เรื่อง PM 2.5

71 ยอดวิว
เนื้อหาบทเรียน
100%

กำลังโหลดเนื้อหา...

1. สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ประเทศไทย

 

1.1 สถานการณ์ PM 2.5

         สถานการณ์มลพิษทางอากาศของประเทศไทยในปี 2562 มีแนวโน้มคุณภาพอากาศดีขึ้นแต่ยังคงพบ ปัญหาโอโซนและ PM 2.5 โดยเฉพาะในเมืองขนาดใหญ่ที่มีการจราจรหรือบรรทุกขนส่งหนาแน่น
เขตอุตสาหกรรม และพื้นที่มีการเผาในที่โล่งจากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศโดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศอัตโนมัติของกรมควบคุมมลพิษ จำนวน

เขตอุตสาหกรรม และพื้นที่มีการเผาในที่โล่งจากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศโดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศอัตโนมัติของกรมควบคุมมลพิษ จำนวน

เขตอุตสาหกรรม และพื้นที่มีการเผาในที่โล่งจากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศโดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศอัตโนมัติของกรมควบคุมมลพิษ จำนวน 64 สถานี ใน 34 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ในช่วงปี 2560-2562 สถานการณ์ PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานในช่วงต้นปีและปลายปี โดยพื้นที่เสี่ยง ที่มีปัญหา PM 2.5 ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีการจราจรหรือบรรทุกขนส่งหนาแน่น เช่น กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา ขอนแก่น และพื้นที่ที่มีการเผาในที่โล่ง เช่น พื้นที่ภาคเหนือ กาญจนบุรี ขอนแก่น พื้นที่
เขตอุตสาหกรรม เช่น สระบุรี รายละเอียดแต่ละพื้นที่ ดังนี้

1.1.1 หมอกควัน จังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน และตาก) สาเหตุมาจากความแห้งแล้งส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของไฟป่าทั้งในประเทศไทยและประเทศพื้นบ้าน การลักลอบเผาในที่โล่ง เช่น การเผาเศษวัชพืชและเศษวัสดุทางการเกษตรประกอบกับลักษณะภูมิประเทศและสภาพอุตุนิยมวิทยาของภาคเหนือเป็นแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยภูเขาสูงและในช่วงหน้าแล้งอากาศแห้งความกดอากาศสูงทำให้อากาศปิดฝุ่นละอองไม่แพร่กระจายและสามารถแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศได้นาน จากการเฝ้าระวังสถานการณ์ PM 2.5 ตั้งแต่วันที่ มกราคม - 31 พฤษภาคม 2562 พบว่า ปริมาณของ PM 2.5 มีค่าอยู่ในช่วง 5 - 353 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม) และค่าสูงสุดที่ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยจังหวัดเชียงรายพบจำนวนวันเกินมาตรฐานสูงสุด 74 วัน (ค่ามาตรฐาน PM2.5 เท่ากับ 50 มคก./ลบ.ม) โดยเมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ ปี 2562 กับปี 2561 ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้พบว่าปี 2562 ปริมาณของ PM 2.5 มีแนวโน้มลดลง โดยสถานการณ์ หมอกควัน จังหวัดภาคเหนือ ปี 2561 – 2562 แสดงดังรูปที่ 1

 

 

 

รูปที่ 1 สถานการณ์หมอกควัน จังหวัดภาคเหนือ ปี 2561 – 2562

 

1.1.2 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมควบคุมมลพิษ พบว่า ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 56 สถานี ตรวจวัดค่า ได้ 42-77 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.) (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม) ปริมาณฝุ่นละอองในภาพรวมเพิ่มขึ้นเกือบทุกพื้นที่ โดยพบพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นละอองอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ  53 พื้นที่ เนื่องจากปริมาณการจราจรหนาแน่นและติดขัด ประกอบกับสภาพอุตุนิยมวิทยา มีลมสงบและลมอ่อน

ส่งผลฝุ่นละอองไม่กระจายตัวสำหรับ 10 ลำดับพื้นที่แรกที่ PM 2.5 เกินมาตรฐาน ได้แก่

1)  เขตหลักสี่ 77 มคก./ลบ.ม.

2) ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง 77 มคก./ลบ.ม.

3) ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 77 มคก./ลบ.ม.

4) เขตลาดกระบัง 76 มคก./ลบ.ม.

5) เขตคลองเตย 76 มคก./ลบ.ม.

6) เขตบางเขน 76 มคก./ลบ.ม.

7) เขตพระนคร 75 มคก./ลบ.ม.

8) ริมถนนนวมินทร์ แยกบางกะปิ 74 มคก./ลบ.ม.

9) เขตดอนเมือง 74 มคก./ลบ.ม.

10) เขตดินแดง 73 มคก./ลบ.ม.

 

1.1.3 พื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ ที่ประสบปัญหา PM 2.5 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดเลย จังหวัดขอนแก่น ภาคตะวันตก เช่น จังหวัดกาญจนบุรีจังหวัดราชบุรี เป็นต้น โดยสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรกรรมและพื้นที่ป่า ซึ่งในปี 2561 และปี 2562 พบว่า พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกจะมีค่า PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินมาตรฐานในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม ดังรูปที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่พบจำนวนจุดความร้อนสะสมในพื้นที่จำนวนมากเช่นกัน

เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนจุดความร้อนตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่า ในพื้นที่เกษตรมีจุดความร้อนสูงสุดถึงร้อยละ 50 ของจำนวนจุดความร้อนในพื้นที่ ทั้งหมด

 

 

    

 

รูปที่ 3 ปริมาณ PM2.5 ในจังหวัดขอนแก่นและกาญจนบุรี (กรมควบคุมมลพิษ, 2562)

 

โดยสรุป พบว่า หลายพื้นที่ของประเทศไทยประสบปัญหา PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานโดยเฉพาะในช่วง ฤดูหนาว ซึ่งมีสภาพอากาศปิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงได้ ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขต้องเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อคุ้มครอง ดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

 

2. ผลกระทบต่อสุขภาพของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)

ฝุ่น (Particulate Matter : PM) แบ่งได้ ชนิดตามขนาด คือ

1) ฝุ่นหยาบ (coarse fraction) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 10 ไมครอน หรือสั้นกว่าความยาว เมตรไปล้านเท่า หรือที่ รู้จักกันในชื่อ “PM 10” (บางครั้งก็เรียกว่าเป็นฝุ่นที่ขนาดใหญ่กว่า 2.5 ไมครอน)  

2) ฝุ่นละเอียด (fine fraction) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน หรือสั้นกว่า เส้นผ่าศูนย์กลางของ PM 10 ไปอีก เท่า ที่รู้จักกันในชื่อ “PM 2.5”

อย่างไรก็ตาม ฝุ่นทั้งสอง ขนาดนี้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในด้านของลักษณะทางกายภาพและ ส่วนประกอบทางเคมี กล่าวคือ ฝุ่น PM 10 ส่วนมากเกิดจากธรรมชาติ เช่น ละอองเกสร เชื้อโรค หรือฝุ่นในบ้าน ขณะที่ฝุ่น PM 2.5 ส่วนมากเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้ ควันไอเสียรถยนต์ รวมทั้งมีปริมาณโลหะหนักมากกว่าด้วย ที่สำคัญฝุ่นขนาด PM 2.5 สามารถลงไปได้ถึงถุงลมปอดมากกว่า PM 10 (Choi et al. J Vet Sci (3004), 5(1), 11-18)

ฝุ่น PM 2.5 ทำให้เซลล์บุถุงลมถูกทำลายจากภาวะที่มีอ๊อกซิเจนมากเกินไป จนทำให้ไม่สามารถหายใจเข้าหรือออกจากปอดได้เต็มที่ และจะมีการทำลายมากขึ้นตามเวลาที่ได้รับสัมผัส (PM 2.5 induces oxidative stress in human type II alveolar epithelial A549 cells. Intracellular reactive oxygen species (ROS) is induced in a time-dependent manner during a 2-h exposure. (Deng A et al. Cell Biol Toxicol. 2013)

 

3. อันตรายต่อร่างกาย

 

       ฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นเจ้าฝุ่นร้ายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่มีกลิ่น ขนาดเล็กมาก สามารถผ่านเข้าไปในร่างกายเราลึกได้ถึงถุงลมปอด บางส่วนสามารถเล็ดรอดผ่านผนังถุงลมเข้าเส้นเลือดฝอยล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด และกระจายตัวแทรกซึมไปทั่วร่างกายของเราได้

ความน่ากลัวของเจ้าฝุ่นร้ายนี้ คือ กระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ลดระบบแอนตี้ออกซิแดนท์ รบกวนสมดุลต่าง ๆ ของร่างกาย และกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารอักเสบ ซึ่งมีอันตรายต่อเนื้อเยื่อในร่างกายของเรามาก แล้วส่งผลกระทบต่าง ๆ ตามมา ดังนี้

1) กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้โรคหอบหืดและโรคถุงลมโป่งพอง

2) กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

3) สำหรับผลระยะยาวจะทำให้การทำงานของปอดถดถอย อาจเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้แม้จะไม่สูบบุหรี่ก็ตาม และเพิ่มโอกาสทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ด้วย

องค์กรอนามัยโลกกำหนดให้ PM2.5 อยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ตั้งแต่ปี 2556 เป็นสาเหตุ 1 ใน 8 ของประชากรโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง ,โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ,โรคมะเร็งปอด ,โรคหัวใจขาดเลือด ,โรคติดเชื้อเฉียบพลัน ในระบบหายใจส่วนล่าง เป็นต้น

 

4. ลักษณะอาการ

 

กรณีได้รับฝุ่นแล้ว

1) อาจมีอาการเล็กน้อย เช่น แสบตา น้ำตาไหล คันจมูก น้ำมูกไหล ระคายเคืองผิวหนัง  

2) อาจมีอาการรุนแรง เช่น เหนื่อย หอบ เหนื่อยง่ายขณะทำกิจกรรม หายใจเร็ว แน่นหน้าอกหายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอก เป็นต้น

 

5. การใช้และการเลือกหน้ากาก

 

หลักการเลือกหน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้น สามารถทำได้โดยขอให้ประชาชนประเมิน ความเสี่ยงของตนเองก่อนว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ และอยู่ในพื้นที่ที่มีผลการตรวจวัดฝุ่นเกินค่ามาตรฐานระดับใดโดย

1) คนที่ใส่หน้ากาก N95 ต้องเป็นประชาชนปกติ ร่างกายแข็งแรง และจำเป็นต้องทำงานกลางแจ้งนาน 3-4 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน เช่น ตำรวจจราจรที่ทำงานกลางแจ้งวินมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่ขับขี่นาน ๆ คนงานที่ทำงานที่ก่อให้เกิดฝุ่น เป็นต้น ควรป้องกันด้วยการสวมใส่หน้ากากที่มีความสามารถในการป้องกันฝุ่นละอองขนาด เล็ก PM 2.5 ได้ ตั้งแต่มาตรฐาน N95 ขึ้นไป

2) กรณีประชาชนทั่วไปที่ประเมินตนเองแล้วมีความเสี่ยงต่ำ เช่น อยู่พื้นที่พักอาศัยที่ปิดสนิททำกิจกรรมเบา ๆ ในที่พักอาศัยในบ้านอาจยังไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากชนิด N95 เพราะอาจทำให้เกิดอาการอึดอัด ร้อน และ สามารถใส่หน้ากากอนามัยธรรมดาได้ในกรณีต้องออกนอกบ้านแต่ไม่ได้อยู่กลางแจ้งนาน (หรืออยู่ชั่วคราว)

3) ส่วนในกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวที่มีความไวต่อผลกระทบของฝุ่นละอองขนาดเล็ก ควรขอคำปรึกษากับแพทย์ประจำตัวหรือแพทย์เจ้าของไข้ ซึ่งจะให้คำแนะนำตามสภาพของโรค ระดับอาการที่เป็น และวิธีการรักษาที่ได้รับอยู่

 

6. คำแนะนำการดูแลสุขภาพตนเองจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)

 

สามารถปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันตนเองจากฝุ่นขนาดเล็กได้ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค ด้วย 10 วิธีการ ดังนี้คือ

1) หากจำเป็นต้องออกนอกอาคารควรมีการใส่หน้ากากอนามัย ทั้งนี้หากต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน 3-4 ชั่วโมงต่อวัน ต้องใส่หน้ากากกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ ประเภท “Particulate respirator” ที่มีเครื่องหมาย NIOSH ทั้งประเภท N95 หรือ P100

2) ให้อยู่ภายในอาคารบ้านเรือน หากไม่จำเป็นไม่ควรออกนอกบ้าน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง (กลุ่ม เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอด หอบหืด ภูมิแพ้ เป็นต้น)

3) หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายและการทำงานหนักที่ออกแรงมาก เพราะการหายใจเร็วในระหว่าง

การ ออกกำลังกายมีโอกาสให้ร่างกายรับมลพิษเข้าสู่ปอดได้มากขึ้น

4) ลดแหล่งมลพิษอื่น ๆ ภายในบ้าน เช่น งดการสูบบุหรี่ การใช้เตาถ่าน การใช้สเปรย์ฉีดพ่นในบ้าน การจุดเทียน การทำอาหาร การใช้เครื่องดูดฝุ่น กวาดพื้น เป็นต้น

5) การใช้เครื่องปรับอากาศควรทำการปรับให้เป็นระบบที่ใช้เฉพาะอากาศหมุนเวียนภายในบ้านหรือ อาคารและเลือกใช้แผ่นกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพกลางถึงสูง เพื่อช่วยในการลดปริมาณอนุภาคจากภายนอก เข้าสู่ภายในอาคาร 

6) หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องผลิตโอโซน เนื่องจากความเข้มข้นของโอโซนในระดับต่ำ ก็สามารถทำให้

เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ เกิดอาการไอ แน่นหรือเจ็บหน้าอก นอกจากนี้โอโซนไม่สามารถกำจัดอนุภาค ออกจากอากาศได้

7) อาคารบ้านเรือน ให้ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดอยู่เสมอและทำความสะอาดห้องโดยการใช้ผ้าชุบน้ำ หมาด ๆ ทำความสะอาด

8) ประชาชนกลุ่มเสี่ยงจะต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษโดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการรับประทานยาการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องและรีบปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการทรุดลงและหลีกเลี่ยงไม่ให้สัมผัสกับอากาศที่มีฝุ่นละออง หรือมีการใช้หน้ากากกันฝุ่น

9) ไม่เผาขยะ โดยเฉพาะขยะที่เป็นสารพิษ เช่น พลาสติก ยางรถยนต์ รวมทั้งขยะทั่วไป และ

10) ลดการใช้รถยนต์ หรือใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้มลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ก่อปัญหาซ้ำเติมหรือทำให้คุณภาพอากาศแย่ลงอีก

 

7. วิธีการรักษาเบื้องต้น

 

การป้องกันตนเอง คือ

1) อาการเล็กน้อย : หลีกเลี่ยงการสัมผัส และรักษาตามอาการเบื้องต้น

2) อาการรุนแรง   : ให้รีบไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็ว

 

อ้างอิง

 

สำนักงานสนับสนุนส่งเสริมสุขภาพ

https://www.thaihealth.or.th/sook/info-body-detail.php?id=232 [อ้างถึงวันที่ 23 เมษายน 2563]

คู่มือการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ปี 2563

http://envocc.ddc.moph.go.th/uploads/downloads/do_manual_PM2.5.pdf [อ้างถึงวันที่ 23 เมษายน 2563]

กรมควบคุมโรค

http://envocc.ddc.moph.go.th/uploads/media/direction/recommendPM%202.5.pdf [อ้างถึงวันที่ 29 เมษายน 2563]

กรมควบคุมมลพิษ

http://air4thai.pcd.go.th/webV2/region.php?region=1

เรียนต่อ
Loading...

กำลังโหลดข้อมูล...

0.9x