกดหน้าอก      

-  ยึดตรึงวัสดุนั้นให้อยู่นิ่งกับที่ไม่เคลื่อนไหว

-  การห้ามเลือดโดยใช้ผ้าปิดแผลหนาๆปิดบริเวณโดยรอบวัสดุนั้น

4)   บาดแผลเปิดที่ทรวงอก

- ใช้ผ้าก็อสหรือแผ่นพลาสติกสะอาดปิดบาดแผล  แล้วปิดพลาสเตอร์ที่ขอบ 3 ด้านเว้นด้านที่ 4 ซึ่งเป็นส่วนด้านบนไว้ระบาย Air  

- จัดท่าให้ผู้ป่วยสบาย  ถ้าไม่มีการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง

- สังเกตอาการและอาการแสดงของภาวะช็อคจากการเสียเลือด  แนะนำงดน้ำและอาหาร  รีบนำส่งโรงพยาบาล

5)   บาดแผลที่มีอวัยวะภายในทะลักออกมา

-  ห้ามดันอวัยวะที่โผล่ทะลักออกมากลับเข้าไปที่เดิม

-  ใช้ผ้าก๊อสหรือผ้าสะอาดชุบน้ำเกลือหรือน้ำสะอาดหมาดคลุมอวัยวะนั้นไว้

-  สังเกตอาการและอาการแสดงของภาวะช็อคจากการเสียเลือด  แนะนำงดน้ำและ อาหาร  รีบนำส่งโรงพยาบาล

6)   บาดแผลที่อวัยวะถูกตัดขาด

-  ทำความสะอาดบาดแผล และห้ามเลือดไว้ตามเทคนิค  

-  เก็บอวัยวะที่ถูกตัดขาด

-  นำส่วนที่ถูกตัดขาดใส่ในถุงพลาสติก  แล้วรัดปากถุงให้แน่น

-  นำถุงพลาสติกที่ใส่ส่วนที่ถูกตัดขาดนั้น  ใส่ลงในถุงพลาสติก/ ภาชนะที่บรรจุน้ำแข็งพอที่จะป้องกันอวัยวะได้อีกชั้น

-  ห้ามแช่อวัยวะที่ขาดลงไปในน้ำแข็ง หรือในน้ำแข็งแห้งโดยตรง

7)   บาดแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

-  ถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ถูกเผาไหม้ออก

-  พึงระวังว่าเสื้อผ้าอาจจะถูกเผาไหม้ติดกับผิวหนัง

-  เมื่อถอดเสื้อผ้าออกและพบว่ามีการดึงรั้ง  ควรหลีกเลี่ยงส่วนนั้น

-  ใช้น้ำ/น้ำเกลือล้างแผล  ล้างบนแผล  เพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อน

-  การป้องกันการติดเชื้อปิดแผลด้วยผ้าแห้งที่สะอาด

-  ห้ามใช้น้ำมัน  โลชั่น  ยาสีฟัน หรือยาปฏิชีวนะทาบนแผล

-  ไม่ทำให้ตุ่มพองแตก

8)   บาดแผลจากสัมผัสสารเคมี ให้พิจารณาสิ่งต่อไปนี้ก่อนทำการช่วยเหลือ

-  ความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุ

-  สวมถุงมือและชุดป้องกัน

-  สารเคมีที่เป็นผง  ควรปัดทิ้งก่อนใช้น้ำล้าง

-  ใช้น้ำชำระล้างจำนวนมากๆ

-  การล้างใช้วิธีการให้น้ำผ่านโดยใช้ฝักบัว  หรือสายยาง

-  ถ้าสารเคมีหก  หรือกระเด็นใส่ให้ตรวจดูว่ามีการบาดเจ็บที่ตาหรือไม่

5.   หากมีกระดูกหัก หรืออวัยวะผิดรูปทำการดามกระดูก ด้วยวัสดุที่เหมาะสม

ข้อควรระวัง 

-   ต้องระวังการบาดเจ็บที่กระดูกต้นคอเสมอ

-   การบาดเจ็บร่วมที่ต้องคำนึงถึง เช่น ซี่โครงหักต้องคำนึงถึงการบาดเจ็บของปอดด้วย หรือมีรอยฟกช้ำที่หน้าท้องอาจมีการบาดเจ็บอวัยวะภายในช่องท้อง เป็นต้น

ค่าเฉลี่ยการเสียเลือดในกระดูกหักชนิดปิด      

ตำแหน่งของกระดูกที่หัก

ค่าเฉลี่ยของการเสียเลือด ( ซี.ซี. )

 กระดูกปลายแขน

150 – 250

 กระดูกต้นแขน

250

 กระดูกเชิงกราน

1,500 – 3,000

 กระดูกต้นขา

1,000

 กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกน่อง

500


ชนิดของบาดแผลและหลักการห้ามเลือด

ชนิดของบาดแผล

การช่วยเหลือ

 1.   แผลถลอก Abrasion ลักษณะ ผิวหนังเป็นรอยแผลตื้นๆ

 -       มีเลือดซึมออกเล็กน้อย หรือไม่มี

 -       มีอาการเจ็บปวด

 

 

 

 1)    หากมีเศษวัสดุเล็กๆภายในบาดแผลใช้คีม หรือแหนบเล็กๆดึงเศษวัสดุดังกล่าวออกก่อน

 2)    ทำความสะอาดบาดแผลจากเศษวัสดุเล็กๆ ฝุ่น หรือคราบดิน ด้วยน้ำเกลือ ด้วยความระมัดระวังการกดให้เศษวัสดุฝังลึกเพิ่มขึ้น

 3)    ถ้าแผลมีเลือดซึมมาก ทำการห้ามเลือดโดยใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อสปิดแผล

 4)    กรณีที่มีวัสดุฝังคาไม่สามารถเอาออกได้ ต้องใช้ความระมัด

 ระวังกรปิดแผลไม่ลงน้ำหนักจนเพิ่มแรงกดฝังลึกเพิ่มขึ้น

  2.   แผลฉีกขาด Laceration ลักษณะแผลที่ฉีกขาดมีความลึกได้หลายระดับ อาจพบแยกหรือร่วมกับการบาดเจ็บ เกิดจากการผิวหนังกระทบกับวัตถุแหลมคม ส่วนใหญ่มีเลือดออก

 1)    ทำการห้ามเลือดโดยใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อสปิดบาดแผล

 2)    ถ้าเลือดออกไม่หยุดให้ใช้ผ้ายืด Elastic Bandage พันทับผ้าปิดแผลอีกชั้น เป็นการเพิ่มแรงกดทับ Pressure dressing อีกชั้น

 3)    ถ้าบาดแผลบริเวณแขน ขาและไม่มีกระดูกหักร่วมให้ยกอวัยวะส่วนนั้นสูงขึ้น

 3.   แผลเปิดที่ทรวงอก Open chest

 Wound ผิวหนังได้รับบาดเจ็บเกิด  บาดแผลจากวัตถุบริเวณอก

 

 1)     ใช้ผ้าก๊อส หรือแผ่นพลาสติกสะอาดปิดบาดแผล แล้วปิด    

      พลาสเตอร์ทับ 3 ด้านเว้นด้านข้างไว้ 1 ด้านเพื่อให้แรงดันใน ช่องอดดันอากาศที่รั่วอยู่ภายในทรวงอกออกมา ป้องกันถุงลมแฟบผู้ป่วยจะรู้สึกสบายกว่าปิดครบ 4 ด้าน

 2)     จัดให้ผู้ป่วยนอนสบายๆถ้าไม่ได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง

 3)     สังเกตอาการและอาการแสดงของภาวะช็อกจากตกเลือดภายใน

 4)     ห้ามผู้ป่วยดื่มหรือรับประทานสิ่งใด

 5)     รีบนำส่งโรงพยาบาล

 4.   แผลที่ทรวงอกและวัตถุยังปักคา

 1)     ห้ามดึงวัตถุออกจากบาดแผล นอกจากวัตถุแทงทะลุแก้ม หรือวัตถุนั้นกีดขวางการช่วยเหลือการหายใจ และการกดหน้าอก

 2)     ยึดวัตถุนั้นให้อยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนขยับ

 3)     ห้ามเลือดโดยการใช้ผ้าปิดบาดแผลปิดรอบๆวัตถุนั้นหนาๆ เป็นการช่วยพยุงวัตถุด้วย

ชนิดของบาดแผล

การช่วยเหลือ

 

 4)    ถ้าบาดแผลมีวัตถุปักคาบริเวณหน้าท้อง ทรวงอก ให้สังเกตุอาการแสดงของภาวะช็อกจากการตกเลือดภายในแนะนำ

ให้ผู้ป่วยงดน้ำ อาหารทุกชนิด รีบนำส่งโรงพยาบาล

 5.   แผลที่มีอวัยวะภายในทะลักออกมา Invisceration

 1)    แผลเปิดที่มีอวัยวะภายในทะลักออกมา

 2)    ห้ามดันอวัยวะที่ยื่นโผล่ออกมากลับเข้าไป

 3)    คลุมอวัยวะที่โผล่ออกมาด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด

 4)    สังเกตอาการและอาการแสดงของภาวะช็อกจากการตกเลือดภายใน

 5)    ห้ามผู้ป่วยบริโภคอาหารและน้ำทุกชนิด

 6)    รีบนำส่งโรงพยาบาล

 6.   อวัยวะถูกตัดขาด Amputation

 1) เก็บรักษาอวัยวะที่ถูกตัดขาด โดยนำใส่ถุงพลาสติก รัดปากถุงให้แน่น

 2) นำถุงที่ใส่อวัยวะที่ขาดไปบรรจุในกระติกน้ำแข็งหรือถุงพลาสติกที่มีน้ำแข็งบรรจุอยู่อีกชั้น

 3) ห้ามแช่ในน้ำแข็งโดยตรง

 7.   การบาดเจ็บที่ศีรษะและสมอง

 -  อาจเป็นแผลเปิดหรือปิด

 -  บาดเจ็บต่อสมอง มีการกระทบกระเทือนต่อสมอง มีเลือดออกในโพรงสมอง ซึ่งอาจทำให้ความดันในสมองเพิ่มขึ้น

 1)     ทำการห้ามเลือดด้วยการปิดแผลโดยตรง หรือถ้าเลือดออกมากให้ใช้ผ้ายืดรัด Pressure dressing

 2)     สังเกตอาการและอาการแสดงทางสมอง เช่น ซึมลง ระดับความรู้สึกตัวลดลง พูดคุยสับสน ปวดศีรษะมาก อาเจียนพุ่ง เป็นต้น

 8.   แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก

 1)  ใช้น้ำหรือน้ำเกลือล้างแผล ล้างเพียงผิวบนแผลเพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อน

 2)  ถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ถูกไฟไหม้ออก

 3)  พึงระลึกเสมอว่าเสื้อผ้าอาจจะถูกไฟเผาไหม้ติดกับผิวหนัง

 4)  เมื่อถอดเสื้อผ้าออกพบมีการดึงรั้ง ควรหลีกเลี่ยงส่วนนั้นไว้

 5)  ปิดแผลด้วยผ้าแห้งที่สะอาด

 6)  ห้ามใช้น้ำมัน โลชั่น ยาสีฟัน หรือยาปฏิชีวนะทาบนแผล

 7)  ห้ามทำให้ตุ่มพองแตก

ชนิดของบาดแผล

การช่วยเหลือ

 9.   แผลไหม้จากกระแสไฟฟ้า

 

 

 1)  ความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุ

 2)  ผู้ป่วยมักมีอาการหนักกว่าที่สังเกตเห็นจากภายนอก

 3)  ดูแลการหายใจและภาวะหัวใจหยุดเต้น

 10.   แผลไหม้จากสารเคมี Chemical Burns

 1)  ให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ก่อนการเข้าช่วยเหลือ

      (1)  ความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุ

      (2)  สวมถุงมือและเครื่องป้องกันดวงตา

      (3)  สารเคมีที่เป็นผงแห้ง ควรปัดทิ้งก่อนที่จะใช้น้ำล้าง

      (4)  ใช้น้ำจำนวนมาก

      (5)  ควรใช้วิธีการล้างให้น้ำผ่านตัวโดยใช้ฝักบัวหรือสายยาง ไม่ควรใช้วิธีการแช่น้ำ

      (6)  ในกรณีที่สารเคมีหก หรือกระเด็นใส่ให้ตรวจดูว่ามีการบาดเจ็บที่ตาหรือไม่

 2)  รีบนำส่งโรงพยาบาล


การทำแผลและการตกแต่งบาดแผล

เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุภายนอก เช่น ถูกของมีคมบาด หกล้ม รถชน จนเกิดความเสียหายของเนื้อเยื่อในบริเวณนั้น ย่อมจะเกิดบาดแผล ปรากฏขึ้นเป็นแผลเปิดบริเวณผิวหนัง และมีเลือดไหลหรือซึมออกมาจากบาดแผล การทำแผลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือ ณ จุดเกิดเหตุ โดยเฉพาะกรณีที่จำเป็นต้องมีการดามอวัยวะ ต้องทำแผลก่อนที่จะมีการดามเสมอ วัตถุประสงค์ของการทำแผลเพื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากแผล ป้องกันแผลปนเปื้อนเชื้อโรคจากภายนอกร่างกายและเป็นการห้ามเลือดด้วยการลงน้ำหนักกดที่บาดแผลโดยตรง  การทำให้แผลสะอาด ป้องกันการติดเชื้อ และป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับบาดแผล จึงต้องกระทำด้วยวิธีที่สะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

หลักการทำแผล

1.   ทำให้ง่าย  รวดเร็วไม่เสียเวลานาน

2.   เทคนิคถูกต้องตามหลักการปราศจากเชื้อ วัสดุที่ใช้สัมผัสบาดแผล โดยเฉพาะในพื้นที่วงแดงต้องสะอาดปราศจากเชื้อโรค และใช้สัมผัสพื้นที่สะอาดมากกว่าไปสู่พื้นที่สะอาดน้อยกว่า และไม่มีการใช้ย้อนทางไปมาและเหมาะกับอวัยวะที่บาดเจ็บ 

3.   ไม่เป็นการเพิ่มการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไปในบาดแผลใช้เทคนิคและวัสดุ อุปกรณ์ที่สัมผัสแผลปราศจากเชื้อ

4.   หากมีวัตถุปักคา ไม่มีการดึงวัตถุนั้นออกจากบาดแผล และควรยึดให้มั่นคง ไม่ยับไปมาทำให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น

5.   แผลต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอมคงเหลือไว้ หรือพยายามให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้และไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ

6.   ใช้วัสดุที่สามารถซึมซับเลือดและสิ่งคัดหลั่งได้ดี 

วิธีการทำแผล

1)   ล้างมือให้สะอาด และสวมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น ถุงมือ ผ้าปิดปากอนามัย กาวน์ 


2)   กำจัดสิ่งแปลกปลอมจากแผล ด้วยการใช้คีมปราศจากเชื้อคีบออกและใช้การล้างด้วยน้ำเกลือด้วยความละมุนละม่อม


3)   ทำความสะอาดบาดแผลโดยรอบด้วยแอลกอฮอล์ 70% ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อโรคที่ผิวหนังได้ประมาณร้อยละ 90 ภายใน 2 นาที


4)   ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ 70% เช็ดชิดขอบแผลและวนออกนอกแผลสำลีที่ใช้ทำความสะอาดแล้วให้ทิ้งลงในชามรูปไต


5)   ใช้ลำลีสะอาดชุบเบตาดีน หรือโปรวิดีน ไอโอดีน เช็ดภายในบาดแผลและและวนออกนอกแผล เป็นการขจัดเชื้อโรค


6)   ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อ ให้แน่ใจว่าสามารถน้ำหนักกดแผลไม่ให้โลหิตไหลซึมออกมาได้อีก และติดพลาสเตอร์ตามแนวขวางของลำตัว


7)   กรณีที่มีเลือดไหลซึมมากอาจใช้ ผ้าพันแผล หรือ ก๊อสพันแผล พันทับเพิ่มเติมหรือใช้การดามอวัยวะส่วนนั้นๆให้นิ่งๆลดการไหลของเลือดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะส่วนที่มีบาดแผล


การยึดวัสดุปักคา

เป็นหลักการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่มีวัตถุปักและคาอยู่ ปรากฏที่ผิวหนัง

หลักการปฏิบัติ

1)   ห้ามดึง หรือพยายามขยับเขยื่อนวัตถุปักคาออกจากตำแหน่ง

2)   พยายามตรึงให้วัตถุนั้นอยู่นิ่งที่สุด โดยไม่ไปสัมผัสวัตถุนั้น

3)   ต้องไม่เป็นการเพิ่มอันตรายให้กับเนื้อเยื่อโดยรอบบาดแผล

4)   ไม่ต้องทำแผล แต่ใช้วิธีการกดตรึงผิวหนังรอบแผล

วิธีปฏิบัติ

1)   หลังการประเมินสภาวะผู้บาดเจ็บเบื้องต้น

2)   ใช้ผ้าสะอาดกดผิวหนังรอบๆแผล

3)   พันด้วยผ้ายืด gauze bandage หรือ elastic bandage ยึดตรึงผ้าสะอาดให้อยู่กับที่ เพื่อไม่ให้วัตถุนั้นขยับเขยื่อนเมื่อผู้บาดเจ็บมีการขยับ 


การดามกระดูก

หลักในการดามกระดูกทั้งประเภท กระดูกหักแบบเปิด และแบบปิด ได้แก่

1.   ป้องกันการเคลื่อนไหวในผู้บาดเจ็บร่วมหลายระบบในกรณีที่สงสัยว่ามีการบาดเจ็บร่วมของกระดูกสันหลังโดยใช้กระดานแข็ง Spinal board รวมถึงดามอวัยวะที่หักก่อนการเคลื่อนย้าย

2.   ใช้วัสดุที่เหมาะสม

3.   ควรดามให้ครอบคลุมส่วนข้อต่อเหนือและใต้ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ

4.   ต้องทำแผลและห้ามเลือดก่อนทำการดาม

วัสดุที่ใช้ในการดาม

1.   เครื่องดามชนิดแข็ง ที่ทำจากวัสดุหลากหลายชนิด ได้แก่ ไม้บรรทัด แผ่นพับแข็ง แผ่นไม้ โลหะ หรือหนังสือพิมพ์ที่พับเป็นท่อนแขน

2.   เครื่องดามแบบสุญญากาศ ช่วยให้การดามมีประสิทธิภาพรอบทิศทาง โดยใช้หลักการดูดลมออกวัสดุชิ้นนั้นจะแข็งตัว

3.   เครื่องดามเท่าที่หาได้ เป็นการประยุกต์ใช้วัสดุที่หาได้ มาจัดการให้เหมาะสม โดยมีหลักการยึดมิให้ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บมีการเคลื่อนไหว

อันตรายที่เกิดจากการดาม Splints ที่ไม่เหมาะสม

1)   Splints และพันแน่นจนเกินไปจะทำให้รบกวนการไหลเวียนโลหิต และกดทับเส้นประสาท

2)   ส่งต่อล่าช้ามีผู้บาดเจ็บที่มีสภาพที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต

3)   เพิ่มการบาดเจ็บต่อกระดูกและข้อ

4)   ทำให้เพิ่มการบาดเจ็บต่อข้อต่อ เส้นเลือด เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 23 April 2019, 3:10PM