กำลังโหลดเนื้อหา...
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก หรือมักจะเรียกว่า โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงหรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้เซลล์สมองถูกทำลายและสามารถตายภายในไม่กี่นาที ซึ่งสาเหตุมาจากหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน หรือแตก ทำให้ขัดขวางการลำเลียงเลือดซึ่งจะนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์สมอง ส่งผลให้ส่วนของร่างกายที่ควบคุมด้วยสมองส่วนนั้น สูญเสียการทำหน้าที่ เช่น อาการอ่อนแรงโดยเฉียบพลัน อ่อนแรงหรือชาบริเวณใบหน้า แขน หรือขา พูดลำบาก หรือไม่เข้าใจคำพูด หรือมีปัญหาเรื่องการมองเห็นอาการต่างๆจนเกิดอาการของอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยงมีหลายสาเหตุ โดยอาจแบ่งออกเป็น ปัจจัยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือป้องกันได้คือ
ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้
ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ควรควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า 140/90 mmHg ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 60 ปี, เป็นเบาหวาน หรือเป็นโรคไตวายเรื้อรัง และควรควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า 150/90 mmHg ในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี
โรคเบาหวาน สำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลก่อนอาหารให้อยู่ระหว่าง 80-130 mg/dl เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดในร่างกาย
คอเลสเตอรอลในเลือดสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง จะทำให้ร่างกาย มีค่าไขมันไม่ดี ( LDL) ในเลือดสูงซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
โรคอ้วน ควรควบคุมน้ำหนักให้มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในช่วง 18.5-25 ซึ่งคำนวณโดยวัดน้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง
การขาดการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30-40 นาที เป็นจำนวน 3-4 ครั้ง/ สัปดาห์
การสูบบุหรี่จัดเเละการดื่มสุรา ผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์เกิน 2 หน่วย ( standard drink ) / วัน หรือมากกว่า 14 หน่วย/ สัปดาห์ ผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์เกิน 1 หน่วย ( standard drink ) / วัน หรือมากกว่า 7 หน่วย / สัปดาห์ จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (โดย 1 standard drink มีค่าเท่ากับ 10-12 กรัมของ แอลกอฮอล์ และ 1 standard drink ของเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ 4% จะมีปริมาณเท่ากับ 300 ml )
การหยุดหายใจขณะนอนหลับตอนกลางคืน ผู้ที่มีประวัติหยุดหายใจขณะนอนหลับตอนกลางคืน ซึ่งพบได้บ่อยในคนที่นอนกรนดังๆ หรือมีน้ำหนักตัวมากๆ ทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำในช่วงนอนหลับหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้
หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองบริเวณคอตีบ พบในผู้ที่มีอายุมาก มีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ สามารถตรวจคัดกรองได้โดยการทำอัลตร้าซาวด์ดูหลอดเลือดบริเวณคอ
หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือมีลิ้นหัวใจผิดปกติ สามารถทำให้เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันในหลอดเลือดสมองได้ สามารถตรวจคัดกรองได้โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง
ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้
อายุ ในผู้สูงอายุ มีโอกาสเป็นได้มากเพราะหลอดเลือดเสื่อมสภาพตามวัย
เพศ ในผู้ชาย พบอุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าเพศหญิง
ประวัติครอบครัว ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัว
ประวัติโรคประจำตัว พบว่าเคยเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลดเลือดสมองมาก่อน
5 อาการสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง
1) ชาหรืออ่อนแรงใบหน้าซีกใดซีกหนึ่งอย่างฉับพลัน ทำให้มุมปากตก ปากเบี้ยว อมน้ำไม่อยู่ น้ำไหลออกจากมุมปาก ตาข้างใดข้างหนึ่งพร่ามัวหรือมองไม่เห็น
2) ชาหรืออ่อนแรงที่แขนขาซีกใดซีกหนึ่งอย่างฉับพลัน สูญเสียการทรงตัว
3) มีปัญหาด้านการพูดหรือการเข้าใจบทสนทนา พูดไม่ชัดพูดไม่ออก สับสน นึกคำพูดไม่ออก
4) การมองเห็นมีปัญหาฉับพลัน อาจมองเห็นภาพซ้อน มองเห็นภาพครึ่งเดียว ตาบอดหนึ่งหรือสองข้าง
5) มีอาการปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน
สัญญาณเตือนดังกล่าว อาจเกิดเพียงอาการเดียวหรือหลายอาการร่วมกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สูญเสียหน้าที่ไป บางรายอาจมีอาการผิดปกติเหล่านี้ชั่วขณะแล้วดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากสมองขาดเลือดชั่วคราว (Mini Stroke) แต่อย่างไรหากมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ควรรอดูอาการแต่ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
ปัจจุบันโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดสามารถให้การรักษาได้โดยความรวดเร็ว ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะยิ่งปล่อยไว้นานจะทำให้สมองเกิดความเสียหายมากขึ้น จำเป็นต้องได้รับการรักษาภายในระยะเวลา 3-4.5 ชั่วโมง เพราะหากผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลได้เร็วจะสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันการณ์ ลดความเสี่ยงต่อความพิการและเสียชีวิตได้
ข้อมูลอาการสำคัญของ Stroke ควรได้รับความช่วยเหลือฉุกเฉิน ได้แก่ F.A.S.T ดังนี้
Face : ใบหน้า อาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการใบหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว น้ำลายไหลออกจากมุมปากข้างที่ตก
Arm : แขน อาการอ่อนแรงของแขน ขา ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
Speech : การพูด การพูดลำบาก พูดติดๆ ขัดๆ พูดไม่ชัด นึกคำพูดไม่ออก
Time : เวลา รู้เวลาที่เริ่มเกิดอาการผิดปกติ คือรู้ว่าเริ่มมีอาการเป็นเวลาเท่าไหร่นับจากที่มีอาการผิดปกติ หรือนับจากเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการปกติเป็นครั้งสุดท้าย และควรรีบมาโรงพยาบาลให้ทันภายใน 4.5 ชั่วโมง เนื่องจากในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวจากความพิการได้
การช่วยเหลือ แจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาล
1. ประเมินอาการผู้ป่วยตามหลัก FAST โดยใช้ ตาดู หูฟัง จมูกรับกลิ่น ปากถามอาการ และมือสัมผัส ดังนี้
1.1 กรณีที่ผู้ป่วยยังมีสติ สามารถโต้ตอบได้
Face ให้ผู้ป่วยลองยิ้มจะไม่สามารถยิ้มได้เพียงใบหน้าซีกเดียว ส่วนมุมปากอีกด้านมุมปากจะตกลง
Arms ให้ลองยกแขนทั้งสองข้างจะสามารถยกได้เพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างจะยกไม่ขึ้น
Speech สนทนากับผู้ป่วยจะตอบและพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ได้ความชัดเจน
Time สอบถามถึงเวลาที่เริ่มมีอาการอ่อนแรงข้างต้นจากผู้ป่วย หรือการประมาณการณ์จากกิจกรรมที่มีผู้เห็นหรือรับทราบ
1.2 กรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ นอนหมดสติ
ประเมินสภาวะเบื้องต้น โดยกระตุ้นโดยตีที่ต้นแขนและเรียกไม่สามารถตอบโต้ได้ การประเมินยังใช้แนวทาง FAST เท่าที่สามารถกระทำได้ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 อาจพบมุมปากตกน้ำลายไหล ตรวจสอบหน้าอกยังมีการเคลื่อนไหว หายใจหรือไม่
1) หากยังมีการหายใจ รีบจัดท่านอนตะแคงหน้า ให้เปิดทางเดินหายใจและป้องกันการสำลัก
2) หากไม่หายใจ เรียกหาคนใกล้เคียงช่วย โทรแจ้งเหตุ หากไม่มีคนใกล้เคียง ให้ดำเนินการแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือตาม ข้อ 2 และทำการช่วยฟื้นคืนชีพทันที
2. โทรแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาล โทร 1669 โดยแจ้งข้อมูล
1) อาการสำคัญตามข้อ 1.1 ข้างต้น
2) ที่อยู่ของผู้ป่วยขณะนั้น
3) เส้นทางการเดินทาง และจุดสังเกตที่สำคัญเป็นระยะตลอดเส้นทางในการเดินทางไปยังที่อยู่ผู้ป่วย
4) อาการสำคัญอื่นๆที่อาจเกิดร่วม เช่น หมดสติ ซึม ถามตอบรู้เรื่อง เหงื่อออก ปัสสาวะราด ระยะเวลาที่ทำกิจกรรมสุดท้ายก่อนมีอาการผิดปกติ เป็นต้น
5) ชื่อผู้แจ้ง พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อขอทราบข้อมูลผู้ป่วยเพิ่มเติมได้
3. ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ควรอยู่กับผู้ป่วยตลอดเวลา
4. ขณะรอความช่วยเหลือ ให้ผู้ป่วยนอนราบพยายามอยู่กับผู้ป่วย พูดให้กำลังใจ ไม่วิตกกังวลจนเกินไป และพยายามกระตุ้นไม่ให้ผู้ป่วยหลับ ไม่ให้ผู้ป่วยรับประทานหรือดื่มสิ่งใดจนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง