เรื่อง การสำลักนม

30 ยอดวิว
เนื้อหาบทเรียน
100%

กำลังโหลดเนื้อหา...

การสำลักนม

 

       เวลาที่คุณแม่ให้นมลูกแล้วลูกสำลักนม  และพบว่ามีน้ำนมไหลออกทางจมูกลูก โดยลูกจะสำลักไม่นาน  5 -10 นาที จะหยุดได้เองและไม่มีอาการอื่น ๆ  ร่วมด้วยดูเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย  แต่ถ้าลูกสำลักพร้อมกับมีอาการอื่น ๆ   ระหว่างสำลัก เช่น มีอาหารพุ่งออกมาทางจมูก โดยหายใจมีเสียงครืดคราด หรืออาจ มีอาเจียนออกมาทั้งทางปากและจมูก โดยทั่วไปการอาเจียนนมออกทางจมูกก็อาจไม่มีอันตราย  แต่ถ้ามีการสำลักหรืออาเจียนนม เข้าหลอดลม ทำให้ระบบการหายใจของลูกเกิดติดขัดโดยดูได้จากเกิดอาการไอ หน้าแดง หรือมีอาการปากซีด ปากเขียวหรือสีคล้ำลง และก็อาจจะเป็นอันตรายต่อลูกน้อยได้


สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการสำลักนม


อาการสำลักเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ  ทั้งจากตัวลูกน้อย  และจากวิธีการให้ลูกดื่มนม ได้แก่

1.   ปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะการกลืนของทารก ทำให้เกิดการอุดตัน สำลัก ไอ หรือการหอบขณะที่ลูกกินนม

2.   ลูกมีพัฒนาการล่าช้า หรือมีปัญหาเรื่องของปอดและหัวใจ

3.   คุณแม่ดึงเต้านมออกในขณะที่ลูกกำลังดื่มนม

4.   น้ำนมไหลเร็วเกินไป ลูกน้อยกลืนไม่ทัน

5.   ลูกน้อยมีแก๊สในท้องเยอะ

6.   คุณแม่ให้นมผิดท่า ไม่ถูกวิธี  

7.   คุณแม่ให้นมลูกมากเกินความต้องการ

8.   กรณีให้ดื่มนมจากขวด ลูกสำลักก็เพราะใช้จุกนมผิดขนาด ทำให้นมไหลออกมากเกินไป

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกสำลักนมบ่อย ๆ

ถึงแม้ส่วนใหญ่การสำลักจะไม่เกิดอันตราย แต่หากเมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกมักสำลักนมบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นขณะที่ลูกกินนมจากอกแม่ หรือการกินนมจากขวดก็ตาม การสำลักนมนั้น อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงต้องคอยระวังเป็นพิเศษ วิธีการป้องกันการสำลัก ได้ดังนี้

 

    • คุณแม่ต้องปรับการไหลของปริมาณนมให้เหมาะสม ในกรณีที่ลูกต้องกินนมจากอกแม่ อาจจะกดบริเวณลานนม เพื่อเบรกความแรงของนมที่ไหลไปให้ลูก หากเป็นนมจากขวดควรต้องปรับขนาดรูเปิดที่จุกนมให้เหมาะสม
    • เปลี่ยนท่าให้นมลูกให้ถูกต้อง โดยให้ตัวลูกเอียง 45 องศาเวลาดูดนม โดยใช้หมอนหนุนแขนคุณแม่แล้วให้ลูกนอนบนหมอน  เวลาดูดควรมีฟองอากาศเล็กๆ ในขวดสูงประมาณ 2-3 มิลลิเมตรก็พอ ซึ่งก็คือ เป็นการดูดที่เป็นจังหวะพอดี
    • จับลูกเรอทุกครั้งหลังจากดูดนมเสร็จ  สำหรับลูกน้อยวัยแรกเกิด จนถึง เดือน ควรใช้วิธีอุ้มลูกนั่งตัก ใช้มือประคองช่วงขากรรไกรเพื่อประคองศีรษะ  แล้วใช้มืออีกข้างลูบหลังโดยการลูบขึ้นเบา ๆ โดยที่ให้อุ้มนั่งให้ตัวตรงหรือโน้มมาด้านหน้า และต้องประคองคอให้ดี สำหรับเด็กที่คอแข็งแล้ว ให้ใช้วิธีอุ้มพาดบ่าใช้มือประคอง ลูบหลังขึ้นเบา ๆ

 

 

 

วิธีปฐมพยาบาลลูกเมื่อลูกสำลักนม

 

 

       ส่วนใหญ่การสำลักจะไม่เกิดอันตราย แต่เมื่อลูกเกิดการสำลักขณะดื่มนม แนะนำให้คุณแม่จับลูกให้นอนตะแคง โดยไม่อุ้มลูกขึ้นเด็ดขาด จากนั้นทำให้ศีรษะลูกต่ำลงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้นมค้างอยู่ในปากหรือลำคอ และป้องกันการไหลย้อนไปที่ปอด อาจทำให้ลูกน้อยเสี่ยงต่อโรคปอดอักเสบได้ หากการสำลักนั้นเกิดมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่นมีอาการปากซีด ปากเขียวหรือสีคล้ำลง และมีนมหรืออาหารพุ่งออกมาทางปากทางจมูก หายใจมีเสียงครืดคราด หรือ มีเสมหะ อาจส่งผลให้นมไหลเข้าหลอดลม ทำให้ระบบการหายใจติดขัดซึ่งดูได้จากลูกเกิดอาการไอ หน้าแดง  อาการเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อทารก

       ดังนั้นการสำลัก ในเด็กอาจกล่าวได้ว่า อาจไม่ร้ายแรงมากนัก หากคุณแม่มีวิธีการให้นมและดูแลลูกอย่างถูกวิธี กลไกในร่างกายทารกจะสามารถปรับสภาพกลับสู่ปกติได้  แต่หากเป็นการสำลักนมที่มีการหลุดไหลลงไปถึงหลอดลม ทำให้เกิดการอุดตันทางเดินหายใจ ทารกจะขาดออกซิเจน จนถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้ จึงถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องการความช่วยเหลือและรีบนำส่งโรงพยาบาลเป็นการเร่งด่วน

ขั้นตอนในการแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากรถพยาบาล

การสำลักถึงแม้อาจจะไม่มีผลรุนแรง แต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นก็อาจมีผล เด็กตกในภาวะฉุกเฉินเสี่ยงอันตราย และต้องการไปพบแพทย์ หากต้องการความช่วยเหลือจากรถพยาบาล พ่อ แม่ผู้ปกครองต้องตั้งสติให้ดี และปฏิบัติดังนี้

1.   ประเมินสภาวะของเด็ก หรืออาการสำคัญหลังการสำลัก ที่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการแจ้งเหตุขอใช้บริการรถพยาบาล ดังนี้

1)   การรู้สึกตัว  หรือการหายใจเป็นอย่างไร

2)   ลักษณะ ปากหรือลำตัวเขียวคล้ำหรือไม่ เป็นต้น

2.   โทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉิน หมายเลข 1669 หรือ 1646 หรือ 1555 กด 4 แจ้งข้อมูลสำคัญตามข้อ 1 ในการขอความช่วยเหลือ ด้วยข้อมูลดังนี้

1)   เกิดเหตุอะไร (ที่ต้องการความช่วยเหลือ) บุตรหรือหลาน.....รู้สึกตัว หรือ หายใจ หรือ ปากและลำตัวมีสีเขียวคล้ำหรือไม่

2)   ที่อยู่ หรือสถานที่เกิดเหตุ หรือที่ผู้เจ็บป่วยอยู่ขณะนั้น ความตรงแม่นยำสำคัญยิ่งประกอบด้วย

(1)   เลขที่ ........ ตรอก/ซอย ........ ถนน ....... เขต ........ จังหวัด ...... (ช่วยจะลดความเสี่ยงคลาดเคลื่อน)

(2)   เส้นทางการเดินทาง เข้าตรอก/ซอย........... ระยะ...... เมตร หากมีซอยย่อย หรือมีเลี้ยวซ้ายขวาระบุด้วย เพื่อให้หน่วยปฏิบัติการเกิดความชัดเจนไปถึงผู้เจ็บป่วยได้รวดเร็ว

3)   จุดสังเกตสำคัญที่ชัดเจน อาจมีได้หลายจุดเป็นระยะจนถึงที่อยู่ผู้เจ็บป่วย

4)   อาการสำคัญที่เกี่ยวข้องหรืออาการร่วมอื่นๆของเด็กตามข้อมูลข้อ 1.

5)   ชื่อผู้แจ้งเหตุ และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อกลับได้ หรือชื่อผู้ที่อยู่กับผู้ป่วยพร้อมเบอร์โทรศัพท์

3.   ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ อาจต้องลงมือให้ความช่วยเหลือเด็กฉุกเฉินขณะรอหน่วยปฏิบัติการไปถึง โดยปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ

4.   ควรอยู่กับผู้ป่วยรอจนชุดปฏิบัติการจะไปถึง และหากผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลง ควรโทรแจ้งเหตุให้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมในทันที

เรียนต่อ
Loading...

กำลังโหลดข้อมูล...

0.9x