เรื่อง อาการชักในทารกและเด็ก

62 ยอดวิว
เนื้อหาบทเรียน
100%

กำลังโหลดเนื้อหา...

อาการชักในทารกและเด็ก

       อาการชัก เป็นอีกหนึ่งของอาการฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์ พบได้ในทารกแรกเกิดและเด็กอายุระหว่าง เดือน - ปีที่มีไข้สูงซึ่งพบได้ประมาณ 3% ของเด็กในช่วงอายุนี้  อาการชักเป็นอาการแสดงออกถึงความผิดปกติของการทำงานของสมอง ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ  หากปล่อยให้ทารกแรกเกิดชักอย่างรุนแรง หรือชักติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือชักซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่เรื่อยๆ จะเกิดการทำลายในเนื้อสมองของทารกได้ไม่มากก็น้อย อาการชักที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จะเรียกว่าโรคลมชัก หรือลมบ้าหมู อาการชักที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวยังไม่แสดงว่าทารกหรือเด็กนั้นเป็นโรคลมชัก ดังนั้นการเกิดอาการชักจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่พ่อ แม่ผู้ปกครองต้องพยายามหาสาเหตุเพื่อแก้ไขต่อไป

ลักษณะของอาการชัก

 

       ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการชักจะแสดงอาการเป็นแบบกระตุกเป็นจังหวะทั้งตัว ในความเป็นจริงการชักอาจมีได้หลายลักษณะอาการ หลายรูปแบบ ตั้งแต่เหม่อลอยชั่วขณะ หมดสติทันทีร่วมกับอาการตัวอ่อน กระตุกเป็นครั้ง หรือตัวแข็งเกร็งผวา มือเท้ากระตุกเป็นพักๆ ตาเหลือก กัดฟันแน่น น้ำลายฟูมปาก ไม่รู้สึกตัว หรืออาการกระตุกซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อเฉพาะที่ ทันทีและเกิดในช่วงสั้นๆ อาจมีอาเจียนหรือปัสสาวะ อุจจาระราดขณะที่กำลังชัก อาการชักมักจะกินเวลาไม่เกิน นาที แต่ในรายที่ชักอยู่นาน ใบหน้า ริมฝีปาก และมือเท้าจะเขียวจากการขาดออกซิเจน มีพฤติกรรมผิดปกติชั่วขณะ และไม่มีการรับรู้ต่อสภาพแวดล้อม มีไข้สูง ร่วมกับอาการชักได้

อันตรายที่อาจเกิดจากการชัก  

 

       ในระหว่างที่ลูกเกิดอาการชักแบบเกร็งทั้งตัว และมีอาการหมดสติ อาจก่อให้เกิดอันตรายโดยตรงกับสมอง และส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือ เกิดการสำลักจากการอุดกั้นหลอดลมของลิ้น เป็นผลทำให้เกิดภาวะสมองขาดออกซิเจนได้ กาชักเป็นเวลานานมักจะควบคุมยาก และอาจจะก่อให้เกิดความผิดปกติของสมองส่วนอื่นๆ ตามมาได้ อย่างไรก็ตามแม้อาการชักจะเกิดขึ้น และจะหยุดเองในระยะเวลาสั้นๆ อาจไม่เป็นอันตรายให้ปรากฏ แต่การเกิดขึ้นบ่อยครั้งย่อมเกิดผลกระทบต่อตัวเด็กและพัฒนาการทางการเรียนรู้และสังคมอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เด็กที่ชักบ่อย ๆ จะเริ่มถอยห่างจากเด็กที่ปกติกลายเป็นเด็กที่สติปัญญาช้า เรียนหนังสือไม่ได้ มีพฤติกรรมก้าวร้าว สมาธิสั้นและมีปัญหาการเรียนตามมาเรื่อย ๆ ดังนั้นการแม้อาการชักจะสิ้นสุดและไม่เกิดอันตรายต่อลูกแล้วพาเด็กไปพบแพทย์จึงเป็นสิ่งจำเป็น

สาเหตุของการเกิดการชัก

 

การชักในเด็กอาจเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ ได้แก่

-   ไข้ ที่อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะเด็กอายุระหว่าง เดือน – ปีและเคยมีประวัติชักเมื่อมีไข้ อาจมีการชักได้แม้มีไข้ต่ำๆ

-   ทารก มีประวัติคนในครอบครัว ชัก

-   ความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ ซึ่งอาจจะพบได้ในเด็กเล็กที่มีอาการท้องเสีย และมีการสูญเสียเกลือแร่ หรือได้รับสารเกลือแร่ขนาดที่ไม่เหมาะสม หรือมากกว่าที่ต้องการ

-   ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

-   การกระทบกระเทือนที่ศีรษะ

-   เกิดการติดเชื้อของระบบประสาท เช่น ภาวะสมอง หรือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

-   การได้รับยา หรือสารกระตุ้นสมอง

การดูแลขณะลูกเกิดอาการชัก

ผู้ปกครองเมื่อพบลูกหลานของตนเกิดอาการชัก การดูแลที่ถูกต้อง คือ ตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ และดำเนินการดังต่อไปนี้

1.   จัดท่านอนให้อยู่ในท่านอนราบและอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ในกรณีที่เป็นทารก ให้ถอดเสื้อผ้าหรือผ้าห่อตัวไว้ออก เตรียมที่จะเช็ดตัวลดไข้ หากเป็นเด็กที่โตแล้วให้จัดเด็กนอนราบ คลายเสื้อผ้าให้หลวม ตะแคงตัวไปด้านข้างเพื่อไม่ให้ลิ้นและน้ำลายไปอุดทางเดินหายใจ  ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น ที่สำคัญห้ามนำอุปกรณ์ต่างใดใด ใส่ปากเด็กเด็ดขาด เพราะจะทำให้สำลักและทางเดินหายใจถูกอุดกั้น  

2.   หากเด็กมีอาการไข้สูงร่วม ต้องเช็ดตัวลดไข้ ด้วยน้ำจากก๊อกประปา หรือน้ำอุ่น ไม่ควรเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นหรือแอลกอฮอล์ และขณะเช็ดตัว ควรปิดพัดลม หรือ เครื่องปรับอากาศ และใช้ผ้าขนหนูขนาดเล็กชุบน้ำให้ชุ่มพอควร แล้วเช็ดให้ทั่วตั้งแต่ใบหน้าลำคอลำตัวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แขนและขาเพื่อระบายความร้อนของร่างกายเด็กทางผิวหนัง ทำซ้ำหลายๆครั้ง พร้อมทั้งวางผ้าประคบที่บริเวณหน้าผาก รักแร้ และขาหนีบไว้ด้วยเพื่อช่วยดูดซับความร้อนของร่างกายเด็กได้มากขึ้น

3.   หากทำได้ ควรจับระยะเวลาและสังเกตลักษณะของอาการชักหรือถ่ายวิดีโอขณะที่เด็กชักเก็บไว้ หากมีอาการชักมากกว่า ครั้งควรจับช่วงระยะห่างของการชักด้วย เป็นข้อมูล สำหรับแพทย์

4.   ในกรณีที่ลูกหลานรู้สึกตัวแล้วให้รับประทานยาลดไข้ กลุ่มพาราเซตามอลสำหรับเด็กได้ และให้เด็กดื่มน้ำบ่อยๆ

5.   รีบนำเด็กส่งโรงพยาบาล หรือพบแพทย์ แม้เด็กยังไม่กลับมารู้สึกตัวดีในระหว่างชัก   เพื่อหาสาเหตุของการชักที่แน่ชัด และป้องกันการชักซ้ำ ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ขั้นตอนในการแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากรถพยาบาล

 

ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าการชักมีผลโดยตรงต่อสมอง และอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการอื่นๆตามมา ดังนั้นจึงถือว่าขณะการชักเป้นภาวะที่เด็กตกในภาวะฉุกเฉินเสี่ยงอันตราย และต้องการไปพบแพทย์ หากต้องการความช่วยเหลือจากรถพยาบาล พ่อ แม่ผู้ปกครองต้องตั้งสติให้ดี และปฏิบัติดังนี้

1.    ประเมินสภาวะของเด็ก หรืออาการสำคัญขณะที่ชัก ที่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการแจ้งเหตุขอใช้บริการรถพยาบาล ดังนี้

1)  การรู้สึกตัว กรณีเด็กชัก มักจะไม่รู้สึกตัว หรือมีซึมนิ่งหรือไม่ หรือหายใจเป็นอย่างไร

2)  ลักษณะการชักที่เกิดขึ้น เช่น มือ เท้า ลำตัวเกร็ง หรือมีการกระตุก ปากหรือลำตัวเขียวคล้ำหรือไม่ เป็นต้น

3)  ระยะเวลาของการชักนานเท่าใด หรือหากมีการชักมากกว่า ครั้งให้สังเกตระยะช่วงห่างของการชักร่วมด้วย

4)  สาเหตุที่ทำให้เด็กชัก เช่น ไข้สูง ได้รับวัคซีนหรือยาใดมาก่อนหน้า ถ้าทราบ เป็นต้น

5)  กรณีที่เด็กมีไข้ ควรทราบระดับอุณหภูมิของร่างกายเด็กก่อนหน้าการชัก และภายหลังการเช็ดตัวลดไข้ไปแล้ว

6)  หากการชักยุติลงแล้ว เด็กมีลักษณะอย่างไร ของการรู้สึกตัว และการหายใจ

2.   โทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉิน หมายเลข 1669 หรือ 1646 หรือ 1555 กด 4 แจ้งข้อมูลสำคัญตามข้อ 1 ในการขอความช่วยเหลือ ด้วยข้อมูลดังนี้

1)  เกิดเหตุอะไร (ที่ต้องการความช่วยเหลือ) บุตรหรือหลาน.....กำลังชักหรือหลังการชัก... การหายใจหรือ ปากและลำตัวมีสีเขียวคล้ำหรือไม่

2)  ที่อยู่ หรือสถานที่เกิดเหตุ หรือที่ผู้เจ็บป่วยอยู่ขณะนั้น ความตรงแม่นยำสำคัญยิ่งประกอบด้วย

(1)     เลขที่ ........ ตรอก/ซอย ........ ถนน ....... เขต ........ จังหวัด ...... (ช่วยจะลดความเสี่ยงคลาดเคลื่อน)

(2)     เส้นทางการเดินทาง เข้าตรอก/ซอย........... ระยะ...... เมตร หากมีซอยย่อย หรือมีเลี้ยวซ้ายขวาระบุด้วย เพื่อให้หน่วยปฏิบัติการเกิดความชัดเจนไปถึงผู้เจ็บป่วยได้รวดเร็ว

3) จุดสังเกตสำคัญที่ชัดเจน อาจมีได้หลายจุดเป็นระยะจนถึงที่อยู่ผู้เจ็บป่วย

4)   อาการสำคัญที่เกี่ยวข้องหรืออาการร่วมอื่นๆของเด็กตามข้อมูลข้อ 1.

(1)   ความรู้สึกตัว และระดับสติของเด็กหลังการชัก

(2)   อาการสำคัญที่เกี่ยวข้องอื่นตามที่ได้ประเมินสภาวะ ทำให้จำเป็นต้องไปพบแพทย์

(3)   อาการอื่นๆที่พบ และประวัติการชักที่ผ่านมา อาจสัมพันธ์กับการชักครั้งนี้     

5)    ชื่อผู้แจ้งเหตุ และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อกลับได้ หรือชื่อผู้ที่อยู่กับผู้ป่วยพร้อมเบอร์โทรศัพท์

3.   ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ อาจต้องลงมือให้ความช่วยเหลือเด็กฉุกเฉินขณะรอหน่วยปฏิบัติการไปถึง โดยปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ

4.   ควรอยู่กับผู้ป่วยรอจนชุดปฏิบัติการจะไปถึง และหากผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลง ควรโทรแจ้งเหตุให้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมในทันที

เรียนต่อ
Loading...

กำลังโหลดข้อมูล...

0.9x