เนื้อหา เรื่อง การปฏิบัติงานในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน

การปฏิบัติงานในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน


        ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน มีลักษณะการปฏิบัติการเป็นทีมร่วมกันระหว่างบุคลากรในหลากหลายระดับ ความสามารถเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อผู้เจ็บป่วยที่ใช้บริการ งานจึงจำเป็นต้องเป็นระบบ และกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจน โดยแบ่งงานเฉพาะในส่วนบุคลากรผู้ปฏิบัติการแพทย์ออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

1.   การเตรียมความพร้อมก่อนออกปฏิบัติการ

2.   การเตรียมความพร้อมระหว่างออกปฏิบัติการ

3.   การเตรียมความพร้อมเมื่อถึงที่เกิดเหตุ

4.   การปฏิบัติการ ณ จุดเกิดเหตุ

5.   การปฏิบัติขณะนำผู้ป่วยฉุกเฉินส่งโรงพยาบาล

6.   การปฏิบัติเมื่อถึงโรงพยาบาล

7.   การปฏิบัติการหลังการปฏิบัติการ

1.   การเตรียมความพร้อมก่อนออกปฏิบัติการ
หมายถึง การปฏิบัติงานในระยะที่อยู่ในระหว่างการสิ้นสุดการปฏิบัติการครั้งก่อนหน้า และยังไม่ถึงการปฏิบัติการครั้งต่อไป หรือระหว่างการรอรับการมอบหมายสั่งการให้ออกปฏิบัติการ มีความจำเป็นต้องมีความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา

1.1   ด้านบุคลากร การเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงไม่เจ็บป่วย พักผ่อนมาเพียงพอ จิตใจไม่กังวลหรือเครียดจนทำให้เสียสมาธิในการทำงาน ความรู้ และทักษะในการปฏิบัติงาน


1.2   ความพร้อมของวัสดุ อุปกรณ์ประจำรถ และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน มีการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ส่วนใดที่ได้นำไปใช้งานในการปฏิบัติการครั้งก่อนก็มีการจัดหาเพิ่มเติมให้มีเพียงพอ ได้แก่

(1)   อุปกรณ์ทางการแพทย์

(2)   อุปกรณ์ในการเคลื่อนย้าย และยึดตรึงผู้ป่วย

(3)   อุปกรณ์ในการป้องกันตนเอง

1.3   ความพร้อมของรถพยาบาลฉุกเฉิน มีการตรวจสภาพความพร้อมใช้งานทุกครั้งที่ขึ้นปฏิบัติหน้าที่ มีการบำรุงรักษาและซ่อมแซมอย่างสม่ำเสมอ เชื้อเพลิงมีเพียงพอกับการปฏิบัติงานในครั้งต่อไป

2.   การเตรียมความพร้อมระหว่างออกปฏิบัติการ

หมายถึง การปฏิบัติงานในระยะทันทีที่ได้รับมอบหมายให้ออกปฏิบัติการ ก่อนออกจากจุดจอด ระหว่างเดินทางไปจนถึงจุดเกิดเหตุ

2.1   ศึกษาเส้นทางเพื่อให้ไปถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว

2.2   จัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ที่จำเป็นใช้ในการปฏิบัติงาน

2.3   เตรียมและสวมอุปกรณ์ป้องกันตัวเองอย่างเหมาะสม

2.4   ป้องกันตนเองจากอุบัติเหตุ รัดเข็มขัดนิรภัย

2.5   รายงานศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการออกปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

2.6   ขับขี่อย่างปลอดภัย โดยใช้ความระมัดระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ไม่ใช้ความคึกคะนอง

2.7   คอยรับข้อมูลเพิ่มเติมจากศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการเป็นระยะ

2.8   ปฏิบัติตามกฎหมาย

(1)   กฎจราจร และการปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร

(2)   การใช้ความเร็ว

(3)   การใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน แลไซเรน

(4)   ปฏิบัติตามที่กฏหมายสำหรับรถพยาบาลกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

2.9   มีการรายงานและประสานงานกับศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการตามที่กำหนด

2.10   มีการประสานงานร่วมกับบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใช้ความระมัดระวังอันตราย และอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน

3.   การเตรียมความพร้อมเมื่อเดินทางถึงที่เกิดเหตุ

3.1   การนำรถเข้าจอดอย่างปลอดภัย

(1)   จอดในที่สังเกตเห็นง่าย ควรเปิดสัญญาณไฟไว้

(2)   ลักษณะการจอด หันหน้ารถพร้อมออกได้ทันที สามารถลงปฏิบัติงานได้สะดวก ใส่เบรกมือ และไม่จอดซ้อนคัน ล็อครถ ไม่ควรดับเครื่องยนต์เว้นกรณีจำเป็น

(3)   ไม่จอดในที่ที่กีดขวาง หรือสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

(4)   กรณีอุบัติเหตุจราจร ถ้าจอดรถบนผิวการจราจร ณ จุดเกิดเหตุ ควรตั้งสัญญาณบอกเหตุฉุกเฉินให้ผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะอื่นได้ทราบห่างออกไป 200 เมตรทั้งสองทิศทาง และดับเครื่องยนต์ และเปิดไฟสปอร์ตไลท์เพื่อให้แสงสว่างและเป็นสัญญาณบอกเหตุ

(5)   กรณีเหตุสาธารณภัย ควรจอดในที่เป็นเนินสูงกว่าและอยู่เหนือลม ระยะห่างจากพื้นที่เกิดเหตุไม่น้อยกว่า 30เมตร

3.2   เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นใช้

3.3   รายงานศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทราบ

3.4   ทำการประเมินความปลอดภัยและสถานการณ์ทั่วไป Scene safety

4.   การปฏิบัติการ ณ จุดเกิดเหตุ

4.1   การประเมินสภาวะเบื้องต้นและคัดกรองระดับความรุนแรงของผู้ป่วย  Detect ประกอบด้วย

4.1.1   การประเมินสภาพผู้ป่วยขั้นต้น เป็นการปฏิบัติการฉุกเฉินหลังจากการทำ Scene safety แล้ว และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย โดยมีขั้นตอนในการประเมิน ดังนี้

1)   การประเมินสภาพทั่วไป ( General impression ) โดยอาศัยการประเมินจากสภาพแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อสวัสดิภาพทั้งของผู้เจ็บป่วยและผู้ช่วยเหลือ และอาการสำคัญของผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว โดยใช้ ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่นและปากถามผู้ป่วยหรือบุคคลใกล้เคียง และยังไม่มีการสัมผัสตัว เพื่อให้ง่ายต่อการให้ได้ข้อมูลคร่าวๆว่า

A.   =  Appearance ประเมินสภาวะสิ่งแวดล้อมผู้เจ็บป่วยว่าอยู่ในภาวะที่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือไม่ ได้แก่  เสาไฟ พลังงานของรถที่ใช้ พื้นที่เกิดเหตุ กลิ่นสารเคมี เสียงดังผิดปกติ พื้นที่มีคราบน้ำมันไหลนอง ประกายไฟ จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุ เป็นต้น  

B.   =  Base on  เป็นผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ ถ้าเป็นการบาดเจ็บเกิดขึ้นได้อย่างไร

C.   =  Client ข้อมูลพื้นฐานอื่นๆของผู้เจ็บป่วย เช่น เพศ อายุ  จำนวนผู้บาดเจ็บ ใครบ้าง สาเหตุ

D.   =  Define จำแนกประเภทผู้ป่วย ระดับความรุนแรง และจัดลำดับในการให้การช่วยเหลือ

           การจำแนกระดับความรุนแรงของผู้ป่วย คือ

                  (1)  ผู้ป่วยฉุกเฉินมาก (วิกฤต Emergent )  หมายถึง ผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาหรือการช่วย  

        เหลือทันทีมิฉะนั้นอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือเสียชีวิต หรือมีการพิการอย่างถาวรได้ ได้แก่

                 -  วิกฤตระบบทางเดินหายใจ หมดสติ จับชีพจรไม่ได้ หยุดหายใจ หรือหายใจไม่ออกทันที อาจจะเกิดจากสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน

                 -  วิกฤตระบบไหลเวียนโลหิต เสียเลือดมาก

                 -  วิกฤตระบบประสาท ช็อค เช่น หน้าซีด เหงื่อออก ตัวเย็น ซึมลง หรือชักตลอดเวลา ชักจนเขียว

          (2)  ผู้ป่วยฉุกเฉิน ( Urgent )  หมายถึง เป็นภาวะที่มีอาการหรือเป็นผู้ป่วยที่ต้องการขอความช่วยเหลือ จัดเป็นอันดับรองจากกลุ่มแรก

                 -  หายใจช้ากว่า 10 ครั้ง / นาที หรือมากกว่า 30 ครั้ง / นาที

                 -  ชีพจรช้ากว่า 40 ครั้ง / นาที หรือมากกว่า 150 ครั้ง / นาที

                 -  อุณหภูมิของร่างกายสูงกว่า 40 องศา หรือต่ำกว่า 35 องศา

                 -  เริ่มไม่รู้สึกตัว ซึม สับสน ชัก อัมพาต ตาบอด หูหนวกทันที

                 -  ตกเลือด ซีด หรือเขียว

                 -  ถูกพิษ หรือรับประทานยาเกินขนาด

                 -  ได้รับอุบัติเหตุ ที่มีบาดแผลใหญ่มาก หรือหลายแห่ง

               (3)   ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ( Non – Urgent )  หมายถึง ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาดูแลโดยเร็วแต่ไม่เร่งด่วน เช่น                   

                -  กระดูกแขน ขาหัก ที่ไม่มีการเสียเลือด

                -  ภาวะทางจิตใจ

      2)   การประเมินสภาวะความรู้สึกตัว Mental status และสติสัมปชัญญะ Conscious ของผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการบาดเจ็บและเรียกแล้วไม่ตอบสนอง หรือไม่รู้สึกตัว จำเป็น ต้องตรึงกระดูกสันหลังส่วนคอผู้ป่วยไว้ก่อนเสมอ ก่อนดำเนินการใดใด โดยมีขั้นตอนดังนี้

    (1)   เริ่มด้วยการเรียก หรือพูดคุยกับผู้ป่วย ผู้ป่วยที่รู้สึกตัวดี สามารถพูดโต้ตอบได้ 

หมายถึง ไม่มีปัญหาทางเดินหายใจอุดกั้น

    (2)  ระดับสติสัมปชัญญะ ( AVPU ) โดยแปลค่าเพียงระดับเดียวจาก ดังนี้

   A      =     Alert รู้สึกตัวดี

   V      =     Verbal stimuli    ซึม ตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือคำพูด

   P       =     Painful stimuli    หมดสติ ปลุกตื่น ตอบสนองต่อความเจ็บปวด

   U      =     Unresponsive    หมดสติปลุกไม่ตื่น ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น

3)   การตรวจประเมินสภาวะผู้ป่วย Status ประกอบด้วย

           ประเมิน A คือ ทางเดินหายใจของผู้ป่วย ( Airway ) ทางเดินหายใจโล่งหรือไม่ ปกติใช้เทคนิคการฟังเสียงระหว่างการหายใจ พูดคุย สนทนา

           ประเมิน B คือ การหายใจ ( Breathing )  ลักษณะการหายใจใช้กล้าเนื้อหรืออวัยวะส่วนใด สม่ำเสมอหรือไม่และมีอัตราเท่าใด ปกติใช้เทคนิคการสังเกตุนับจากการเคลื่อนตัวของทรวงอกผู้ป่วย

           ประเมิน C คือ การไหลเวียนโลหิต (Circulation) จากการวัดสัญญาณชีพดูชีพจร โดยการตรวจที่ข้อมือและคอ ในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ให้ตรวจที่ข้อพับแขนด้านใน

  ความดันโลหิต โดยปกติตรวจวัดที่ที่บริเวณต้นแขนข้างใดข้างหนึ่ง ค่าปกติอยู่ที่ Systolic      ระหว่าง 100 – 130 มม.ปรอท และ Diastolic ระหว่าง 60 – 90 มม.ปรอท

  ผิวหนัง โดยการใช้มือสัมผัสผิวหนังปกติมีสีชมพู ไม่เขียว ช้ำเป็นจ้ำ หรือแดง ไม่ชื้นแฉะ อุ่นไม่    ร้อนหรือแห้ง

  การไหลเวียนโลหิตกลับไปยังอวัยวะส่วนปลาย โดยดูจาก capillary refill โดยการกดไปที่       บริเวณเล็บผู้ป่วยจนเล็บมีสีซีด จึงปล่อยการกดจับเวลาจนถึงเล็บกลับสภาพเป็นสีชมพู ซึ่งค่า     ปกติไม่เกิน 2 วินาที

   ประเมิน D คือ การประเมินสภาวะผู้ป่วยตามสาเหตุ ( Detect ) ได้แก่

(1)   การประเมินแบบรวดเร็ว Rapid Head to toe เป็นเทคนิคการประเมินที่ใช้กับผู้ป่วยที่ไม่รู้ประวัติ ไม่รู้สึกตัว หรืออาการวิกฤต บาดเจ็บรุนแรง

(2)   การประเมินแบบเฉพาะเจาะจง Focus assessment การตรวจประเมินเฉพาะบริเวณที่ผู้ป่วยบอกว่ามีอาการผิดปกติ หรือในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

สำหรับการประเมินในผู้บาดเจ็บ ในการทำ Primary Survey โดยใช้หลักการประเมิน DCAP – BTLS

D =  Deformities  คือ ตรวจดูอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บมีผิดรูปจากเดิมหรือไม่

C =  Contusions  คือ อวัยวะนั้นมีรอยฟกช้ำหรือไม่

A =  Abrasions  คือ อวัยวะส่วนนั้นมีบาดแผลที่เป็นแผลถลอกรือไม่

P =  Penetrations or Punctures  คือ อวัยวะส่วนนั้นมีบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุมีคมหรือไม่

B =  Burns คือ อวัยวะส่วนนั้นมีแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือไม่

T =  Tenderness คือ อวัยวะส่วนนั้นกดแล้วเจ็บหรือไม่

L =  Lacerations  คือ อวัยวะส่วนนั้นมีแผลฉีกขาดหรือไม่

S =  Swelling คือ อวัยวะส่วนนั้นมีลักษณะบวมหรือไม่

4.2   การให้ความช่วยเหลือแก้ไขภาวะวิกฤต ตามศักยภาพที่สามารถกระทำได้ขณะนั้น แต่ไม่ควรเสียเวลานานเกินไป

4.3   การรายงาน Reporting หรือประสานขอสนับสนุนชุดปฏิบัติการที่มีขีดความสามารถสูงกว่า

4.4   การเตรียมนำส่งผู้เจ็บป่วย ได้แก่

1)   ตรวจสอบสัญญาณชีพซ้ำ

2)   ตรวจดูบาดแผล การห้ามเลือด และเหมาะสม และการยึดตรึงผู้เจ็บป่วย

3)   ยกและเคลื่อนย้ายอย่างถูกวิธี

4.5   นำผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลอย่างระมัดระวัง

4.6   ประเมินสัญญาณชีพซ้ำ

4.7   รายงานศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ พิจารณาโรงพยาบาลที่จะนำส่ง และคำแนะนำในการดูแลผู้เจ็บป่วยต่อเนื่องขณะนำส่ง

5.   การปฏิบัติขณะนำส่ง Care in Transit 

5.1   การประเมินผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง จนถึงโรงพยาบาล หากผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงต้องรายงานให้ศูนย์ประสานงานและสั่งการทราบ และให้การสนับสนุนด้านคำแนะนำ และการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

5.2   แจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทราบ เพื่อการประสานงานในการให้การรักษาที่ต่อเนื่อง

5.3   ตรวจวัดสัญญาณชีพและการซักประวัติผู้ป่วยเพิ่มเติม

5.4   กรณีผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลง รายงานศูนย์ประสานงานและสั่งการดำเนินการให้การสนับสนุนและประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการปฏิบัติการ โดยไม่ตัดสินใจเอง

5.5   หลักในการใช้สัญญาณไฟวับวาบและเสียงสัญญาณ

การใช้สัญญาณไฟวับวาบและเสียงสัญญาณไซเรนพร้อมกันเมื่อมีเหตุฉุกเฉินรีบด่วน

การใช้สัญญาณไฟวับวาบอย่างเดียว ใช้ในกรณีจำเป็นเพื่อปฏิบัติหน้าที่โดยเร็ว หรือหยุดในกรณีมีเหตุฉุกเฉินต้องการให้ผู้ร่วมทางเห็นได้ง่าย

สัญญาณไฟวับวาบที่ใช้ น้ำเงิน – แดง

5.6   ขับขี่ยานพาหนะด้วยความระมัดระวัง ถ้าผู้เจ็บป่วยอาการไม่สาหัส ไม่มีปัญหาการหายใจไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วสูง

6.   การปฏิบัติเมื่อถึงสถานพยาบาลปลายทางที่เหมาะสม Transfer to Definitive care

6.1   ปิดสัญญาณเสียงไซเรน นำรถพยาบาลเข้าจอด ณ พื้นที่ส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน

6.2   การประเมินสภาวะผู้ป่วยซ้ำก่อนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยลงจากรถพยาบาล

6.3   แจ้งศูนย์ประสานงานและสั่งการทราบนำผู้เจ็บป่วยถึงโรงพยาบาลปลายทาง

6.4   พร้อมเอกสารการบันทึกรายงานผู้ป่วยที่บันทึกข้อมูลสมบูรณ์ตามที่กำหนด

6.5   นำผู้เจ็บป่วยไปยังห้องฉุกเฉิน พร้อมส่งมอบผู้ป่วยแก่บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล โดยนำส่งผู้ป่วยไปยังจุดคัดแยกผู้ป่วย ณ ห้องฉุกเฉิน พร้อมรายงานอาการ และข้อมูลการประเมินพร้อมทั้งการช่วยเหลือที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ต่อพยาบาล หรือแพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน พร้อมทั้งให้มีการเซ็นต์รับทราบและประเมินความถูกต้อง เหมาะสมของการปฏิบัติการ ณ จุดเกิดเหตุในแบบบันทึกรายงานผู้ป่วยเป็นการรับทราบข้อมูลการปฏิบัติการและผู้ป่วย

7.   การปฏิบัติหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการ

7.1   หลังส่งมอบผู้เจ็บป่วยให้แก่บุคลากรของโรงพยาบาล ณ ห้องฉุกเฉินแล้ว

1)   แจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทราบ

2)   เดินทางกลับฐานที่ตั้งด้วยความระมัดระวังไม่ใช้ความเร็ว และงดใช้สัญญาณฉุกเฉิน

3)   เตรียมพร้อมสำหรับการออกปฏิบัติการครั้งต่อไป

7.2   หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

1)   ทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ และเครื่องใช้ต่างๆหลังใช้งานทุกครั้ง

2)   จัดหาอุปกรณ์ เครื่องใช้และเวชภัณฑ์ที่ถูกใช้ไปให้พร้อมใช้งาน

3)   เขียนบันทึกรายงานผลการปฏิบัติงาน

4)   ตรวจสอบเชื้อเพลิงของรถพยาบาลให้มีเพียงพอใช้ในการปฏิบัติงานครั้งต่อไป

5)   รายงานความพร้อมแก่ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการทราบ

กฎหมายรถพยาบาล

1.   ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจร เครื่องหมายหยุด และทางแยก ในขณะใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินสามารถวิ่งฝ่าสัญญาณไฟแดงได้ด้วยความระมัดระวังและต้องรับผิดชอบต่อความผิดที่อาจเกิดขึ้นได้

2.   กฎว่าด้วยการจำกัดความเร็ว

3.   ทิศทางการเดินรถ และการบังคับเลี้ยว อาจย้อนศรได้กรณีที่พิจารณาแล้วว่าปลอดภัยและไม่เกิดอุบัติเหตุ

4.   เส้นทางฉุกเฉิน อาจวิ่งในเส้นทางห้ามรถวิ่งได้ในกรณีที่จำเป็น

5.   จะต้องระมัดระวัง กรณีมีรถโรงเรียนเข้ามาในเส้นทางเดียวกัน

6.   ใช้สัญญาณไฟและไซเรนกรณีฉุกเฉินจำเป็นเท่านั้น

พ.ร.บ.จราจร 2552

มาตรา  75  ในขณะที่ผู้ขับขี่รถฉุกเฉินไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้ขับขี่มีสิทธิ ดังนี้

1.   ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

2.   หยุดรถหรือจอดรถ ณ ที่ห้ามจอด

3.   ขับรถเกินอัตราความเร็วที่กำหนด

4.   ขับรถผ่านสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรใดใด ที่ให้รถหยุด แต่ต้องลดความเร็วของรถให้ช้าลงตามสมควร

5.   ไม่ต้องปฏิบัติตามบทแห่ง พ.ร.บ. นี้ หรือข้อบังคับการจราจรเกี่ยวกับช่องเดินรถ ทิศทางของการขับรถ หรือการเลี้ยวรถที่กำหนดไว้ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณี

มาตรา  76  เมื่อคนเดินเท้า ผู้ขับขี่ หรือผู้ควบคุมสัตว์เห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ ใช้สัญญาณไฟวับวาบหรือได้ยินสัญญาณเสียงไซเรน หรือเสียงสัญญาณอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้ คนเดินเท้า ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ ต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน ดังต่อไปนี้

1.   สำหรับคนเดินเท้าต้องหยุดและหลบให้ชิดขอบทาง หรือขึ้นไปบนทางเขตปลอดภัยหรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด

2.   สำหรับผู้ขับขี่ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้าย หรือในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดช่องทางเดินรถประจำทาง แต่ห้ามหยุดรถหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก

3.   สำหรับผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ให้หยุดชิดทาง แต่ห้ามหยุดในทางร่วมทางแยก

ในการปฏิบัติตาม ข้อ 2 และ 3 ผู้ขับขี่และผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ ต้องรีบกระทำโดยเร็วที่สุด เท่าที่กระทำได้และต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี

มาตรา  148  ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 76  ต้องระวางปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

บทบาทหน้าที่ของอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์

1.   การแจ้งเหตุและรายงานการปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินได้ด้วยข้อมูลที่เพียงพอ

2.   สามารถทำการคัดแยกขั้นตน และปฏิบัติการฉุกเฉิน ในเหตุภัยพิบัติได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมตามสมรรถนะกำหนด

3.   สามารถประเมินสถานการณ์ สภาวะของผู้เจ็บป่วยเบื้องต้น ด้วยสัญญาณชีพและการซักประวัติผู้เจ็บป่วย สามารถบอกได้ว่าเป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือการแพทย์ฉุกเฉินได้หรือไม่

4.   มีความรู้ เข้าใจและสามารถป้องกันตนเองไม่ให้ได้รับอันตรายในการเข้าช่วยเหลือผู้อื่นได้

5.   สามารถเคลื่อนย้าย ลำเลียงผู้เจ็บป่วยให้มีความปลอดภัยและมีสวัสดิภาพอย่างถูกต้อง

6.   สามารถให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นฉุกเฉิน และการปฐมพยาบาลแก่ผู้เจ็บป่วยได้ตามพื้นฐานความรู้ของตนเอง

7.   ให้การดูแลทางเดินหายใจ และทำการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ตลอดจนช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยไปพลางขณะรอชุดปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึง

8.   สามารถปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในภาวะวิกฤตได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมภายใต้การกำกับจากแพทย์อำนวยการ หรือศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ


แก้ไขครั้งสุดท้าย: Wednesday, 17 April 2019, 10:28AM