เนื้อหา เรื่อง ภาวะฉุกเฉินระบบหัวใจและหลอดเลือด

ภาวะฉุกเฉินระบบหัวใจและหลอดเลือด

การที่จะวินิจฉัยว่าคนเป็นผู้ที่เสียชีวิตแล้ว มักจะตัดสินจากอวัยวะสำคัญ  2 ส่วน ได้แก่ การที่หัวใจยังสามารถเต้นและการหายใจ หัวใจทำหน้าที่หดและขยายตัว เป็นเครื่องสูบฉีดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปตามหลอดเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆของร่างกายเป็นไปทิศทางเดียวและเลือดไหลกลับสู่หัวใจดังเดิม ดังนั้นหัวใจและหลอดเลือดมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ที่บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนควรได้ทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น ดังนี้

หัวใจ เป็นอวัยวะส่วนที่สำคัญยิ่งของมนุษย์ตั้งอยู่ภายในทรวงอกด้านซ้าย ผนังเป็นกล้ามเนื้อหนา แบ่งเป็น 2 ด้านซ้าย และขวาแต่ละด้านแบ่งเป็น 2 ห้องบน และล่าง มีช่องที่มีลิ้น เปิดปิดทำให้ของเหลว ไหลลงสู่ห้องด้านล่างเชื่อมต่อระหว่างห้องหัวใจด้านบนสู่ด้านล่างและป้องกันการไหลย้อนของของเหลว ลิ้นดังกล่าวเรียกว่า ลิ้นหัวใจ Valve  ห้องหัวใจด้านซ้ายบนรับเลือดดำกลับเข้าหัวใจจะมีผนังบาง เรียกว่า เอเตรียม Atrium  และห้องหัวใจด้านล่าง


ซึ่งจะมีผนังกล้ามเนื้อที่หนาเรียกว่า Ventricle หัวใจจะทำหน้าที่หดตัวและบีบไล่เลือดให้ไหลไปตามหลอดเลือดแดงใหญ่ หลอดเลือดแดงเล็กและหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกายโดยพาสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกาย และพาสารที่ร่างกายไม่ต้องการขับออกรวมถึงคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์เนื้อเยื่อเหล่านั้นกลับมาทางหลอดเลือดดำเล็กๆและหลอดเลือดดำใหญ่ตามลำดับเป็นทางเดียวกลับเข้าสู่หัวใจใหม่ รวมเป็นระบบปิด closed system ที่เรียกว่าระบบไหลเวียนโลหิต  ส่วนประกอบที่สำคัญของห้องหัวใจ ได้แก่

1.   กล้ามเนื้อหัวใจ ห้องหัวใจด้านซ้ายบนรับเลือดดำกลับเข้าหัวใจจะมีผนังบาง เรียกว่าเอเตรียม Atrium  และห้องหัวใจด้านล่าง ซึ่งจะมีผนังกล้ามเนื้อที่หนา เรียกว่า Ventricle หัวใจจะทำหน้าที่หดตัวและบีบไล่เลือดให้ไหลไปตามหลอดเลือดแดงใหญ่ หลอดเลือดแดงเล็กและหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกาย

2.   ลิ้นหัวใจ

3.   จุดกำเนิดคลื่นไฟฟ้าและการนำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

4.   หลอดเลือดโคโรนารี่ Coronary System การที่หัวใจต้องทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายตลอดเวลาเซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจ และพาสารที่ร่างกายต้องการขับออกรวมถึงคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์เนื้อเยื่อเหล่านั้นกลับมาทางหลอดเลือดดำเล็กๆและหลอดเลือดดำใหญ่ตามลำดับเป็นทางเดียวกลับเข้าสู่หัวใจใหม่

ระบบไหลเวียนโลหิต Blood Circulation เมื่อเส้นเลือดโคโลนารี่ เป็นเส้นเลือดที่พาสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายกลับมาทางหลอดเลือดดำเล็กๆและหลอดเลือดดำใหญ่ตามลำดับเป็นทางเดียวกลับเข้าสู่หัวใจใหม่ รวมเป็นระบบปิด closed system ที่เรียกว่า ระบบไหลเวียนโลหิต   เป็นระบบที่มีหน้าที่ในการลำเลียงขนส่งสารที่สำคัญๆ ดังนี้

1)   สารอาหาร

2)   ออกซิเจน

3)   คาร์บอนไดออกไซด์

4)   สารที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญ

5)   น้ำ

6)   ความร้อน

7)   ฮอร์โมน

8)   สารให้ภูมิคุ้มกัน

เลือด Blood มีลักษณะเป็นของเหลวประกอบด้วยพลาสมา ในผู้ใหญ่ปกติจะมีปริมาณเลือด Blood Volume ประมาณ 5 ลิตรหรือประมาณ 7% ของน้ำหนักตัว จะมีความสัมพันธ์กับสมดุลของเหลวในหลอดเลือดและในเนื้อเยื่อ ปริมาณของเลือดที่บรรจุในหลอดเลือดต่างๆ ดังนี้

หลอดเลือด                                      64 %

หัวใจ                               7 %

หลอดเลือดแดงใหญ่ Aorta                    13 %

อวัยวะภายใน และหลอดเลือดฝอย            7 %

หลอดเลือดฝอยปอด         9 %

การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเลือด  มีสาเหตุที่ทำให้ปริมาณเลือดลดลง

1.   การเสียเลือดจากหลอดเลือด เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร ถูกแทง ถูกยิง

2.   ปริมาณเม็ดเลือดแดงลดลง เช่น โรคซีด เม็ดเลือดแดงแตก

3.   เสียเฉพาะน้ำเลือด เช่น ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือช็อคจากสาเหตุอื่นๆ

4.   เสียน้ำในเลือด พบในผู้ป่วยท้องเสียรุนแรง และในขณะเดียวกันสาเหตุที่ทำให้ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น

1.   อุณหภูมิสูง

2.   การออกกำลังกาย

3.   การตั้งครรภ์

4.   ภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมกับไตเสียหน้าที่

ภาวะฉุกเฉินของหัวใจ 

ภาวะฉุกเฉินทางหัวใจ หมายถึง ภาวะความเจ็บป่วยที่เกิดจากความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต ตั้งแต่ตัวหัวใจ หลอดเลือด ไปจนถึงของเหลวในท่อ (เลือด) ก่อให้เกิดภาวะที่เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายไม่พอเพียง ทำให้เกิดการเสียชีวิตอย่างรวดเร็วเนื่องจากไม่มีเลือดซึ่งจะน่าสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญต่อการมีชีวิต ได้แก่ สมอง หัวใจ ไต อาการฉุกเฉินที่พบได้บ่อย ได้แก่

1.   อาการเจ็บแน่นหน้าอก  Angina pectoris เนื่องจากหัวใจต้องการเลือดมาเลี้ยงอย่างเพียงพอ หากมีสิ่งใดมาขัดขวางการไหลของเลือด จะทำให้หัวใจทำงานไม่ได้ เช่น การแข็งตัวของหลอดเลือดโคโรนารี่ อาร์เทอร์รี่ (Arterosclerosis) สภาพการเหล่านี้จะทำให้การไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการ Angina pectoris ทำให้มีความรู้สึกเจ็บหน้าอก และอาจร้าวไปที่บริเวณไหล่ซ้าย และบริเวณต้นแขนซ้าย อาจเป็นอาการฉุกเฉินเดียวที่ปรากฏหรืออาจเกิดร่วมกับอาการฉุกเฉินอื่นร่วมด้วยได้ อาการเจ็บหน้าอก จากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอาจมีดังนี้

1)   เจ็บแบบแน่น อึดอัด เหมือนถูกบีบรัด หรือกดทับ

2)   อาจเป็นครั้งละประมาณ 2 – 3 นาทีจนถึงมากกว่า 30 นาที

3)   เป็นมากเมื่อออกแรง และอาจบรรเทาลงเมื่อพัก แต่บางรายก็เกิดขึ้นในขณะที่อยู่เฉยๆได้

4)   อาการมักเป็นอยู่ที่ตรงกลางหน้าอก แต่บางกรณีอาจเจ็บแน่นมาทางด้านซ้ายหรือด้านขวา

5)   อาการบางรายก็อาจจำกัดอยู่บริเวณหน้าอกเท่านั้นแต่บางรายอาจมีอาการเจ็บร้าวไปยังบริเวณข้างเคียงได้ เช่น ร้าวไปยังต้นแขนซ้ายจนถึงนิ้วก้อย ไหล่ซ้าย กราม หรือแม้แต่แขนขวาหรือลิ้นปี่ก็ได้

6)   อาการร่วมอาจพบมีเหงื่อออก หน้ามืด ใจสั่นได้

2.   หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย Heart Failure หมายถึง ภาวะที่หัวใจทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดไม่ได้ หรือไม่สามารถบีบตัวอย่างมีประสิทธิภาพ และมีเลือดคั่งในปอด และหัวใจห้องล่างซ้าย บนซ้าย และปอดอาการ : หอบเหนื่อย บวม (ขาบวมสองข้าง) นอนราบไม่ได้ ไอมีเสมหะเป็นฟองมีสีชมพูปน ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันทีหรือค่อยเป็นค่อยไปอย่างเรื้อรังได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุ โรคนี้เป็นภาวะที่ร้ายแรงหากรักษาไม่ทันอาจตายได้ทันที กรณีที่เป็นนานๆอาจพบว่ามีภาวะตับแข็งได้

อาการ  ระยะแรกมีอาการเหนื่อยหอบเฉพาะเวลาออกแรงมากหรือทำงานหนักๆ และอาจมีอาการไอและหายใจลำบาก ในตอนดึกๆช่วงเข้านอนแล้วจนต้องลุกขึ้นนั่ง บางรายมีอาการหอบคล้ายเป็นหืดต้องลุกไปสูดหายใจที่ริมหน้าต่างจึงรู้สึกดีขึ้น บางรายรู้สึกจุกแน่นอึดอัดในท้องหรือลิ้นปี่ ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา บวมข้อเท้า เมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้น แม้ทำงานเล็กน้อยหรืออยู่เฉยๆก็รู้สึกหายใจลำบากอ่อนเพลียนอนราบไม่ได้ ต้องนอนหรือนั่งพิงหมอนสูงๆ ปัสสาวะออกน้อยหรือบางรายอาจปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน เท้าบวมขึ้นและอาจมีท้องบวม เมื่อเป็นรุนแรงอาจมีอาการไอรุนแรงและมีเสมหะเป็นฟองสีแดงเรื่อๆ ตัวเขียวริมฝีปากเขียวกระสับกระส่ายใจสั่น

3.   โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เกิดจากมีการตีบแคบหรืออุดตันของหลอดเลือดแดงโคโรนารีย์ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่พอกับความต้องการของหัวใจ สาเหตุของการตีบแคบ คือ หลอดเลือดแดงแข็ง arteriosclerosis โดยมีปัจจัยนำ คือ ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ และมีไขมันในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจาก โรคเบาหวาน กรรมพันธุ์ เพศชาย โรคอ้วน หรือการขาดการออกกำลังกาย ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงมากก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดโรคมากขึ้น

อาการ อาการที่พบบ่อยมากที่สุด คือ อาการเจ็บหน้าอก ซึ่งเกิดจากการที่หัวใจขาดเลือด อาการจะมีลักษณะเฉพาะ คือ เจ็บบริเวณกลางหน้าอกและอาจร้าวไปที่แขนด้านใน คอ กรามหรือไหล่ทั้งสองข้าง แต่ในบางครั้งอาจเจ็บข้างเดียว ลักษณะการเจ็บจะเป็นการเจ็บแบบกดทับ จุกแน่น แสบหรือเหมือนถูกบีบรัดมากกว่าเจ็บแบบถูกเข็มแทง เจ็บแปลบๆหรือชาๆ อาการเจ็บส่วนใหญ่เกิดช่วงกล้ามเนื้อหัวใจต้องการเลือดมาเลี้ยงมากกว่าปกติ เช่น ออกกำลังกาย เดินหรือวิ่งเร็วๆ เดินขึ้นที่สูงชันหรือขึ้นบันได หรือขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ ในบางรายอาการเจ็บมีอาการมากขึ้นหลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ โดนอากาศเย็น อาบน้ำเย็น หรืออยู่ในที่อากาศเบาบาง แต่ในรายที่อาการมากอาจมีขณะพักเฉยๆ หรือแม้กระทั่งขณะนอนหลับก็ได้ อาการมักจะปรากฏนานประมาณ 5 – 10 นาที ถ้าได้พักหรืออมยาใต้ลิ้นอาการมักจะดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยคิดว่าอาการไม่รุนแรง ที่น่ากลัวก็คือ โรคนี้มีโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดแดงอุดตัน ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือหัวใจวายได้ง่าย

4.   ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน Acute Myocardial infarction เป็นอาการแสดงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างหนึ่ง เกิดจากมีการอุดตันของหลอดเลือดแดงโคโรนารีขึ้นทันที ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจที่เลี้ยงด้วยหลอดเลือดนี้ตายอย่างเฉียบพลัน มากกว่า 90% เกิดจากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นใหม่บริเวณที่มีรอยโรคหลอดเลือดแดงแข็งอยู่เดิม อาจจะเป็นบริเวณที่มีการตีบมากน้อยก็ได้ อาการเจ็บหน้าอกเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาการเจ็บจะรุนแรงและเกิดนานกว่าอาการเจ็บจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาจนานถึง 30 นาทีขึ้นไป หากได้รับการรักษาภายใน 6 ชั่วโมงอาจช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่เสียไปทั้งหมด และจะดีมากหากได้รับการแก้ไขภายใน 3 ชั่วโมงปัจจุบันมีวิธีการแก้ไข 2 วิธี ได้แก่ การได้รับยาละลายลิ่มเลือด และการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด Primary PCA ข้อบ่งชี้ถึงอัตราเสี่ยงต่อความรุนแรงและการเสียชีวิตประกอบด้วย

1)   อายุมาก โดยเฉพาะอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป

2)   ตำแหน่งหรือบริเวรที่เป็นโรค ถ้าเป็นหลอดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจด้านซ้ายจะมีอัตราเสี่ยงสูง

3)   มีภาวะความดันโลหิตต่ำ หรือช็อก

4)   มีภาวะหัวใจวายร่วมด้วย

5)   เคยมีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดมาก่อน โยเฉพาะมีกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหัวใจโต

6)   เป็นโรคบางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือโรคเกี่ยวกับปอด

7)   ผลการตรวจพิเศษบางชนิด เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ บ่งบอกมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นบริเวณกว้าง

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หรืออุดตัน

1)   อายุและเพศในผู้ชาย หรือสตรีวัยหมดประจำเดือนหรืออายุมากขึ้น เส้นเลือดเกิดความเสื่อมโอกาสที่จะเกิดการตีบตันมีมาก

2)   มีระดับไขมันในเลือดสูง

3)   เป็นโรคความดันโลหิตสูง

4)   เป็นโรคเบาหวาน

5)   การับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันอิ่มตัวหรือโคเลสเตอร์รอลสูง

6)   ขาดการออกกำลังกาย

7)   เป็นโรคอ้วน หรือมีภาวะน้ำหนักเกิน

8)   สูบบุหรี่

9)   มีประวัติมีญาติหรือคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดแดงอุดตัน หรือหลอดเลือดหัวใจตีบ

การให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์

1.   การประเมินสภาวะผู้ป่วยเบื้องต้น

1.1   การตรวจร่างกาย

1)   ความรู้สึกตัว AVPU

2)   A B C อาจตรวจพบชีพจรเบาเร็ว ไม่สม่ำเสมอหรือช้า

1.2   การซักประวัติ เพื่อค้นหาข้อมูลดังต่อไปนี้

1)  ข้อมูลอาการสำคัญที่ต้องไปพบแพทย์ 

(1)  ลักษณะเฉพาะของอาการนำ เช่น เจ็บแน่นหน้าอกแน่นตรงกลางอกเหมือนมีอะไรกดทับหรือบีบรัด อาจมีอาการร้าวไปที่หน้าจนถึงสะดือ รวมถึงแขน หรือส่วนอื่นๆ

(2)  ระยะเวลาที่แสดงอาการ โดยเฉพาะเจ็บนานกว่า 20 นาที

(3)  อาการอื่นๆร่วม เช่น  อาจมีปวดจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ปวดกราม หน้าอกด้านขวาร้าวไปจนถึงปลายนิ้ว บางรายอาจมีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น หายใจเหนื่อย นอนราบไม่ได้ เหงื่อออก ใจสั่น หน้ามืด คลื่นไส้อาเจียน หมดสติ

2)  ประวัติความเสี่ยง ได้แก่ โรคประจำตัว และการเจ็บป่วยในอดีต พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ และประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรงที่ป่วยด้วยโรคหัวใจ

2.   การให้การดูแลเบื้องต้น หรือปฏิบัติการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน

1)   จัดท่านอนให้ศีรษะสูงเล็กน้อย

2)   การให้กำลังใจให้ผู้ป่วยคลายเครียดและความกังวลใจ

3)   ให้อมยาใต้ลิ้น บรรเทาอาการเจ็บแน่นหรืออึดอัดบริเวณหน้าอก หรือปวดเมื่อย หัวไหล่หรือปวดกราม หรือจุกบริเวณลิ้นปี่ ตามคำสั่งแพทย์ ติดต่อกันได้ 2 ครั้งอาการไม่ดีขึ้นอธิบายให้ผู้ป่วยไปโรงพยาบาล

4)   ติดตามสภาวะของผู้ป่วยต่อเนื่อง เฝ้าระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อน 

5)   ให้ออกซิเจนให้เพียงพอกับความต้องการ

3.   รายงานแพทย์อำนวยการเพื่อขอรับคำแนะนำจากศูนย์ประสานงานและสั่งการ

4.   ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 

5.   ให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและติดตามประเมินต่อเนื่องและรีบนำส่งโรงพยาบาล

แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 23 April 2019, 3:17PM