การแจ้งเหตุเข้าถึงบริการและความช่วยเหลือการแพทย์ฉุกเฉิน

หลักของการให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินจะคำนึงถึง ความรวดเร็ว ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้เจ็บป่วยเป็นสำคัญ โดยไม่คำนึงสิทธิการรักษาและโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยมีประวัติการรักษาอยู่เดิม เมื่อมีประชาชนโทรเข้ามาเพื่อขอรับบริการรถพยาบาลฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669  จำเป็นที่เจ้าหน้าที่จะต้องประเมินอาการว่าผู้ป่วยเป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินตามเกณฑ์การแพทย์ฉุกเฉินหรือไม่  เพื่อให้สามารถจัดบริการความช่วยเหลือให้กับผู้ป่วยที่ฉุกเฉินได้ทุกราย  และเมื่ออาการของผู้ป่วยที่แจ้งขอความช่วยเหลือเข้าข่ายอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทางศูนย์รับแจ้งเหตุจะรีบประสานงานให้รถโรงพยาบาลหรือรถกู้ชีพที่เหมาะสมซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงไปรับผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้และพร้อมรับ ดังนั้นการแจ้งข้อมูลแจ้งเหตุเบื้องต้นที่ถูกต้องทางการแพทย์ถือว่าเป็นการช่วยเหลือที่สำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้รับแจ้งเข้าใจสถานการณ์ของผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างถูกต้อง มีการเตรียมความช่วยเหลือที่เหมาะสมเพิ่มโอกาสรอดและความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะมีศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการของหมายเลข 1669 เมื่อประชาชนแจ้งเหตุเข้ามาไม่ว่าจะอยู่ในจังหวัดใดก็จะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการของจังหวัดคอยให้บริการ รับสายสอบถามรายละเอียดเบื้องต้นและจัดรถพยาบาลหรือรถกู้ชีพออกให้ความช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลอย่างปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง การขอใช้บริการในระบบฯเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินจะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี  โดยไม่คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่ หรือเรื่องของสิทธิการรักษา  โดยได้ตราข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยฉุกเฉิน ไว้ในพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551ดังนี้

 1)   เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินตามความหมายที่พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ว่า บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการดังนี้

(1)   บาดเจ็บ หรือป่วยกะทันหัน

(2)   ซึ่งเป็นภยันตรายต่อการดำรงชีวิตหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญ

(3)   จำเป็นต้องได้รับการประเมิน การจัดการและการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการเสียชีวิตหรือการรุนแรงขึ้นของการบาดเจ็บหรืออาการป่วยนั้น

 2)   การขอใช้บริการในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยในความรุนแรงระดับวิกฤตฉุกเฉินดังกล่าว ได้แก่

-   หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือกระตุ้น ไม่มีชีพจร ต้องได้รับการกู้ชีพทันที

-   การรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน

-   ระบบหายใจมีอาการผิดปกติ ดังนี้ ไม่สามารถหายใจได้ปกติ หายใจเร็ว แรง และลึก หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆ หรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้ การสำลักที่มีการอุดทางเดินหายใจร่วมกับมีอาการเขียวคล้ำร่วมด้วย

-   ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤติอย่างน้อย 2 ข้อร่วมกัน คือ ตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ หรือวูบเมื่อลุกยืนขึ้น หรือมีการเสียเลือดไม่หยุดจำนวนมากและยังไหลไม่หยุด

ขั้นตอนในการแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากรถพยาบาล

เพื่อให้การให้ความช่วยเหลือมีประสิทธิภาพ ผู้ที่พบเหตุผู้เจ็บป่วยตกในภาวะฉุกเฉินเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ถือว่าเป็นผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือฉุกเฉินต้องการไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่โรงพยาบาล ผู้พบเหตุต้องตั้งสติให้ดี และปฏิบัติดังนี้

1.   ประเมินสภาวะผู้ป่วย หรืออาการสำคัญตามที่ประสบ ซึ่งตรงตามข้อกำหนดผู้ป่วยฉุกเฉินที่กฎหมายระบุไว้เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินที่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการแจ้งเหตุขอใช้บริการรถพยาบาล ดังนี้

1)   กรณีผู้ป่วยยังรู้สึกตัวหรือไม่ ถ้ารู้สึกตัวให้ถามอาการความเจ็บป่วยสำคัญ ที่คิดว่าเป็นอาการที่ต้องไปพบแพทย์ทันที เช่น หายใจติดขัด แขนขาอ่อนแรง ชัก นาน ..... นาที เจ็บหน้าอก เลือดออกมาก เป็นต้น

2)   กรณีไม่รู้สึกตัว  ให้หาข้อมูลอาการสำคัญที่ท่านคิดว่าต้องนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ เช่น เรียกไม่ตื่น ซึมลง พูดสับสน มุมปากตก แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด เป็นต้น ซึ่งอาจมีมากกว่า 1 อาการก็ได้

2.   โทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉิน หมายเลข 1669 หรือ 1646 หรือ 1555 กด 4 แจ้งข้อมูลสำคัญตามข้อ 1 ในการขอความช่วยเหลือ ด้วยลำดับข้อมูลดังนี้

1)   เกิดเหตุอะไร (ที่ต้องการความช่วยเหลือ ป่วยหรือบาดเจ็บจากเหตุ) ตามด้วยข้อมูลที่ประเมินได้ตามข้อ 1

2)   ที่อยู่ หรือสถานที่เกิดเหตุ หรือที่ผู้เจ็บป่วยอยู่ขณะนั้น ไม่ใช่ของผู้แจ้งเหตุ ประกอบด้วย

(1)   เลขที่ ........ ตรอก/ซอย ........ ถนน ....... เขต ........ จังหวัด ...... (ช่วยจะลดความเสี่ยงคลาดเคลื่อน) หรือจุดที่เกิดเหตุที่ชัดเจน

(2)   เส้นทางการเดินทางไปยังที่อยู่ผู้ป่วยหรือสถานที่เกิดเหตุ  เข้าตรอก/ซอย........... ระยะ...... เมตร หากมีซอยย่อย หรือมีเลี้ยวซ้ายขวาระบุด้วย เพื่อให้หน่วยปฏิบัติการเกิดความชัดเจนไปถึงผู้เจ็บป่วยได้รวดเร็ว

3)   จุดสังเกตสำคัญที่ชัดเจน อาจมีได้หลายจุดเป็นระยะจนถึงที่อยู่ผู้เจ็บป่วยได้

4)   อาการสำคัญที่เกี่ยวข้องหรืออาการร่วมอื่นๆของผู้เจ็บป่วย

(1)   ความรู้สึกตัว และระดับสติของผู้ป่วย

(2)   อาการสำคัญที่เกี่ยวข้องอื่นตามที่ได้ประเมินสภาวะผู้เจ็บป่วย ทำให้จำเป็นต้องไปพบแพทย์

(3)   อาการอื่นๆที่พบ และอาจสัมพันธ์กับการเจ็บป่วยครั้งนี้

(4)   อายุ เพศของผู้ป่วย

5)    ชื่อผู้แจ้งเหตุ และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อกลับได้ หรือชื่อผู้ที่อยู่กับผู้ป่วยพร้อมเบอร์โทรศัพท์

3.   ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ อาจต้องลงมือให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินขณะรอหน่วยปฏิบัติการไปถึง โดยปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ

4.   ควรอยู่กับผู้ป่วยรอจนชุดปฏิบัติการจะไปถึง และหากผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลง ควรโทรแจ้งเหตุให้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมในทันที


แก้ไขครั้งสุดท้าย: Monday, 14 January 2019, 1:29PM