กำลังโหลดเนื้อหา...
การช่วยฟื้นคืนชีพ หรือ การกู้ชีวิต หรือการกู้ชีพ หมายถึง การปฏิบัติเพื่อการช่วยฟื้นการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตที่หยุดทำงานอย่างกะทันหัน โดยทำให้หัวใจกลับมาเต้นได้ตามปกติ เพื่อไม่ให้เกิดความพิการของสมอง แต่โอกาสรอดจะลดลง 7 – 10% ในทุกนาทีที่ผ่านไป
วัตถุประสงค์ของการช่วยฟื้นคืนชีพ
1. การไหลเวียนของโลหิตยังคงไว้ซึ่งในขณะหัวใจหยุดเต้น เพื่อนำออกซิเจนไปสู่สมอง หัวใจและเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ปอด สมอง หลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ไตและอวัยวะอื่น ๆ
2. เพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายและเนื้อเยื่อ
3. ป้องกันสมองตายจากการที่โลหิตไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ ป้องกันสมองตายโดยการทำให้โลหิตไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ
วิธีทำการช่วยฟื้นคืนชีพ CPR ขั้นพื้นฐาน
เมื่อพบผู้ป่วยหมดสติหรือไม่เคลื่อนไหวต้องทำการสำรวจให้แน่ใจว่า “ หมดสติ และไม่หายใจจริง ” การช่วยเหลือเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพ มีขั้นตอนดังนี้
1. ตั้งสติของคุณให้ดี ไม่ตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
2. ประเมินสภาวะของผู้ป่วย โดยใช้สัมผัสทั้ง 5 ไปพร้อมๆกัน
1) ตา ทำการตรวจดูลักษณะท่านอน พร้อมทั้งสังเกตสิ่งแวดล้อมว่าปลอดภัยสำหรับทุกคนหรือไม่ หากกระตุ้นผู้ป่วยแล้วไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ขณะเดียวกันใช้สายตาเหลือบมองทรวงอกผู้ป่วยว่ามีการเคลื่อนไหวยกขึ้นลงหรือไม่อย่างไร และสังเกตโดยรอบว่าผู้ป่วยมีเลือดออกหรือไม่จากอวัยวะส่วนใด พร้อมทั้งตรวจดูความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมในขณะให้ความช่วยเหลือ
2) หู พร้อมกับก้มหน้าลงใช้แก้มของคุณอังที่บริเวณปลายจมูกผู้ป่วย ฟังลมหายใจของผู้ป่วย ว่ามีลมหายใจมาสัมผัสแก้มหรือไม่ และมีเสียงหรือไม่ลักษณะอย่างไร
3) ปาก ประเมินว่าผู้ป่วยหมดสติจริงหรือไม่ โดยการเขย่าตัวเบา ๆ และถามว่า “คุณ ๆ ตื่น ๆ เป็นอะไรหรือเปล่า” หรือความรู้สึกตัวเป็นอย่างไร เช่น ถามตอบสนทนารู้เรื่อง สับสน ซึมถามตอบช้าๆ หรือพูดไม่รู้เรื่อง เป็นต้น
4) จมูก สังเกตว่ามีกลิ่นใดที่ผิดปกติ เพื่อเป็นข้อมูลและความปลอดภัย
5) มือ ในการเขย่าตัวและสัมผัสผิวผู้ป่วย มีลักษณะอย่างไร ร้อน อุ่น เย็น หรือเปียกชื้น
3. หากผู้ป่วยไม่ตอบสนอง ให้เรียกขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นใกล้เคียงในการให้ความช่วยเหลือต่อไป เช่น พูดว่า “ช่วยด้วย ๆ มีคนหมดสติ”
4. จัดให้ผู้ป่วยนอนราบบนพื้นแข็งไม่เปียก และเป็นสถานที่ปลอดภัย
5. หากในพื้นที่ใกล้เคียงไม่มีผู้อื่น ให้โทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินเองที่หมายเลข 1669 โดยแจ้งข้อมูลที่สำคัญ ดังนี้
1) อาการที่สำคัญที่ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ ได้แก่ หมดสติ มีการหายใจหรือไม่
2) อาการสำคัญอื่นๆที่ตรวจพบตามข้อ 2
3) สถานที่ที่ผู้ป่วยอยู่ขณะนั้น
4) เส้นทางการเดินทางโดยสังเขป พร้อมจุดสังเกตที่สำคัญตลอดเส้นทางการเดินทางจนถึงสถานที่ที่ผู้ป่วยอยู่
5) ชื่อ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของผู้แจ้ง หรือผู้ที่อยู่กับผู้ป่วยที่สามารถให้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยเพิ่มเติมได้
6. ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และอยู่กับผู้ป่วยจนกว่ารถพยาบาลจะไปถึง
7. การช่วยเหลือเบื้องต้นที่จำเป็นแก่ผู้ป่วยขณะรอรถพยาบาล ในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ ยังหายใจ หากจำเป็นให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัย และ
2) เปิดทางเดินหายใจผู้ป่วยให้โล่ง โดยตรวจปากและช่องคอว่ามีสิ่งแปลกปลอม เช่น เศษอาหาร เลือด เสมหะ ฟันปลอมอยู่หรือไม่ เมื่อพบต้องเอาออกโดยใช้ผ้าพันนิ้วกวาดเช็ดออกมา
3) จัดท่านอนที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพ
(1) กรณีที่ผู้ป่วยยังหายใจได้เอง ควรจัดให้นอนหงายตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง กันการสำลัก และทางเดินหายใจอุดกั้น
(2) กรณีไม่หายใจร่วมด้วย ท่านอนที่เหมาะแก่การช่วยฟื้นคืนชีพ คือ นอนหงายหน้าแหงนหน้าให้ลำคออยู่ในแนวระนาบพื้นคางทำมุมกับแนวพื้นน้อยที่สุด


เพื่อความสะดวกในการกดหน้าอกหรือนวดหัวใจ ในการสำรวจและจัดท่าผู้ป่วยนี้จะต้องใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที
4) ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ถ้าผู้ป่วยนอนบนพื้นให้ผู้กดนวดหัวใจนั่งคุกเข่า แต่ถ้าอยู่บนเตียงผู้กดนวดต้องยืน ให้แขนทั้งสองข้างของผู้ป่วยเหยียดตรงและขนานกับลำตัว


เตรียมทำการกดหน้าอกผู้ป่วย โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้
(1) วางมือลงบนกลางอกผู้ป่วย ตำแหน่งราวนมทั้งสองตัดกับแนวกระดูกกลางอก ในผู้ใหญ่ โดยใช้แต่ส้นมือข้างหนึ่งวางซ้อนบนมืออีกข้างหนึ่ง สำหรับผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ใช้นิ้วนางและนิ้วกลางกด สำหรับเด็กอายุ 1 – 8 ขวบ ใช้ส้นมือข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว


(2) โหย่งตัว ( สะโพกยกเฉพาะก้นขึ้นจากตำแหน่งชิดส้นเท้า ) ให้ไหล่อยู่เหนือตำแหน่งตั้งฉากกับกลางอกผู้ป่วย แขนทั้งสองข้างเหยียดตรงแล้วความยาวช่วงแขนตั้งฉากแนวดิ่งกับจุดวางมือพอดี โดยที่เข่าทั้งสองข้างและสะโพกอยู่นิ่งไม่โยกหรือเคลื่อนไปมา ปล่อยให้ไหล่กดน้ำหนักขึ้นลงในแนวดิ่ง หากรู้สึกว่าช่วงแขนยาวหรือสั้นเกินไปสำหรับการจะทิ้งน้ำหนักแขนในแนวดิ่งให้ขยับจุดวางเข่าออกห่างหรือเลื่อนเข้าหาตัวผู้ป่วยหรือแยกเข่าสองข้างให้ห่างออกจากกันเล็กน้อย จนรู้สึกสะดวกขึ้น



(4) การช่วยการหายใจ โดย Mouth to Mouth การเป่าลมจากปากผู้ที่ช่วยเหลือเข้าทางปากของผู้ป่วย เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับผู้ป่วย
- ผู้ที่ช่วยเหลือสูดลมหายใจให้สุด และกลั้นไว้ พร้อมทั้ง
- ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือด้านหน้าผากผู้ป่วยบีบจมูกของผู้ป่วยให้แน่นพร้อมทั้งมืออีกข้างจับคางผู้ป่วยให้อ้ากว้างพอที่ท่านจะประกบปากคร่อมลงไปสนิทพอดี
- เป่าลมหายใจของผู้ช่วยเหลือเข้าไปทางช่องปากของผู้ป่วยทันที ดังภาพ


6) การนวดหัวใจและการช่วยการหายใจต้องทำร่วมกันและสัมพันธ์กัน โดยการนวดหัวใจ 15 ครั้งต่อการช่วยหายใจ 2 ครั้ง ทั้งกรณีที่กระทำ CPR เพียงคนเดียว หรือ สองคน
กรณีการทำ CPR 2 คน เมื่อครบ 4 รอบ ให้ตรวจสอบการเต้นของหัวใจและการเต้นของชีพจรบริเวณ ลำคอในผู้ใหญ่ และ ชีพจรที่ข้อพับแขนในเด็ก และต้องใช้เวลาในการตรวจสอบไม่เกิน 5 – 10 วินาที ถ้ายังไม่มีชีพจรให้ทำการกดหน้าอกต่อไปจนกว่าชุดปฏิบัติการทางการแพทย์จะไปถึง
https://www.youtube.com/watch?v=7QQ8U0RrudA&feature=youtu.be
https://www.youtube.com/watch?v=7QQ8U0RrudA&feature=youtu.be
สิ่งสำคัญคือ การปฏิบัติการนวดหัวใจจะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอไม่ควรหยุดแม้ในช่วงที่มีการสลับคนกดหน้าอก จนกว่าจะมีบุคลากรทางการแพทย์มารับช่วงต่อไป
7. กรณีมีผู้นำเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ : AED มาสนับสนุนให้ดำเนินการต่อเนื่อง ขั้นตอนการช่วยเหลือดังต่อไปนี้
7.1 ติดแผ่นนำสัญญาณ 2 ตำแหน่ง ใต้ไหปลาร้าขวา และใต้ราวนมข้างลำตัวซ้าย
7.2 เปิดเครื่อง
7.3 หยุดปฏิบัติการนวดหัวใจชั่วคราว ให้ทุกคนเอามือออกห่างจากตัวผู้ป่วยเพื่อให้เครื่องทำการวิเคราะห์อาการผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7.4 ปฏิบัติตามที่เครื่องแนะนำ
1) กรณีเครื่องแนะนำให้ช็อก shock ให้กดปุ่มเพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจผู้ป่วย
2) หากเครื่องไม่แนะนำให้ทำการช็อกไฟฟ้า ถ้ามีชีพจร ให้ตรวจการหายใจ
8. ให้กดหน้าอกทันทีไม่ควรทิ้งระยะห่างเกิน 10 วินาทีเริ่มทำการกดหน้าอกต่อเนื่องและถ้าไม่หายใจให้ช่วยหายใจได้ ให้ออกซิเจน ในอัตราต่อการกดหน้าอก 30 ครั้งช่วยหายใจ 2 ครั้ง ( 30 : 2 ) จนครบ 4 รอบถ้าผู้ป่วยยังตอบสนองให้เริ่มใช้ AED รอบ 2 และกดหน้าอกต่อไป
9. ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ขณะรอรถพยาบาล กระทำจนได้ผลและหรือจนรถพยาบาลมาถึงจึงส่งมอบผู้ป่วยให้กับรถพยาบาล