การช่วยเหลือในกรณีเกิดการสำลัก

การช่วยเหลือในกรณีเกิดการสำลัก

       การสำลัก คือ การที่มีสิ่งแปลกปลอมตกเข้าไปติดอยู่ในทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจอย่างกะทันหัน โดยปกติเมื่อกลืนอาหาร โคนลิ้นจะผลักอาหารให้เข้าไปอยู่ในคอหอย จากนั้นฝาปิดกล่องเสียงจะเคลื่อนตัวลงมาปิดทางเข้าของกล่องเสียง เพื่อปิดทางเข้าของหลอดลมอย่างอัตโนมัติ ทำให้อาหารที่กำลังจะเคลื่อนตัวผ่านลงไปในทางเข้าของหลอดอาหารไม่สามารถหลุดเข้าไปในหลอดลมได้ จึงไม่เกิดการสำลัก  อาจเกิดการอุดตันของระบบทางเดินหายใจขึ้นได้ หากกระบวนการไม่เป็นไปอย่างปกติและประสาทอัตโนมัติพยายามที่จะขจัดสิ่งแปลกปลอมนั้นออกจากหลอดลม จึงทำให้เกิดอาการสำลักขึ้น 

การช่วยเหลือเพื่อเปิดทางเดินหายใจ

     1.   ถ้าผู้ป่วยรู้ตัวอยู่

   1.1   ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจจริงจากอาการแสดงที่พบบ่อย ดังนี้

   1)   การหายใจมีเสียง หายใจลำบาก


   2)   การพูดไม่ออก ใช้มือกุมลำคอ

   3)   อาการอยากไอ ไอไม่มีแรง

  4)   ผิวหนัง ริมฝีปาก และเล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเนื่องจากขาดออกซิเจน

  1.2   ถามให้แน่ใจว่าเกิดอาการลำลัก ทำให้หายใจขัดใช่หรือไม่

  1.3   ทำการตบหลัง กระตุ้นให้ผู้สำลักและไอด้วยตัวเอง โดยประคองตัวผู้ที่สำลักโค้งไปทางด้านหน้า แล้วใช้สันมือตบเข้า ระหว่างกระดูกสะบักทั้ง 2 ข้างแรง ๆ ทำซ้ำ 5 ครั้ง ตรวจสอบว่ามีอะไรหลุดออกมาหรือไม่ ถ้ามีให้รีบหยิบออก

  1.4   หากทำการตบหลังกระตุ้นไม่ได้ผล ให้ผู้ป่วยยืนขึ้นโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย โดยผู้ทำการช่วยเหลืออ้อมเดินไปยืนด้านหลัง การแก้ไขภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น ให้ใช้วิธี "ดันกะบังลม" 5 ครั้งเพื่อเปิดทางเดินหายใจ การนำเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจ ด้วยการทำ Choking

 (1)    ยืนหลังผู้ป่วย สอดมือทั้งสองโอบรอบลำตัวผู้ป่วย กำมือข้างหนึ่งวางไว้ที่ตำแหน่ง กึ่งกลางระหว่างสะดือและลิ้นปี่ เอามืออีกข้างรองไว้


 (2)   ดึงรัดมือทั้งสองข้างเข้าหาตัว ในทิศทางเฉียงขึ้นจากช่องท้องไปช่องอก 4-5 ครั้ง

 (3)   การรัด กระแทกจะทำให้เกิดแรงดันในช่องท้อง

(4)   ทำการช่วยเหลือจนผู้ป่วยสามารถสำรอกสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมาได้


https://www.youtube.com/watch?v=XOTbjDGZ7wg



https://www.youtube.com/watch?v=aUDuktIXpYo

     2   ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ให้ช่วย ดังนี้

  2.1   ด้วยการทำ Abdominal thrust หรือที่ รู้จักกันทั่วไปว่า การทำ Heimlich  maneuver วิธีการทำ ดังนี้



1)   จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงายราบไม่หนุนหมอน

2)   ผู้ปฏิบัติการช่วยเหลือขึ้นนั่งคร่อมตัวโดยหันหน้าไปทางศีรษะผู้ป่วย

3)   ใช้มือทั้งสองข้างประสานกัน แล้วใช้ส้นมือกระแทกบริเวณเหนือสะดือผู้ป่วยใต้ลิ้นปี่ผู้ป่วยในทิศทางเฉียงขึ้น ทำติดต่อกัน 5 ครั้ง

4)   หลังจากนั้นใช้มือล้วงสิ่งแปลกปลอมออกจากปากผู้ป่วย            



  2.2   ในกรณีที่ผู้ป่วยอ้วนมากๆ หรือในหญิงตั้งครรภ์ที่รู้สึกตัว Modified Chest thrust เป็นเทคนิคการนำสิ่งแปลกปลอมออกโดยการตบที่หลังใช้ วิธีทำ

วางหมัดในลักษณะเดียวกับการทำ Abdominal thrust แต่วางไว้ในตำแหน่งกึ่งกลางกระดูกหน้าอกแทนหน้าท้อง แล้วทำการกระตุกครั้งละจำนวน 5 ทีติดต่อกัน จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา

  2.3   ในกรณีผู้ป่วยเป็นเด็ก ให้ทำ Back blow เป็นการเอาสิ่งแปลกปลอมออกโดยการตบหลัง โดยการใช้ส้นมือตบที่กลางหลังบริเวณปลายล่างของกระดูกสะบักทั้งสองข้าง ทำติดต่อกัน 5 ครั้ง

1)  ในเด็กทารก – 1 ปี 

 

https://www.youtube.com/watch?v=94j_xAhNR9s



2)  ในเด็กอายุ 1 - 8 ปี


3)  ในเด็กอายุ 8 ปี ขึ้นไป

(1)  ให้ผู้ป่วยยืนขึ้น  ผู้ช่วยเหลือยืนด้านหลังผู้ป่วย  โอบมือรอบผู้ป่วย  กำมือเป็นกำปั้นวางใต้ลิ้นปี่ตรงกลางเหนือสะดือ

(2) ใช้มืออีกข้างหนึ่ง  กุมรอบกำปั้นอีกมือหนึ่งให้แน่  และกระตุกมือดันเข้าหาตัวผู้ป่วยบริเวณใต้ลิ้นปี่  ให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา  ถ้ายังไม่หลุดให้ทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา

(3)  อ้าปากผู้ป่วยดูว่าสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาอยู่ในปากผู้ป่วยหรือไม่  ถ้ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ให้ล้วงออก

(4)  ถ้าสิ่งแปลกปลอมยังไม่หลุดออกมา  ให้ทำซ้ำ ได้อีก 3 – 5 ครั้งหรือจนกระทั่งสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาและผู้ป่วยเริ่มหายใจได้เอง  หรือจนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง

    3.   ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน หากให้ความช่วยเหลือ ข้างต้นยังไม่ได้ผล ให้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือโทร 1669 แล้วจึงให้ความช่วยเหลือต่อหรือทำ CPR ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่หายใจ

การให้ความช่วยเหลือผู้ที่เกิดการสำลัก

1.   การประเมินสภาวะผู้ป่วย ทันทีโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในเวลาไม่นาน

1)   ตา สังเกตว่าผู้สำลักแสดงอาการบ่งบอกว่าเกิดการสำลัก ได้แก่ ใช้มือกุมลำคอพยายามพูดไม่มีเสียงออก เริ่มแสดงอาการริมผีปากผิวเริ่มมีสีคล้ำ นอนหมดสติ หรือหายใจผิดปกติหรือไม่

2)   หู  ตรวจสอบว่าหายใจมีเสียงผิดปกติหรือไม่

3)   จมูก ตรวจสอบสิ่งผิดปกติ

4)   ปาก สอบถามผู้ป่วยให้แน่ชัดว่าเกิดอาการสำลัก

5)   สัมผัส ผิวหนังผู้สำลัก ร้อน อุ่น เย็น เปียกชื้นหรือไม่

2.   การช่วยเปิดทางเดินหายใจให้แก่ผู้ป่วย ด้วยการทำ

2.1   การตบหลัง กระตุ้นให้ผู้สำลักไอด้วยตัวเองไม่ได้ผล ให้ประคองตัวผู้ที่สำลักโค้งไปทางด้านหน้า แล้วใช้สันมือตบเข้าไปแรง ๆ ระหว่างกระดูกสะบักทั้ง 2 ข้าง ควรทำซ้ำ 5 ครั้ง ตรวจสอบว่ามีอะไรหลุดออกมาหรือไม่ ถ้ามีให้รีบหยิบออก

2.2   ดันกะบังลม  หากทำการตบหลังกระตุ้นไม่ได้ผล ให้ผู้ป่วยยืนขึ้นโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ผู้ทำการช่วยเหลืออ้อมเดินไปยืนด้านหลัง ให้ใช้วิธี "ดันกะบังลม" 5 ครั้ง

3.   โทรแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาล โทรด่วน 1669 หรือ 1646 หรือ 1555 กด 4 แจ้งข้อมูลสำคัญ ดังนี้

1)   อาการสำคัญที่ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ ได้แก่ การสำลักอะไร... หลังให้การช่วยเหลือเบื้องต้นไม่ได้ผล หมดสติหรือไม่หายใจหรือไม่

2)   ที่อยู่ที่ผู้ป่วยอยู่ขณะนั้น

3)   อาการสำคัญอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง การหายใจเป็นอย่างไร  ตามข้อ 1.อาการเขียวคล้ำ การพูดมีเสียงหรือไม่ เป็นต้นตามข้อ 1

4)   เส้นทางการเดินทางไปที่ที่ผู้ป่วยอยู่ พร้อมจุดสังเกตที่สำคัญตลอดเส้นทางจนถึงผู้ป่วย

5)   ชื่อผู้แจ้ง พร้อมเบอร์โทรศัพท์ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่สามารถให้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยเพิ่มเติมได้

4.   ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

5.   อยู่กับผู้ป่วยตลอดเวลา และมีส่วนช่วยเหลือผู้ป่วยขณะรอชุดปฏิบัติการไปถึง หากมีอาการเปลี่ยนแปลงให้โทรแจ้งกลับไป 1669 ทันที


แก้ไขครั้งสุดท้าย: Tuesday, 22 January 2019, 10:50AM